เทพวารีหานสุ่ย ระเบิดพลังขั้นสูงสุดของตนเอง เพื่อจะถอยห่างออกจากราเชน
แต่ทว่า ราเชนในสภาพมารโลหิต ที่มีเขายื่นออกมา และร่างกายใหญ่โตจับขาของเทพวารีหานสุ่ยเอาไว้ได้ แล้วจับฟาดลงไปที่พื้นอย่างแรง
โครม ๆ ๆ ๆ !!!
ร่างของเทพวารีหานสุ่ย ถูกฟาดไปสี่ครั้ง ขาที่ถูกจับก็ขาดจากร่าง เทพวารีหานสุ่ย กัดฟันใช้มือขวาที่ยังพอมีแรงตบไปที่พื้น ลอยตัวลงไปในสระน้ำ แล้วใช้พลังชีวิตทั้งหมด หลอมรวมกับสายน้ำ ก่อเกิดมวลน้ำลูกใหญ่กลายเป็นมังกรน้ำยักษ์ พุ่งเข้าใส่มารโลหิตราเชน
ตูม !!!
มังกรน้ำยักษ์แตกกระจาย เทพวารีหานสุ่ยกระอักเลือดออกมา กลิ่นกายของมารโลหิตราเชน เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว เทพวารีหานสุ่ย สร้างกำแพงมวลน้ำป้องกันเอาไว้ แล้วใช้วิธีสลายร่างของตนเองเป็นไอน้ำจะหนีหายไป
ซึ่งเป็นลับของตนเอง แต่ว่ากำแพงมวลน้ำกับป้องกันไม่ได้แตกสลายไป ร่างที่เป็นไอน้ำกลับถูกมารโลหิตราเชนใช้พลังมารโลหิตหยุดยั้งเอาไว้ ร่างกายกลับมาเป็นคนเหมือนเดิม กรงเล็บมารโลหิตราเชนเจาะเข้าที่ลำคอ เลือดในกายพุ่งกระฉูดออกมา ดูดซึมเข้าไปในร่างของ มารโลหิตราเชนจนหมดสิ้น ร่างของเทพวารีหานสุ่ย ก็กลายเป็นซากศพแห้งกรัง
แม่ทัพหานเฉิง อ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ถูก ทหารกว่าร้อยคนที่คุ้มครอง ตอนนี้มากันครบ ก็ได้แต่ยืนตะลึง แม้ในมือจะมีธนูหน้าไม้ แต่ก็ไม่กล้าขยับตัว
ปรมาจารย์ว่านหู่ ตอนนี้ขี่เสือเขี้ยวดาบ เห็นเหตุการณ์ทุกๆ อย่างเห็นว่าตนเองไม่อาจสู้กับมารโลหิตตนนี้ได้แน่ จึงหิ้วร่างของแม่ทัพหานเฉินขี่หลังเสือของตนหนีไปในทันที
“ หนีเร็ว”
แม่ทัพหานเฉิงพอได้สติ ก็หันไปสั่งทหารร้อยคนต่อทันที
“ ยิงมันเลย” แม่ทัพหานเฉิงพอสั่งการจบ ก็ขี่หลังเสือกระโดดพุ่งตัวออกไป ไม่สนใจว่าทหารนับร้อยคนจะฆ่า มารโลหิตราเชนได้หรือไม่
มีแต่เสียงร้องอย่างโหยหวน กับ เสียงร้องคำรามของมารโลหิต ที่ไล่ตามหลังพวกเขามาเท่านั้น ซึ่งแม่ทัพหานเฉิงพอหันกลับไปมอง ก็พบแต่ ซากศพทหารนับร้อยนอนเรียงรายกลายเป็นซากศพไปจนหมดแล้ว
“ ปีศาจ ปีศาจ ตาย ตาย..หมดแล้ว ท่าน ว่านหู่” แม่ทัพหานเฉิงเอ่ยออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ปรมาจารย์ว่านหู่ ตอนนี้ขี่เสือเขี้ยวดาบ พุ่งกระโจนทยานไม่สนใจ แต่ทว่าตอนนี้เจ้าเสือเขี้ยวดาบกลับไม่ยอมวิ่งไปข้างหน้า กลับหยุดนิ่งแล้วส่งเสียงร้องคำรามออกมา
“ หยุดทำไม เล่า” แม่ทัพหานเฉิงรีบเอ่ยขึ้นมาอย่างตกใจ
ไม่ทันที่ปรมาจารย์ว่านหู่จะตอบอะไร ด้านหน้าของเขาทั้งสอง กลับพบว่า มารโลหิตราเชนปรากฏกายขึ้น หน้าประตูทางออกจวนเจ้าเมือง
“ จะรีบไปไหนกัน” มารโลหิตราเชนเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ
ปรมาจารย์หวังหู่ นำฆ้อนคู่ของตนออกมาถือสองมือ แล้วกระโดดพุ่งตัวลอยฟ้า ทุบฆ้อนเข้าใส่หัวของมารโลหิตราเชน ส่วนเจ้าเสือเขี้ยวดาบก็สลัดแม่ทัพหานเฉิงทิ้งไป แล้ว แล้วอ้าปากพุ่งกัดเข้าไปที่ร่างของมารโลหิตราเชนเช่นกัน
“ ฮึ หาที่ตาย”
มารโลหิตราเชน ยกมือซ้ายขึ้นพลังงานบางอย่าง พุ่งออกไปกระทบกับร่างของปรมาจารย์ว่านหู่ ถึงกับหยุดนิ่งกลางอากาศ เลือดในกายค่อยไหลซึมออกมาจากร่าง แล้วพุ่งออกมาเป็นสายเข้าไปในร่างของมารโลหิตราเชน ส่วนเจ้าเสือคาบดาบ พอเข้าใกล้ ก็ถูกมารโลหิตราเชนใช้มือขวามีมีกรงเล็บคมกริบ ฟันเข้าใส่ที่หัวของมัน จนร่างของมันแยกออกเป็นสองซีก ตายอนาถ ส่วนร่างของปรมาจารย์ว่านหู่ก็ค่อยกลายเป็นซากศพเหี่ยวแห้งตกลงมาสู่พื้นดิน
เหลือแต่แม่ทัพหานเฉิง ที่คุกเข่าโขกศรีษะกับพื้นขอให้ มารโลหิตราเชนไว้ชีวิต
“ ข้ายอมแล้ว ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ท่านจะเอาสิ่งใด ข้าพร้อมที่จะมอบให้ท่านทุกอย่าง”
ราเชนไม่ตอบ ใช้กรงเล็บตวัดออกไป หัวของแม่ทัพหานเฉิงหลุดออกจากบ่า เลือดไหลพุ่งขึ้นเข้าสู่ร่างของมารโลหิตราเชนทันที
ในจวนเจ้าเมืองตอนนี้ ทหารถูกฆ่ากลายเป็นซากศพกันเกลื่อนไปหมด บ่าวรับใช้ต่างถูกกำชับไม่ให้ออกจากห้อง เลยไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ปรมาจารย์หยูซวง กับ ปรมาจารย์จูชงมาถึงเห็นสภาพคนตาย ก็แตกตื่นตกใจยิ่งนัก
“ น้องรอง”
“ พี่รอง”
สภาพศพเสือเขี้ยวดาบ กับ สภาพศพของปรมาจาร์ฆ้อนคู่ว่านหู่ ทำให้ทั้งสองถึงกับมองหน้ากันอย่างหวาดหวั่น
“ ใครกัน ฝืมือช่างร้ายกาจโหดเหี้ยมเช่นนี้”
ปรมาจารย์หยูซวงเอ่ยอย่างหวาดหวั่น
“ ข้าไม่รู้จริงๆ แต่ที่แน่ๆ มันต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน เรื่องนี้ต้องรีบแจ้งอาจารย์โดยด่วน ไม่อยากคิดเลย ยังมียอดฝีมือในอาณาจักรปัจจิม ที่ร้ายกาจเช่นนี้” ปรมาจารย์พัดเหล็ก จูชง เอ่ยจบ ก็ส่งข้อความให้อินทรียักษ์ไปบอกกับอาจารย์ฮั่วเหยียนทันที
ขบวนศพของนายท่านสี่ตอนนี้ห่างจากเมืองหานมาไกลมากแล้ว ส่วนคุณหนูใหญ่ก็ถูกเทพธิดาไช่อีมาส่งเรียบร้อย ทุกๆ คนก็ถามถึงนักพรตน้อย แต่คำตอบที่ได้ทำให้ทุกคนถึงกับต้องเสียใจ คุณชายน้อยเสี่ยวตง ถึงกับร่ำไห้ออกมา
“ ถึงเมืองหลวงแล้ว ข้าจะตามหาญาติของนักพรตอู๋ติ้ง และจะส่งเงินไปให้กับญาติของเขา สิบเท่าของค่าจ้างที่เราได้จ้างเขา ทุกๆ คนเดินทางกันต่อ”
ไช่อีเองก็ได้อำลาจากไป แต่ในใจยังอดคิดถึง นักพรตน้อยที่ได้ช่วยชีวิตของพวกนางไม่ได้ พอบินจากมา ถึงกลับต้องหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความซาบซึ้งใจ
ขบวนศพของนายท่านสี่ เดินทางไปไม่นาน ก็มีเสียงคนร้องตะโกนออกมาไล่หลัง
“ เฮ้ จะรีบไปไหน รอข้าด้วยซิ”
ร่างของนักพรตอู๋ติ้ง วิ่งพุ่งกระเพื่อม เสื้อผ้าเต็มไปด้วยเลือด เนื้อตัวมอมแมม ทุกๆคนหันไปมองก็อ้าปากค้าง คุณหนูใหญ่ ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา
“ ท่าน..ยังไม่ตาย?”
“ ข้ายังไม่ตาย ข้ายังปกติดีเห็นไหม”
คุณชายน้อยเสี่ยวตง เข้ามาเกาะแขนของราเชนด้วยความดีใจ
“ ข้าบอกแล้ว คนเก่งอย่างพี่นักพรตต้องไม่เป็นอะไร เห็นไหมพี่ใหญ่”
“ ท่านรอดมาได้อย่างไร ตอนนั้นข้าเห็น..”
ราเชนรีบอมยิ้ม แล้วเอ่ยว่า
“ ข้าเพียงแต่โชคดี ตอนนั้นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เกิดมีชายคนหนึ่งลงมาจากฟากฟ้า
แล้วพุ่งตัวลงมาเข้าจัดการกับชายชราผมขาว และทหารทั้งหมด ข้าเองเลยใช้ยันต์หายตัว รีบหลบหนีมา โชคดีที่ข้ามียันต์ของอาจารย์ปู่คอยปกป้องเอาไว้” ราเชนนำยันต์ผ้าสีเขียวออกมาให้ทุกคนดู
“ โอ้โห ไม่ทราบว่าท่านยังมีเหลืออีกไหม” หัวหน้าหวังฉี รีบเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้น
“ ของดีเช่นนี้ จะมีชิ้นที่สองได้ยังไง แต่ว่า หากไปถึงเมืองหลวงแล้ว ข้าสามารถเขียนยันต์แบบนี้ให้พวกท่านก็ได้ แต่ว่า มันต้องมีค่าใช้จ่ายกันบ้าง”
“ ไม่มีปัญหา ข้าขอจอง 10 แผ่นเลย”
“ ข้าด้วย”
“ ข้าด้วย”
ทุกๆ คนต่างยกมือจอง ยันต์คุ้มครองของ ราเชนกันหมด ไม่เว้นแม่แต่คุณชายน้อยเสี่ยวตง
ตัวผีนายท่านสี่เองก็ยิ้มอย่างมีความสุข ที่เห็นราเชนกลับมาได้อย่างปลอดภัย จากนั้นขบวนศพของตระกูลฟงก็เดินทางต่อ
“ ขอบใจนะ” คุณหนูใหญ่เอ่ยกับราเชน ในระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวง
“ มันเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว คุณหนูใหญ่อย่าได้ใส่ใจ”
“ ถึงเมืองหลวงแล้ว ข้าจะจ่ายค่าจ้างให้ท่านเพิ่มสองเท่า ตอบแทนท่านที่ได้ช่วยพวกเราในครั้งนี้”
ราเชนได้แต่พยักหน้ายิ้ม จนกระทั่งผีนายท่านสี่มากระซิบข้างหูเขาให้บอกกับ คุณหนูใหญ่ฟงอี้หลัน
“ ข้ามีเรื่องอยากให้ท่านเก็บเป็นความลับ”
“ เรื่องอะไร?”
“ การตายของฮูหยินเจ้าเมือง ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ ข้าอยากให้ท่านเก็บเป็นความลับ ห้ามบอกคนในตระกูลของท่านรู้เป็นอันขาด เพื่อความปลอดภัยของท่านและเสี่ยวตง”
“ ท่านอาหญิงฆ่าตัวตาย เถ้ากระดูกหลอมรวมกับธรรมชาติไปแล้ว พวกเขาควรจะลงบันทึกเรื่องราวลงในสุสานของตระกูล แล้วมันเกี่ยวอะไรกับความปลอดภัยของข้ากับเสี่ยวตงด้วย?”
“ เรื่องนี้ข้าตอบตอนนี้ไม่ได้ แต่ข้าเชื่อมั่นว่า หากท่านเปิดเผยไป เกรงว่ามันไม่เป็นผลดีต่อท่านและคุณชายน้อยแน่ๆ” ราเชนเอ่ยไปตามที่ผีนายท่านสี่บอกมา
บางทีเขาอาจจะระแวงในตัวของ หัวหน้าตระกูลฟง และ จักรพรรดิหลี่เอี้ยน แต่ไม่อยากอธิบายให้กับ อี้หลันล่วงรู้ความลับของ พวกเขาทั้งหมด
“ ก็ได้ เรื่องนี้ข้าจะไม่บอกกับใคร” คุณหนูใหญ่อี้หลันเอง แม้ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุแต่ตอนนี้นางเชื่อใจราเชนมาก ดังนั้นจึงได้รับปากออกไป
ณ หุบเขาลึกลับแห่งหนึ่ง อยู่ระหว่างชายแดนอาณาจักรปัจจิม และ อาณาจักรอุดร
ชายชราผมสีเงิน นั่งหลับตาทำสมาธิอยู่ในถ้ำ ที่เงียบสงบ ด้านนอกมีป่าไผ่ มีประกายสายฟ้า วิ่งไปมาอยู่รอบๆ เขาไฟตะเกียงสี่สี ที่กำลังสว่างไสวอยู่ทั้งสี่ดวงด้านหน้าของเขา ตอนนี้อยู่ๆ ก็มีไฟตะเกียงสีขาวดับลงไป ชายชราลืมตาตื่นขึ้นมาทันที
“ ศิษย์น้องสี่”
ชายชราผมสีเงิน ยืนขึ้นแล้วร้องคำรามอย่างโกรธแค้น บรรยากาศภายนอกก็มีสายฟ้า ผ่าลงมาที่ป่าไผ่อย่างบ้า คลั่ง
ทันใดนั้นเอง แผ่นดินก็เกิดสั่นสะเทือน มีบางสิ่งบางอย่างกำลังอยู่ใต้ดิน พุ่งตรงมาหาชายชราผมเงินเป็นทางยาว ไม่แค่นั้นยังมีลมพายุหมุน พัดจนป่าไผ่ขาดกระจุยเป็นเส้นทาง จนพายุหมุนสงบ พบชายชราผมเขียวเป็นผู้มากับพายุหมุน และพื้นดิน ก็ปรากฏชายชราผมสีแดง รูปร่างเตี้ย ราวกับคนแคระ ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน
“ ศิษย์พี่ใหญ่ เกิดอะไรขึ้น ” ชายชราทั้งสองคนเอ่ยกับ ชายชราผมสีเงินที่ยืนขึ้น แต่ในมือถือตะเกียงสีขาวเอาไว้
“ ไฟตะเกียงชีวิตของน้องสี่ดับลง”
“ อะไรนะ น้องสี่ตายแล้ว?” ชายชราผมสีเขียวเอ่ยอย่างตกใจ
“ ในอาณาจักรปัจจิมนี้มีผู้ใดกัน ที่สามารถฆ่าน้องสี่จนตายได้ ”ชายชราผมสีแดงคล้ายคนแคระ เอ่ยขึ้นอย่างสงสัย
“ เรื่องนี้ต้องสืบให้แน่ชัด ฝีมือน้องสี่บรรลุถึงขั้นราชันปราณยุทธ์ ระดับที่ 50 แล้ว แสดงว่า คนที่ฆ่าเขา ต้องมีพลังปราณยุทธ์สูงกว่าแน่ พวกเจ้าส่งคนของเราออกไปสืบเรื่องนี้ให้แน่ชัด ไม่ว่ามันเป็นใคร คนที่ฆ่าคนของสำนักหมอกขาว ต้องตายสถานเดียว” ชายชราผมสีเงิน นั่นคือเทพสายฟ้า เหลยเจี้ยน หัวหน้าสำนักหมอกขาว ส่วน ชายชราผมสีเขียว คือ หลิวฟง ฉายาเทพวายุ ชายชราผมสีแดง คือ หงซือถู ฉายาเทพปฐพี เป็นรองเจ้าสำนัก ส่วนเทพวารีหานสุ่ย ก็เป็นรองเจ้าสำนักด้วยเช่นกัน
ราเชน ตอนนี้ได้นำขบวนศพนายท่านสี่ใกล้จะถึงประตูทางเข้าเขตเมืองหลวงแล้ว ระหว่างทาง กลับมีชาวบ้านมากมาย ต่างเดินทางกันเข้าเพื่อหนีภัยสงคราม เพื่อเข้ามาในเขตเมืองหลวง ซึ่งเมืองหลวงของอาณาจักรปัจจิมนั้น กลับมีหน้าด่านตั้งสกัด อีกสามด่านใหญ่ ทุกด่านมีกำแพงสูงราวกับเมืองใหญ่ ทำให้ศัตรูที่จะคิดบุกเข้ามา คงต้องลำบากในการโจมตีแน่ๆ ชาวบ้านที่คิดอพยพส่วนใหญ่ จะถูกจัดให้อยู่หน้าด่านแรก มีชื่อว่าเมืองเปี้ยนเฉิน ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง มีการสร้างที่พักชั่วคราวให้ มีการอาหารให้กินอย่างไม่ขาดแคลน แต่ไม่อาจผ่านเข้าไปด่านต่อไปได้ ซึ่งด่านที่สองนั้นชื่อว่าเมืองเอ้อเฉิน ผู้ที่ผ่านเข้าไปได้ ต้องเป็นผู้ที่สมัครเข้าไปเป็นทหาร หรือ รับใช้ชาติ ครอบครัวจึงจะมีสิทธิ์เข้าไปที่เมืองหน้าด่านที่ 2 ส่วนเมืองหน้าด่านสุดท้ายนั้นชื่อเมืองฮั่วเฉิน คือ ให้ครอบครัวของขุนนาง และคหบดีที่สำคัญต่ออาณาจักรปัจจิม ส่วนในผู้ใดที่จะเข้าไปในเขตเมืองหลวง ต้องมีป้ายผ่านทางเท่านั้น
ซึ่งคุณหนูใหญ่ฟงอี้หลัน นับว่าไม่ธรรมดาจริง มีป้ายผ่านสีทอง ทำให้ผ่านเมืองหน้าด่านทั้งสาม และผ่านเข้าประตูเมืองหลวงได้อย่างสดวก เหล่าทหารเฝ้าประตูล้วนให้ความเคารพอย่างยิ่ง จนราเชนอดถามผีนายท่านสี่ไม่ได้
“ โอ้ ทำไมทหารเหล่านี้ ถึงได้ดูเคารพคุณหนูใหญ่ขนาดนั้น?”
“ ก็ป้ายผ่านทองคำนี้ เป็นของจักรพรรดิหลี่เอี้ยน เป็นผู้พระราชทานให้กับข้าด้วยตัวเอง”
“ หืม ไหนท่านบอกว่า จักรพรรดิหลี่เอี้ยน อยู่เบื้องหลังการตายของท่านไง”
“ เฮอะ เจ้ารู้จักจักรพรรดิหลี่เอี้ยนน้อยเกินไป เพื่องานใหญ่ เรื่องแค่นี้ยังน้อยไป”
ราเชนได้ฟังก็ได้แต่พยักหน้า จนกระทั่งมีคนของตระกูลฟง ขี่ม้ามาเป็นขบวนใหญ่เพื่อต้อนรับ คุณหนูใหญ่ และขบวนศพ มีชายหนุ่มขี่ม้านำหน้า แต่งกายด้วยชุดนักบู้ชุดขาว สวมใส่ผ้าขาว มีเชือกสีดำคาดเอาไว้ที่แขน มาถึงก็กระโดดลงจากหลังม้าแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า
“ คำนับ คุณหนูใหญ่ ข้าได้รับคำสั่งจากนายท่านใหญ่ ให้มารับคุณหนูใหญ่กลับตระกูลฟง”
“ ฟงเลี่ย เจ้าเป็นถึง ผู้คุ้มกันอันดับ 1 ของนานท่านใหญ่ ถึงกับมารับพวกเราด้วยตัวเองหรือนี่"หัวหน้าหวังฉีเอ่ยอย่างเคลือบแคลงสงสัย
“ อย่าเสียเวลาเลย พวกเราเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย รีบพาศพท่านพ่อกลับบ้านกันก่อนเถอะ” คุณหนูใหญ่ตัดบท แล้วยกมือให้ฟงเลี่ย นำทุกๆ คนเดินทางกลับบ้านตระกูลฟงในทันที………