สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 10 บทที่ 296 ‘หนึ่งหมัดเจ็ดบาดเจ็บ เจ็ดคนล้วนพิการ’

        “ใคร? ไสหัวออกมาสิวะ!”

        ชายชุดเกราะหรูหรากวาดสายตามองไปยังกลุ่มฝูงชนที่อยู่ด้านล่างอย่างดุดันเมื่อได้ยินประโยคนั้นก่อนที่สายตาของเขาจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของซุนเฟยและแองเจล่า“เจ้าสวะชั้นต่ำสองตัวนั่น ใช่ ข้าพูดกับเจ้า มองหาอะไรมีแค่เจ้าสองตัวเท่านั้นแหละที่สวมฮู้ดสีดำแปลกกว่าคนอื่นเขา เฮอะข้ามองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเจ้ามันพวกไม่ได้เรื่อง ต้องเป็นเจ้าแน่ๆที่ใส่ร้ายป้ายสีปู่ของเอ็ง ยังยืนเกะกะสายตาปู่เอ็งอีกหรือ…”

        นักรบคนนี้ทั้งหยิ่งผยองทั้งหยาบกระด้าง และยังเป็นพวกฉุนเฉียวง่ายเขาไม่พูดเปล่า แต่ทำท่าจะกระโดดลงมาจากสนามประลองดาบเพื่อลงมือสั่งสอนคนแปลกหน้าทั้งสองคนแต่พริบตาเดียวเขาก็ต้องอ้าปากตาค้างเมื่อพบว่าร่างของคนสองคนที่สวมฮู้ดสีดำได้หายไปแล้วไม่รู้ว่าสองคนนั้นใช้วิธีอะไรถึงสามารถหายไปจากคลองจักษุของทุกคนได้อย่างไม่น่าเชื่อ

        ……

        “ทำไมพวกเราถึงออกมาเล่า? ข้านึกว่าท่านจะเข้าไปสั่งสอนเจ้าคนอวดดีนั่นเสียอีก”หลังออกมาจากสนามประลองดาบแห่งนั้นแล้ว แองเจล่ายังคงเกาะร่างของซุนเฟยแน่นร่างบอบบางนุ่มนิ่มของนางยังคงอยู่ในวงแขนของซุนเฟยในดวงตากลมโตฉายแววสงสัยก่อนจะเอ่ยปากถามออกมาเบาๆ

        “เป้าหมายของข้าในวันนี้ก็แค่อยากอยู่กับราชินีผู้น่ารักของข้าสองต่อสองเท่านั้น ไม่ใช่หาเรื่องต่อยตี” ซุนเฟยยิ้มน้อยๆ ออกมาหลังวางนางลงกับพื้นก็ยกมือขึ้นมาบีบจมูกรั้นๆ ของนางครั้งหนึ่ง

        ถึงแม้ว่าชายที่สวมชุดเกราะหรูหราคนนั้นจะโอหังและพูดจาไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำแต่ซุนเฟยก็รู้สึกได้ว่าความแข็งแกร่งของคนคนนั้นไม่เลวเลยทีเดียวพลังที่แผ่ออกมาจางๆ นั่นก็ดูเหมือนจะไม่ใช่พลังทั้งหมดของเขา

        ความหยิ่งผยองและความหยาบคายที่ชายคนนั้นแสดงออกมามันใกล้เคียงกับคนปัญญาอ่อนมาก มีความเป็นไปได้มากว่าชายคนนี้กำลังเสแสร้งชายที่สวมชุดเกราะหรูหราคนนี้ ถ้าซุนเฟยมองไม่ผิดเขาอาจฟันฝ่ามาถึงรอบสุดท้ายได้อย่างแน่นอน ไม่แน่ว่าอาจจะได้พบกันในสนามประลองดาบเมื่อถึงเวลานั้น เขาจะสั่งสอนให้ชายที่แสนหยิ่งผยองได้รู้ว่า ใครกันแน่ที่เป็นปู่เอ็ง!

        ทั้งสองคนต่างพูดคุยหยอกล้อกันอย่างหวานชื่นในขณะที่เดินเรื่อยเปื่อยอยู่ในเขตสงคราม

        ผ่านไปได้สิบนาทีทันใดนั้นก็มีเสียงโหยหวนลอยมาจากด้านหน้า

        เสียงร้องโหยหวนนี้ดูคล้ายกับเสียงร้องเฮือกสุดท้ายของสัตว์เดรัจฉานที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสและที่สำคัญ เสียงร้องดุจสัตว์เดรัจฉานนี้กลับออกมาจากปากของมนุษย์เป็นเสียงร้องที่ทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวตามมาด้วยเสียงร้องตื่นตกใจของฝูงชนดังขึ้นมาเป็นระลอก จากนั้นกลิ่นเลือดฉุนๆก็ลอยออกมาเตะจมูก ราวกับว่าสิ่งที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศไม่ใช่อากาศแต่เป็นเลือด

        “อา นี่กลิ่นอะไร? แล้วเสียงร้องเมื่อครู่เล่า นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” แองเจล่าย่นคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้กลิ่นบางอย่าง

        สายตาของซุนเฟยสามารถมองทะลุกลุ่มฝูงชนที่แน่นขนัดไปยังสนามประลองดาบที่อยู่ใกล้ที่สุดได้

        ซุนเฟยมองเห็นการต่อสู้ที่กำลังเกิดขึ้นบนสนามประลองดาบ

        เงาสีม่วงสายหนึ่งกำลังวิ่งด้วยความเร็วสูงเงานั่นวิ่งวนเป็นวงกลมราวกับภูติผี ทิ้งไว้เพียงเงาเลือนรางในอากาศในมือของเขาถือมีดโค้งรูปร่างแปลกๆ ไว้ข้างละหนึ่งด้ามมีดของเขารวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ ทั้งเร็วทั้งแปลกตรงกลางที่เงานั่นวิ่งวนเป็นวงกลมอยู่มีหมอกเลือดกลุ่มหนึ่งที่กำลังหมุนเป็นลูกข่าง…

        ซุนเฟยสังเกตอย่างละเอียดก่อนจะรู้สึกตกใจขึ้นมา

        กลุ่มหมอกเลือดที่หมุนอย่างบ้าคลั่งความจริงแล้วเป็นร่างของมนุษย์ไร้ผิวหนังคนหนึ่ง

        ทุกครั้งที่มีดคู่ในมือของเงาสีม่วงนั่นตัดผ่านจะมีเนื้อชิ้นหนึ่งขนาดเท่าเล็บมือกระเด็นออกมาจากร่างของคนที่อยู่ตรงกลางใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาที มีดทั้งสองเล่มก็ฟันออกไปแล้วมากกว่าร้อยครั้งอวัยวะภายในของร่างที่หมุนเป็นลูกข่างก็ถูกทำลายจนกลายเป็นหมอกเลือดลอยอยู่เต็มอากาศถึงแม้ว่าจะพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่อาจหาทางหลบหนีไปจากเงามีดปีศาจได้ร่างนั้นทำได้เพียงเปล่งเสียงร้องโหยหวนออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสียงร้องโหยหวนเมื่อครู่นี้คงจะดังออกมาจากลำคอของคนคนนี้…

        สอง สาม สิบวินาทีผ่านไป ในที่สุดเงาร่างสีม่วงก็เก็บมีดตัวเองและยืนนิ่ง

        ในที่สุดร่างที่หมุนเป็นลูกข่างอย่างบ้าคลั่งบนสนามประลองดาบก็หยุดลงแน่นอนว่าเขาตายไปแล้วและสิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็ไม่ใช่ร่างของมนุษย์...แต่เป็นโครงกระดูกสีขาว ไร้เลือดไร้เนื้อ สุดท้ายโครงกระดูกที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ตกลงมากระแทกพื้นเสียงดังตุบกระดูกทั้งหมดกระจายไปทั่วสนามประลองดาบ

        ช่างเป็นทักษะมีดที่เหี้ยมโหด

        ซุนเฟยขมวดคิ้วน้อยๆ

        ทักษะมีดของเงาร่างสีม่วงผู้นั้นช่างแปลกประหลาดจริงๆไม่ใช่แค่เร็ว แต่ฝีมือการควบคุมมีดคู่ของเขายังอยู่ในระดับสุดยอดอีกด้วยการที่สามารถเฉือนร่างของคนในขณะที่ยังมีชีวิตจนเหลือแต่โครงกระดูกขาวๆในชั่วพริบตา…เห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของคนคนนี้จะต้องสูงกว่าคู่ต่อสู้มากเผลอๆ อาจจะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ในกระบวนท่าเดียวด้วยซ้ำ!แต่แทนที่เขาจะสังหารให้ตายภายในครั้งเดียวเขากลับเลือกวิธีที่เหี้ยมโหดผิดมนุษย์ด้วยการลอกหนังขูดเนื้อของคู่ต่อสู้ทั้งเป็นดูจากการกระทำของเขาแล้วก็รู้ได้ทันทีว่า เจ้าคนผู้นี้มันต้องเป็นพวกจิตวิปริตและโหดเหี้ยม!

        ยอดฝีมืออีกคน

        ซุนเฟยไม่ได้รั้งอยู่ดูสนามประลองดาบแห่งนี้นานเขาพาแองเจล่าเดินจากไปทันที

        ทั่วบริเวณนี้มีแต่เลือดและกลิ่นเลือดที่หนาแน่นฉุนจมูกซุนเฟยกังวลว่าคู่หมั้นตัวน้อยของตัวเองจะตกใจกลัว

        นี่เป็นโชคชะตาของนักรบบนแผ่นดินอาเซรอทไม่ฆ่าคนอื่นก็ถูกคนอื่นฆ่า ถ้าอยากมีชีวิตรอดบนแผ่นดินอาเซรอท มีเพียงวิธีเดียวนั่นก็คือ จงแข็งแกร่ง! จงแข็งแกร่ง! จงแข็งแกร่ง!!! จงแข็งแกร่ง!!!และแข็งแกร่งขึ้นไปเรื่อยๆมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะปกป้องสิ่งสำคัญรวมทั้งชีวิตของตัวเองได้

        ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังเดินไปข้างหน้าพวกเขาก็พบว่า ที่สนามประลองดาบแห่งหนึ่งมีผู้ชมเข้าไปล้อมดูเป็นจำนวนมากเสียงร้องเชียร์และเสียงปรบมือดังขึ้นไม่ขาดสายบนสนามประลองดาบกำลังมีการต่อสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่านดำเนินอยู่ และหนึ่งในนั้นที่กำลังต่อสู้กันอยู่ก็เป็นคนที่ซุนเฟยคุ้นเคยดี...คอนสแตนติน ราชาหนุ่มแห่งไบแซนไทน์

        ซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะหยุดดู

        คู่ต่อสู้ของคอนสแตนตินเป็นนักรบที่มีรูปร่างสูงใหญ่มากในมือของเขาถือค้อนเหล็กดำขนาดใหญ่คู่หนึ่งที่ทรงพลัง ทุกครั้งที่ค้อนทุบลงที่พื้นพื้นดินจะสั่นสะเทือนประหนึ่งแผ่นดินไหว พลังของเขาแข็งแกร่งมาก

        แม้จะเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งแบบนี้แต่คอนสแตนตินก็รับมือได้อย่างสบายๆ

        ราชาหนุ่มคนนี้มีจังหวะการก้าวเท้าที่มั่นคงมากเขาสวมชุดเกราะสีเงินและสวมถุงมือสีเงินที่มีเหล็กแหลมผุดขึ้นมาทั่วถุงมือความเร็วในการออกหมัดไม่เร็วจนเกินไปและไม่ช้าจนเกินไปทุกครั้งที่ปล่อยหมัดจะเกิดเสียงแหลมๆราวกับเสียงคำรามของสัตว์อสูรดังขึ้นมาในอากาศ เป็นหมัดที่ทรงพลังและดุดันมาก

        “หือ? นึกไม่ถึงจริงๆ ว่า ในระยะเวลาสั้นๆคอนสแตนตินจะฝึกฝน 'หมัดเจ็ดพิการ' มาถึงระดับนี้ได้ เสียงเวลาออกหมัดคล้ายเสียง‘พยัคฆ์ร้องมังกรคำราม’ ไม่มีผิด เหมือนว่าเขาน่าจะบรรลุขอบเขต‘หนึ่งหมัดเจ็ดบาดเจ็บ เจ็ดคนล้วนพิการ’ แม้ว่า 'น้ำยาฮัลค์' ขวดนั้นจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายแต่พรสวรรค์ในการต่อสู้ของเขาไม่เลวเลยจริงๆ!”

        เมื่อเห็นว่าคอนสแตนตินฝึกฝน 'หมัดเจ็ดพิการ' มาได้ถึงขั้นนี้ในใจของซุนเฟยก็อดไม่ได้ที่จะแปลกใจขึ้นมา

        แต่ 'หมัดเจ็ดพิการ' เป็นวิชาหมัดที่‘จะทำร้ายตัวเองก่อน แล้วค่อยทำร้ายคู่ต่อสู้’ การจะฝึกมาถึงขั้นนี้ได้นั้นอวัยวะภายในของคอนสแตนตินจะต้องได้รับบาดเจ็บหนักและอาการบาดเจ็บเหล่านั้นจะทิ้งอันตรายที่ซ่อนเร้นเอาไว้ ซุนเฟยเคยบอกเกี่ยวกับอันตรายที่แฝงเร้นของวิชาหมัดนี้ให้กับคอนสแตนตินฟังก่อนจะมอบมันให้กับเขา แน่นอนว่าราชาหนุ่มแห่งไบแซนไทน์ยังคงเลือกที่จะฝึกมันดูเหมือนว่า ในใจของเขามีบางสิ่งบางอย่างที่ตัวเองอยากปกป้องเอาไว้อยู่ดังนั้น ถ้าอยากเป็นคนแข็งแกร่งในเวลากระชั้นชิดเช่นนี้เขาต้องยอมจ่ายราคาตอบแทนแสนแพงให้กับมัน

        ซุนเฟยแอบคำนวนเวลาอย่างเงียบๆอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ผู้ชนะก็จะปรากฏให้เห็นแล้ว

        หมัดของคอนสแตนตินโจมตีไปที่หน้าอกของนักรบฝ่ายตรงข้ามเสียง ‘พยัคฆ์ร้องมังกรคำราม’ ดังกึกก้องออกมาไม่ทันที่ค้อนคู่ของนักรบร่างสูงคนนั้นจะทุบลงมา เขาก็รับรู้ได้ถึงโลหิตสีแดงสดที่ค่อยๆไหลออกมาจากอวัยวะทั้งห้า ปาก จมูก ตา หู คิ้วร่างสูงใหญ่และหนาราวกับภูเขาหยุดชะงักไปชั่วครู่จากนั้นก็เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ถูกคนใช้ขวานจามจนเอนล้มลงมา

        ค้อนเหล็กสีดำในมือของเขาก็ร่วงลงสู่พื้นดังตุบเสียงนี้ราวกับจะปลุกสติของคนดูที่อยู่รอบๆ สนามประลองดาบ วินาทีต่อมาเสียงปรบมือและเสียงร้องเชียร์ก็ดังกระหึ่มประหนึ่งภูเขาไฟกำลังปะทุ

        เห็นได้ชัดว่าคนส่วนใหญ่รู้สึกชอบราชาหนุ่มคนนี้

        คอนสแตนตินโค้งให้กับผู้ชมที่อยู่ด้านล่างด้วยท่าทางสุภาพก่อนจะเดินไปหยิบค้อนยักษ์มาถือไว้ในมือ แล้วเดินลงจากสนามประลองไป

        ทุกครั้งที่สู้ชนะคอนสแตนตินราชาแห่งไบแซนไทน์ก็จะริบอาวุธของคู่ต่อสู้

        ก่อนหน้านี้ เขาก็ริบหอกยาวจากมือคู่ต่อสู้ในอาณาจักรบริวารแห่งหนึ่งมาแล้วเช่นกัน

        ถึงแม้ว่าอาวุธพวกนี้จะไม่ได้เป็นอาวุธระดับเทพแต่คอนสแตนตินก็เก็บรักษามันไว้อย่างดีราวกับมันเป็นสมบัติอันล้ำค่าเขาจะมีคำนำหน้าชื่อว่า ‘จักรพรรดิ’ ซึ่งเป็นเหล่าคนดูเติมเข้ามาเองนั่นเป็นเพราะพฤติกรรมในการริบอาวุธคู่ต่อสู้ หากอาวุธชิ้นไหนที่มันดี ‘จักรพรรดิ’ก็จะเก็บเข้าคลังแสงอาวุธของตัวเองทันที

        หลังจากสู้ชนะคอนสแตนตินก็เดินตรงไปยังเขตที่พักของอาณาจักรไบแซนไทน์เขามองไม่เห็นซุนเฟยและแองเจล่าท่ามกลางฝูงชนที่กำลังปรบมือยินดีไปกับชัยชนะของเขาด้านล่าง

        เขตที่พักของอาณาจักรไบแซนไทน์คู่หมั้นสาวแสนสวยอิซาเบลล่าวิ่งออกไปประคองร่างของคนรักตัวเองในใจของนางทั้งเป็นห่วงทั้งดีใจกับชัยชนะที่คนรักนำกลับมานางเอื้อมมือไปเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของคนรัก

        ทุกครั้งที่คอนสแตนตินขึ้นสนามประลองอิซาเบลล่ารู้สึกว่าผ่านวันเหมือนผ่านปี!นางรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองแทบจะกระโดดออกมาจากลำคอก็ไม่ปาน

        นางรู้ว่าเขายินดีที่จะขึ้นไปต่อสู้เป็นคนแรกในฐานะราชินี นางคิดว่าเขาจำเป็นต้องทำหน้าที่ของราชาให้ดีที่สุดเพื่ออาณาจักรและเหล่าประชาชนของตัวเอง แต่ในฐานะคนรักอิซาเบลล่ากลับคาดหวังว่า คนรักของนางจะไม่ขึ้นไปเหยียบบนสนามประลองดาบที่แสนอันตรายอีกครั้ง

        นี่เป็นความคิดที่ขัดแย้งกันมากไม่มีใครรับประกันได้ว่าคอนสแตนตินจะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างต่อเนื่องแบบนี้ตลอดไปคอนสแตนตินไม่ใช่สองตำนานผู้ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรบริวารที่เหล่าวณิพกเอาไปขับขานอยู่ทุกวันอย่าง 'หนึ่งดาบ' ที่ดาบเดียวไร้ต้านหรือ 'ราชาแซมบอร์ด' ที่เป็นยอดฝีมือไร้ก้นบึ้ง

        เมื่อนึกถึงราชาแซมบอร์ดในใจของอิซาเบลล่าก็พลันรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมา

        นางจำได้อย่างชัดเจนว่าในคืนที่หิมะตกหนักทั้งค่ายทหารอาณาจักรบริวารต่างปกคลุมไปด้วยความหนาวเย็นจับใจหากไม่ใช่ว่าราชาแซมบอร์ดปรากฏกายขึ้นมา บางทีตอนนี้นางอาจจะกลายเป็นของเล่นอยู่ในสำนักงานใหญ่ของกลุ่มทหารรับจ้างดาบโลหิตไปแล้วและคนรักของนางก็อาจจะถูกฆ่าตายบนสนามประลองดาบตั้งแต่วันแรกแต่เป็นเพราะความเมตตาและความใจกว้างของราชาแซมบอร์ดเขาได้เข้ามาเปลี่ยนโชคชะตาที่แสนบัดซบของตัวเองและคอนสแตนติน…ไม่สิบางทีมันอาจจะรวมไปถึงการเปลี่ยนโชคชะตาของอาณาจักรไบแซนไทน์ทั้งหมดก็เป็นได้

        ……

        ซุนเฟยและแองเจล่าไม่ได้เดินไปทักทายคอนสแตนตินและคนอื่นๆเมื่อการต่อสู้จบลงทั้งสองคนที่ปลอมเป็นคนธรรมดาก็พากันเดินออกไปจากสนามประลองดาบอย่างเงียบๆ เพื่อไปยังเขตสงครามอื่น

        “มาดูนี้เร็ว ที่สนามประลองดาบหมายเลขสิบสี่ เทพธิดาอันดับหนึ่งของอาณาจักรบริวารขึ้นสนามประลองดาบแล้ว!”

        “เทพธิดาอันดับหนึ่ง? ใช่องค์หญิงซินดี้เทพธิดาน้ำแข็งจากอาณาจักรปู้หลันคนนั้นไหม?”

        “ไม่ใช่นางแล้วจะเป็นใครเล่า นอกจากนางแล้วมีใครบ้างที่เป็นเทพธิดาอันดับหนึ่งของอาณาจักรบริวาร?ฮึ่ย ปล่อยข้าสักทีเดี๋ยวข้าไปแย่งที่ดีๆ ไม่ทัน…”

        -------------------------------