เวลาในตอนนี้ก็ผ่านไปครึ่งชั่วยาม(1ชั่วโมง)แล้ว ทางชิงเซียนนางยังไม่ได้เข้าไปในมิติค่ายเลยด้วยซ้ำแต่นางกลับมาอยู่ในมิติของนางแทนและตอนนี้ที่นี่ก็ผ่านไปกว่าหกเดือนหรือครึ่งปีแล้ว เพราะนางต้องเตรียมการทุกอย่างเพื่อที่จะหาวิธีลดข้อบกพร่องต่างๆหรือการทำให้คนของนางมีระเบียบวินัยมากกว่านี้! ถึงแม้จะแข็งแกร่งขึ้นด้วยความรวดเร็ว แต่ความอดทนอดกลั้น ไหวพริบปฏิภาณกลับไม่มีเอาเสียเลย!
นางพอจะเข้าใจนะว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นและนางก็ไม่คิดจะลงโทษอะไรร้ายแรงแต่การทำผิดกฎก็ต้องมีคนรับผิดชอบ และถ้าถามหาความซื่อสัตย์กับพวกเขาเหล่านั้นบอกได้เลยว่านางมั่นใจในตัวพวกเขาแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเต็มร้อยถึงแม้จะมีพันธะสัญญาก็ตาม เพราะคนเราหากมีผลประโยชน์ที่คุ้มค่าก็คุ้มกับการที่จะต้องเสี่ยง! แม้แต่การที่จะคิดคตทรยศต่อผู้มีพระคุณก็ตาม! แต่ถ้าได้ในสิ่งที่ตนปราถนาก็คุ้มค่าพอที่จะทำมัน!
แต่ถ้ามีคนคิดจะทำจริงๆคนๆนั้นยังไม่ทันได้แม้แต่ก้าวเดินต่อด้วยซ้ำ! หัวของคนๆนั้นก็จะระเบิดทันทีที่นางสั่งเพราะในความพิเศษของอักขระที่นางลงไว้นั้นคือทุกความคิดของคนทรยศ! นางจะสามารถรับรู้ถึงมันได้!แม้คนๆนั้นจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม! และนี่เป็นเหตุผลนึงที่นางปล่อยปะละเลยให้ทุกคนดูแลกันเอง มันจึงเป็นความผิดของนางส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถควบคุมคนของตัวเองได้ แต่ก็ใช่ว่านางจะไม่เอาผิดกับพวกเขาเลย เพราะต่อให้สิ่งที่พวกเขาทำจะไม่มีผลมากเท่าไหร่?เป็นเพียงการอยากอวดหรือยกยอสรรเสริญผู้มีพระคุณเท่านั้นแต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่ควรพูดมันออกมาให้คนที่พวกตนไม่รู้ตื่นลึกหนาบางได้รับรู้แม้จะเป็นแขกคนสำคัญก็ตาม!
นั่นจึงทำให้ข้าต้องเข้ามาเตรียมการในมิติก่อนเพื่อเตรียมแผนรับมือกับความยุ่งยากนี้ด้วยเพราะมันมีหลายปัจจัยที่ทำให้เป็นเช่นนี้และต้องทำการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการเป็นอยู่ใหม่ทั้งหมด ทั้งการฝึก ระเบียบ กฎ ความเข้มงวดกรวดขัน ความอดทน ไหวพริบ และต้องเพิ่มอีกหลายๆอย่างเข้าไปด้วย ถ้าไม่ทำเช่นนี้คนของนางที่ออกมาจากค่ายไม่ใช่ว่าจะคายความลับออกมาง่ายๆเช่นนั้นรึ! ที่สำคัญคือพวกเขาเหล่านั้นแม้แต่ชีวิตของตัวเองก็คงรักษาเอาไว้ไม่ได้!
ข้าไม่ต้องการเห็นคนของข้าตายไปอย่างโง่ๆ ทั้งที่จริงแล้วทั้งวิชาและหลักสูตรต่างๆที่ข้าเตรียมไว้ให้มันสามารถทำให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถเรียกได้ว่าอัจฉริยะเลยด้วยซ้ำแต่ทำไมมันถึงออกมาเป็นแบบนี้!
"ฮุ่ยหลง!....จิ่นลี่!"
"ขอรับ/ขอรับ! ท่านชิงเซียน"
"เจ้ากับจิ่นลี่เข้าไปที่ค่ายก่อนและทำการปรับเปลี่ยนเวลาในนั้นซะ! ส่วนจิ่นลี่ที่ให้ไปด้วยเพราะข้าจะให้เจ้าไปสำรวจตรวจสอบความเป็นอยู่ของคนที่นั่นและจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นด้วย...อ้อ...แล้วก็อีกอย่างที่ข้าจะให้พวกเจ้าทั้งสองไปทำคือหาคนที่มีระดับปราณที่สูงหน่อยมีความสามารถควบคุมและมีความสมดุลของธาตุได้ดีจำนวนหนึ่งธาตุต่อหนึ่งคนยกเว้นธาตุมืดเท่านั้นที่ข้าต้องการสิบเอ็ดคน และนำพวกเขาแยกเอาไว้ให้ข้าทั้งหมดจะมียี่สิบคน แบ่งเป็นสองกลุ่มแต่ละธาตุสิบคนและคนมีธาตุมืดสิบคน!"
"ท่านจะเอาพวกเขาไปทำอะไรขอรับ?"จิ่นลี่ถามด้วยความสงสัย
"ข้าจะเอาพวกเขามาฝึกพิเศษด้วยตัวเอง เพราะข้าจะตั้งหน่วยผู้คุมกฎ! และ หน่วยลงทัณฑ์!!" เพราะต่อไปนี้จะไม่มีอีกแล้วความหย่อนยาน! และไม่มีระเบียบวินัย! ข้าคงต้องกลับไปเป็นคนโหดร้ายเช่นเดิมหรือไม่ถึงจะได้ทุกอย่างที่ตั้งใจเอาไว้!
"พวกข้าเข้าใจเเล้วขอรับ! พวกข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง!"ฮุ่ยหลง
"ดี! ไปได้แล้ว!"
วาร์ปปป~~~
"เฮ้อ.....จินเฟิ่ง...เจ้าว่าสิ่งที่ข้ากำลังจะทำและที่ทำอยู่มันเลวร้ายเกินไปหรือไม่?"เสียงที่เอื่อนเอ่ยออกมามีแต่ความเหนื่อยล้าและสับสน
"ไม่เลยขอรับ....ข้าว่าท่านใจอ่อนกับพวกเขาเกินไปด้วยซ้ำ ทั้งที่พวกเขาเป็นคนนอกที่ท่านรับมาดูและให้ทั้งที่อยู่อาศัย การศึกษา ความรู้ความสามารถ อาหารหรือแม้แต่ชีวิตท่านก็เป็นคนให้พวกเขา เพราะถ้าไม่ได้ท่านรับมาอยู่ในความดูแลพวกเขาเหล่านั้นก็คงอดตายไม่ก็โดนทำร้ายจนตายอยู่ดีไม่ใช่ว่าข้าไม่คิดว่าพวกเขามีชีวิตจิตใจนะขอรับ แต่เพราะท่านเป็นผู้ให้ชีวิตพวกเขาเพียงแค่ให้ทำงานและรักษาความลับเท่านี้ถ้าทำไม่ได้ก็สมควรตายๆไปซะขอรับ!"จินเฟิ่งตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าครั้งไหนๆ เขาไม่ได้ต้องการปลอบใจนางหากเเต่ที่เขากล่าวออกมาทุกอย่างล่วนอยู่ในฐานของหลักความเป็นจริงทั้งนั้น!
"เจ้าช่างโหดร้ายจริงๆ จินเฟิ่ง แต่มันก็ถูกของเจ้า ข้าคงต้องกลับไปเป็นแบบที่เคยเป็นสินะ?...."
"แบบไหนหรือขอรับ?"
" โหดร้าย เย็นชา เด็ดเดี่ยว และทรงอำนาจ!"ชิงเซียนนางตอบออกมาอย่างเฉื่อยชา
"ต่อให้ท่านจะเป็นคนเช่นไรข้าก็จะอยู่เคียงข้างท่านตลอดไปขอรับ!"กล่าวจบจินเฟิ่งก็คุกเข่าก้มจุมพิตปลายเรือนผมสีเงินของชิงเซียนเพื่อให้คำมั่นแก่ผู้เป็นนายและมันยังเป็นคำสัญญาที่หนักแน่นอีกด้วย....
"เจ้าพูดได้ดียิ่งนัก ถ้าข้าไม่มีพันธะหละก็ข้าคงคิดจะคบกับเจ้าแล้วนะเนี่ย...หึหึ"จินเฟิ่งที่ได้ยินแบบนั้นก็มีใบหน้าซีดขาวขึ้นมาทันที แผ่นหลังมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาเต็มแผ่นหลังกว้าง
"อะ เอ่อ....ข้าว่าคงไม่ดีกระมังขอรับ!"
"ทำไม? เจ้ารังเกียจข้า......???"
"ไม่ใช่นะขอรับ!! เพียงแต่....เอ่อ..."ข้าจะบอกท่านอย่างไรดี!
"คิกคิก....หน้าตาท่าทางของเจ้าทำให้ข้าตลกยิ่งนักจินเฟิ่ง....ข้าเพียงล้อเจ้าเล่น แต่เจ้าก็ทำให้ข้าผ่อนคลายขึ้นได้มากน่ะนะอย่างน้อยถ้าเวลาข้าจะทำอะไรที่โหดร้ายอย่างน้อยก็ยังคงมีเจ้าที่ไม่ทิ้งข้าล่ะน๊า..."อ่าา...ดียิ่งนักหากไม่เช่นนั้นแล้วหากคนผู้นั้นรู้เข้า ข้าจินเฟิ่งนกน้อยผู้สง่างามตัวเล็กๆผู้นี้ จากวิหคเพลิงฟ้าบรรพกาลคงได้กลายเป็นนกย่างข้างทางแน่นอน!! เฮ้ออออ.....ฟู่~~~
จากนั้นข้าก็เตรียมของหลายๆอย่างโดยมีจินเฟิ่งที่คอยเป็นลูกมืออยู่ข้างๆ คอยหยิบจับทำโน้นนี่นั้นตามที่ข้าต้องการตลอดเวลา....
จนเวลาก็เดินผ่านไปเรื่อยๆทั้งสองมีหยุดพักทานอะไรบ้างนั่งคุยกันบ้างอย่างใจเย็น แต่มันแตกต่างจากคนในมิติค่ายที่ตอนนี้วิ่งวุ่นตื่นตระหนกกันไปหมดเป็นอะไรที่ดูวุ่นวายยิ่งนัก!
ภายในมิติค่าย
ทุกคนที่ตอนนี้ต่างพากันรวมตัวกันอย่างคับคลั่งตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นล่าสุด มีทั้งเด็กจนถึงวัยกลางคนต่างพากันยืนเรียงกันที่ลานฝึกแต่ก็ยังไม่เข้าใจทำไม่ถึงถูกเรียกรวมพลด่วนขนาดนี้และไม่ได้เเจ้งรายละเอียดอันใดเลยแม้เพียงนิด พอเข้ามาก็ยังไม่มีใครรู้เรื่องอีกด้วยมีเพียงสีหน้าของรุ่นแรกและคนระดับหัวหน้าเท่านั้นที่บ่งบอกถึงว่าเรื่องที่จะเผชิญต่อไปนี้คงเป็นเรื่องที่ร้ายแรงเป็นอย่างมาก.....
ห่างออกไปจากลานฝึก
มีกลุ่มคนที่มีตำแหน่งระดับหัวหน้าทั้งหน่วยหลักหน่วยย่อยรวมกลุ่มกันอยู่ภายในห้องๆนึงต่างพากันมีสีหน้าที่เคร่งเครียดโดยเฉพาะฟู่กับเหวินที่ได้รับความไว้ว่างใจให้เป็นคนรับผิดชอบทุกอย่างแทนชิงเซียน
ตอนนี้ทั้งคู่มีสีหน้าไม่สู้ดีเท่าใดนักเพราะด้วยความรู้สึกที่หลากหลายปะทุขึ้นมาในใจและยังความรู้สึกผิดที่ทำให้ผู้มีพระคุณผิดหวัง แม้พวกเขาจะมีงานมากมายที่ต้องรับผิดชอบ แต่มันก็ไม่ได้ลำบากหรือหาเวลาว่างที่จะมาดูแลค่ายไม่ได้ พวกเขาเข้ามาบ่อยครั้งแต่ก็ไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไรเพราะทั้งหลักสูตรการเรียนหรือการฝึกฝนทุกคนต่างได้รับการสั่งสอนที่เหมือนกัน ทั้งยังรับการทดสอบก่อนออกไปทำงานทุกครั้งจนมันทำให้พวกเขาชะล่าใจเกินไป....
แต่ใครจะไปคิดว่าทั้งที่ทุกคนรู้กฎต้องห้ามเป็นอย่างดีกลับกล้าที่แหกกฎ ถึงสิ่งที่ทุกคนคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ แต่หากมีคนรู้ฐานะและตัวตนที่แท้จริงของเหิงเยว่ไม่เท่ากับว่าเป็นพวกเขาหรอกรึที่นำภัยไปให้นางและครอบครัว เพราะตอนนี้ต่างก็มีแต่คนที่ต้องการให้คุณชายเหิงเยว่ไปเป็นพวกด้วยทั้งนั้น! ไม่ว่าจะคนของราชวงศ์ สำนักใหญ่น้อย ขุมอำนาจมืดที่ไม่รู้ที่มา แล้วไหนจะพวกกบฎอีก! หากคนเหล่านั้นรู้คงจะใช้วิธีสกปรกๆเป็นแน่ เพราะถึงจะเชิญเข้าร่วมดีๆท่านชิงเซียนคงไม่เข้าร่วมอยู่ดีจึงเหลือแค่หนทางที่ต้องบีบบังคับเท่านั้นเป็นทางเลือกไม่ก็กำจัดทิ้งอย่างที่เคยพยายามทำมาตลอด.....
"พวกเจ้าคงรู้แล้วใช่หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นถึงแจ้งรวมพลเร่งด่วน"ฟู่
"พวกเรารู้แค่ว่ามีคนแหกกฎแต่ทำไมต้องรวมพลด้วยขอรับท่านฟู่? ทำไมไม่จัดการซะถึงจะรู้สึกสงสารแต่กฎก็คือกฎ และอีกอย่างพวกเราก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าการอยู่ที่นี่ต้องได้รับผลอย่างไรหากละเมิดกฎหรือหักหลังนายท่าน และพวกเราก็ยินยอมตกลงตั้งแต่แรกหาได้มีการบังคับไม่?"หัวหน้าหน่วยที่สามของหน่วยเงาเพชรฆาตเป็นคนกล่าว
"มันก็ควรเป็นเช่นที่เจ้ากล่าวมาแต่....ส่วนหนึ่งนายท่านไม่พอใจในการสั่งสอนและการคัดกรองคนที่จะออกไปทำงาน และนั่นก็เป็นสิ่งที่หัวหน้าชุดฝึกของแต่ละรุ่นต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่พวกเจ้าไม่ต้องกังวลหากมีใครผิดมากสุดก็คงเป็นข้าและอาเหวินที่ละเลยหน้าที่ทั้งที่ได้รับความไว้ว่างใจขนาดนั้น!"ฟู่
"ใช่!....และอีกอย่างคงเป็นข้ากับอาฟูที่ใจอ่อนเกินไปด้วยข้ารู้ว่าทุกคนต้องประสบพบเจออะไรมาบ้างจึงไม่อยากเข้มงวดมากนัก แต่ไม่คิดว่ามันจะทำให้คนของเราอ่อนด้อยลงถึงเพียงนี้ถึงแม้จะมีฝีมือด้านการทำงานโดดเด่นแต่ถ้าพวกเจ้าสังเกตุดีๆคนรุ่นหลังจะมีความอดทนและไหวพริบที่น้อยลงอาจด้วยอายุที่น้อยและการใช้ชีวิตในมิติมันแตกต่างจากการใช้ชีวิตในโลกภายนอกจึงอาจทำให้พวกเขาหัวอ่อนกว่าพวกที่เผชิญหน้ากับการใช้ชีวิตที่ลำบากด้านนอกและอีกเหตุผลนึงที่พวกเจ้าพึงควรระลึกบุญคุณที่นายท่านมีให้มากๆ นั้นเพราะว่าจากที่พวกเจ้าเคยใช้ชีวิตที่ลำบากภายนอกอดมื้อกินมื้อหรือแม้แต่ไม่ได้กินเลยแต่พอมาอยู่ที่นี้แทบไม่ได้ทำอันใดเลยทุกอย่างนายท่านเตรียมไว้ให้พวกเจ้าพร้อมหมดทั้งสิ้นแล้วมันคงสบายเกินไป ไม่จำเป็นต้องกระเสือกกระสนหาอาหารเลี้ยงชีพ ไม่ต้องอดทนจากการโดนทำร้ายหรือดูถูก แต่เพราะอะไรถึงทำให้ทุกอ่อนด้อยลง? ทั้งที่ควรจะฝึกให้มากโดยเฉพาะความอดทนอดกลั้น พวกเราทุกคนก็รอรับบทลงโทษร่วมกันได้เลย...."เหวิน
วาร์ปปป~~~
"พวกเจ้าอย่าได้คิดมากเลยนายท่านไม่ลงโทษพวกเจ้าหนักมากหรอกหากแต่ว่าพวกเจ้าก็เตรียมใจไว้แล้วกัน เพราะถ้าข้าเดาไม่ผิดพวกเจ้าได้เจอฝึกนรกแน่ๆ คิดถึงฝึกนรกของนายท่านไหมอาฟู่อาเหวิน...หึหึ"ฮุ่ยหลงที่มาปรากฏตัวในห้องที่หัวหน้าทุกคนอยู่และได้ยินที่ทุกคนกล่าวจึงกล่าวออกไป แต่คำพูดของฮุ่ยหลงก็ทำให้สองพี่น้องอย่างฟู่และเหวินถึงกับหน้าซีดเป็นไก่ต้มเลยทีเดียว!
"ท่านฮุ่ยหลง!!.....ท่านอย่าพูดแบบนั้นสิขอรับ...."ฟู่
"เจ้าจะกลัวไปใยอาฟู่เจ้าก็เคยผ่านมันมาแล้วนิและอีกอย่างพวกเจ้าไม่ต้องห่วงนายท่านรักและเป็นห่วงพวกเจ้าทุกคนถึงแม้ไม่ใช่คนในครอบครัวแต่นายท่านก็ให้ความสำคัญดุจพวกเจ้าเป็นครอบครัวของท่าน ไม่เช่นนั้นคงไม่อยู่กันอย่างสบายเช่นนี้! "ฮุ่ยหลง
"ใช่! ทั้งการเป็นอยู่และอิสระในการใช้ชีวิตก็มากกว่าผู้คนทั่วไปด้วยซ้ำนี่ก็ทำให้เห็นแล้วว่านายท่านให้ความสำคัญกับชีวิตพวกเจ้ามากเพียงใดเพราะถ้ากล่าวกันตามตรงพวกเจ้าควรอยู่ในฐานะทาสรับใช้ด้วยซ้ำ..."จิ่นลี่กล่าวออกมาแต่ทุกคนที่ได้ยินหาได้โกธรเคืองไม่เพราะมันเป็นความจริงทั้งสิ้น!
"ตอนนี้ก็เลิกกังวลได้แล้วเพราะถ้าเอาจริงๆ ถ้านายท่านต้องการให้พวกเจ้าตายเพียงแค่เขาสะบัดมือหนึ่งทีพวกเจ้าก็กลายเป็นละอองเลือดไปแล้วหาได้ต้องมาเรียกรวมพลให้วุ่นวายไม่และตอนนี้ก็ไปรวมพลได้แล้วอีกไม่นานท่านก็จะมาถึงแล้วและอาจมาพร้อมกับของขวัญพิเศษก็เป็นได้...หึหึ" ทุกคนตอนแรกที่ได้ยินก็หน้าซีดพออยู่แล้วใครจะไม่กลัวบ้าง แค่สะบัดมือครั้งเดียวก็จบชีวิตของคนหลายพันคนได้! แล้วยังจะมาทิ้งคำลงท้ายที่บอกว่าของขวัญพิเศษอีกถ้ามาตอนได้เลิกงามยามดีก็ว่าไปอย่างพวกเขาจะมีความสุขมาก! แต่ตอนนี้ไอ้คำว่าของขวัญเน้นคำว่าพิเศษมันทำให้พวกเขารู้สึกร้อนๆหนาวๆยังไงไม่รู้! แล้วยังมีหน้ามาแถมเสียงหัวเราะที่หน้าขนลุกนั้นอีก! จบแล้วชีวิต น้อยๆของพวกเขา......
"ท่านก็อย่าไปทำให้พวกเขากลัวเลยท่านฮุ่ยหลง....แต่จะว่าไปข้าเห็นนายท่านทำอะไรไม่รู้สักอย่าง? มันเป็นอันกลมๆเล็กๆแล้วยังมีอะไรไม่รู้รูปร่างแปลกๆห้อยอยู่? แล้วข้าเห็นนายท่านวาดอักขระลงไปด้วยนะไม่รู้เอาไว้ทำอันใดอาจจะเป็นของขวัญที่ว่าก็ได้! เพราะข้าเห็นท่านทำไว้มากมายหลายชิ้นทีเดียว แต่มันมีเพียงสามสีเท่านั้น ถึงจะแปลกแต่ข้าว่ามันก็ดูงดงามและไม่มีพิษมีภัยอะไรด้วย...."จิ่นลี่กล่าวนิ่งๆ
"เจ้านั้นเเหละที่อาจพูดให้พวกเขากลัว!"ฮุ่ยหลง
"จะกลัวอะไรล่ะขอรับ? มันก็แค่ของชิ้นเล็กๆเองนิขอรับ? แถมไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษตรงไหนอาจจะเป็นที่สื่อสารแบบที่ทำให้ครอบครัวของท่านก็ได้!!"จิ่นลี่
"เดี๋ยวเจ้าก็รู้ และข้าจะบอกอะไรเจ้าอีกอย่างนะเจ้าลูกแมวหัวฟู! นายท่านน่ะไม่เคยสร้างอะไรที่ธรรมดาๆหรอกนะ และมันอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้แต่ถ้าสร้างในสถานะการณ์แบบนี้อาจมีอะไรที่พิเศษกว่านั้นก็เป็นไปได้! โดยเฉพาะอักขระตัวสุดท้ายที่ข้าแอบเห็นแต่เดียวเจ้าก็รู้เอง! และอีกอย่างเจ้าก็เคยเห็นมาบ้างแล้วนิ? เช่นไอ้ลูกกลมๆเล็กๆที่อยู่ในห้องเก็บของภายในมิตินั้นไงเห็นเล็กๆแบบนั้นมันสามารถทำให้แปลงสมุนไพรและแปลงผักในมิติหายไปเกือบหมดเลยนะใช่ไหมอาฟู่อาเหวิน?"ฮุ่ยหลง
"ขอรับ/ขอรับ!!!!"
วาร์ปปป~~~
"เจ้าอยากได้ของขวัญจากข้าไหมหละฮุ่ยหลง??" ข้าที่จัดเตรีมทุกอย่างแล้วจึงรีบมาและก็มาได้ยินตั้งนานแล้ว...ข้าเป็นคนน่ากลัวขนาดนั้นรึไงกัน?
"นายท่าน!!!! คารวะนายท่านเหิง!!!!"
"อืม......สิ่งที่ข้าให้เจ้าทั้งสองไปจัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?"
"ขอรับ/ขอรับ!นายท่าน!!"ฮุ่ยหลง และจิ่นลี่ขานรับอย่างพร้อมเพียง
"ไปรวมกันที่ลาน....และพวกเจ้าหาต้องกลัวข้าไม่! หากไม่ได้ทำอะไรผิด!"
".........."
จากนั้นทั้งหมดก็เดินตามผู้เป็นนายออกไปที่ลานฝึก ภายในลานฝึกตอนนี้ต่างมีผู้คนมากมายยืนเรียงรายกันตามหน่วยและรุ่นของตัวเอง ทุกคนต่างเห็นหัวหน้าของพวกตนเดินตามหลังของผู้มาใหม่ ก็พากันพอจะคาดเดาออกอยู่บ้างว่าคงจะเป็นคนที่มีอำนาจมากพอสมควรและอาจจะเป็นท่านเหิงเยว่ก็ได้ เพราะระดับหัวหน้าทุกคนยังเดินตามหลัง แต่คนไหนหละคือท่านเหิงเยว่?เพราะมีคนยืนอยู่ด้านหน้าถึงสี่คนแถมยังใส่หน้ากากอีกต่างหาก!
แต่ต่างจากพวกรุ่นแรกที่รู้ว่าเป็นคนไหนแต่ที่เปลี่ยนไปคือรอยสักบนต้นคอที่มีเพิ่มเข้ามาและยิ่งทำให้น่าเกรงขามมากยิ่งขึ้น รวมถึงการแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์ เพราะตอนนี้ชิงเซียนในร่างเหิงเยว่ใส่ชุดที่คอเสื้อลึกจนเผยให้เห็นแผงอกกว้างแต่ไม่ใช่กว้างแค่อกแต่มันรวมถึงช่วงต้นคออีกด้วยถึงมันจะมีรอยสักเป็นรูปมังกรก็จริงแต่ชิงเซียนก็ใช้วิธีลงอักขระให้มันเปลี่ยนสีได้ตามที่ต้องการ นั่นเพราะรอยสักนี้ไม่สามารถปกปิดได้แต่เปลี่ยนสีได้เพราะมันสามารถลงอักขระเพิ่มลงไปได้
ที่ทำแบบนี้เพื่อป้องกันคนอื่นรู้ถึงตัวตนของนางรวมถึงชินอ๋องด้วย เพราะนางได้ลงอักขระสร้างภาพมายาทับลงไปด้วย แต่ที่เลือกไม่ใส่ชุดที่ปกปิดนั้นก็เพราะมันจะทำให้เห็นส่วนที่แตกต่างไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าเหิงเยว่และเยว่ชิงเซียนคือคนๆเดียวกันถึงแม้จะมีคนรู้ข้อมูลหรือสงสัย เพราะในยุคนี้อย่างมากก็มีแค่หญิงแต่งชาย!แต่ส่วนหน้าอกของผู้หญิงยังอยู่ แต่ไม่ใช่กับนางเพราะนางไม่ได้ปลอมตัวเพียงแค่ใส่ชุดบุรุษ แต่นางกินโอสถเปลี่ยนเพศที่นางได้ความรู้มาจากตำราของท่านตา จึงทำให้นางในตอนนี้มีทุกอย่างเหมือนกับบุรุษทั่วไปรวมถึงส่วนนั้นด้วย!!
"เอาล่ะเพื่อไม่ให้ข้อผิดพลาดเกิดขึ้นอีกข้าจะแนะนำตัวให้พวกเจ้ารู้ก่อนว่าข้าเป็นใคร เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีใครเคยเห็นข้ามาก่อนนอกเสียจากข่าวลือเล่าปากต่อปาก.....ทั้งที่รู้ว่าเป็นสิ่งต้องห้ามแม้จะไม่ได้มีคนนอกก็ตาม! และพวกรุ่นแรกๆเท่านั้นที่รู้!! ข้าคือคนที่พวกเจ้าอยากรู้จักและต่างพูดถึงเป็นวงกว้างข้าคือเหิงเยว่!!...."ข้าเว้นช่องว่างไว้ให้ทุกคนไตร่ตรองและดูท่าทีของทุกคนอย่างใจเย็น แต่ผิดกับคนฟังเพราะทุกคนที่ได้ยินต่างก็พากันเงียบปนตกใจเพราะพวกเขาต่างก็ไม่รู้ว่าคนตรงหน้ารู้ได้อย่างไรทั้งที่ไม่เคยเห็นมาที่ค่ายเลย!
"หาต้องสงสัยอันใดไม่? มาเข้าเรื่องกันดีกว่าพวกเจ้าคงไม่รู้ว่าเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนข้าเดินทางกลับมายังเมืองหลวงเพื่อจะทำการตกลงทางการค้า แต่ได้เจอเข้ากับขบวนสินค้าของทางเรา ข้าจึงทำการเข้าไปหาเพื่อจะอาศัยรถม้ามาด้วย แต่พอเข้าไปในรถม้าก็พบเข้ากับสตรีกลุ่มหนึ่งที่ดูยังเด็กข้าจึงลองทำการทดสอบพวกนางดู แต่สุดท้ายพวกนางก็ทำให้ข้าผู้นี้ผิดหวัง! ถ้าพูดถึงความซื่อสัตย์ข้าตอบได้เลยว่าพวกนางผ่านโดยไร้ข้อกังขา แต่ที่ทำให้ข้าผิดหวังคือการที่คนรุ่นใหม่ๆถึงแม้จะซื่อสัตย์แต่กับทำผิดกฎได้อย่างไม่นึกไตร่ตรองพวกเจ้าคงรู้ว่าข้อห้ามหรือกฎของค่ายมีไม่กี่ข้อและที่สำคัญคือข้อต้องห้ามข้อที่หนึ่งคือการห้ามกล่าวสิ่งใดๆก็ตามที่บ่งชี้ถึงตัวตนของข้าเพราะมันอาจจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลและอาจทำให้คนอื่นสืบสาวหาตัวตนที่ข้าเป็นอยู่ได้! พวกเจ้าอาจจะไม่เข้าใจว่ามันสำคัญอย่างไร? แต่ถ้าตัวตนของข้าเป็นที่ประจักไม่ใช่แค่ข้าและครอบครัวที่เดือดร้อน! แม้แต่พวกเจ้าก็จะเดือนร้อนไปด้วย!.....บางคนอาจคิดสินะว่าพวกเราแข็งแกร่งขนาดนี้จะมีใครทำอะไรพวกเราได้ แต่เปล่าเลย....ถึงสามแคว้นจะมีคนที่แข็งแกร่งที่สุดเพียงระดับราชาไม่ก็ราชาจักพรรดิ แต่พวกเจ้าคงไม่รู้ว่าในโลกภายนอกไม่ใช่มีแค่คนของทั้งสามแคว้นมันยังมีคนที่อยู่ในเงามืด หรือขุมอำนาจต่างๆที่ยังไม่เผยตัวออกมาและเพื่อความปลอดภัยข้าจึงต้องตั้งกฎเหล่านี้ขึ้นมา! แต่ที่ข้ากล่าวมาข้างต้นหาได้ต้องการเอาผิดพวกเจ้าหรือแม้แต่สตรีกลุ่มนั้นไม่ แต่ที่ข้าเรียกรวมพลในครั้งนี้เพราะข้าต้องการสำรวจพวกเจ้าทุกคนว่าจะเป็นดั่งสตรีกลุ่มนั้นหรือไม่! และข้าจะทำการตรวจสอบพวกเจ้าทุกคนหลังจากนี้ แต่ถ้าทำการทดสอบแล้วพวกเจ้าไม่ผ่านข้ามีสามทางเลือกให้พวกเจ้า หนึ่งคือหากสอบไม่ผ่านต้องฝึกหลักสูตรใหม่ที่ข้าเตรียมไว้ให้! แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าคำว่าตกนรกยังน้อยเกินไป! สองคือการกลับไปเป็นคนธรรมดาแบบเดิมหากใครเลือกทางนี้ข้าจะทำการลบความทรงจำทันที! และข้อสุดท้ายออกไปทั้งความรู้ความสามารถแต่....คนที่เลือกทางนี้ต้องต่อสู้กับคนของข้าที่เตรียมไว้ให้แต่ถ้าเจ้าพ้ายแพ้ความตายเท่านั้นที่รอเจ้าอยู่!! ใครมีอะไรจะถามหรือไม่!"
".....…..."
"เอ่อ....นายท่าน....ข้าอยากทราบว่าท่านจะทดสอบพวกเราอย่างไรขอรับ แล้วจะทำอะไรกับคนที่ผ่าน? แล้วคนที่ต้องทดสอบรวมถึงพวกข้าด้วยหรือไม่ขอรับ?" อาฟู่กล่าวถามเพราะเห็นว่าทุกคนต่างเงียบและตนเองก็อยากรู้เช่นกันจึงตัดสินใจถามออกไป
"ใช่! พวกเจ้าด้วย! และคนที่ผ่านจะได้กลับไปทำงานแบบเดิมแต่ข้าก็มีรางวัลให้เพื่อเป็นการปลอบใจ และส่วนการทดสอบจะมีทั้งหมดสิบด่านดังนี้!
ไหวพริบ ความอดทน ความรอบรู้ ความว่องไว พละกำลัง สติสมาธิ ความซื่อสัตย์ ความเด็ดเดี่ยว ความโลภ และสุดท้าย ตัวเอง!! และจะมีเวลาเพียงแค่หนึ่งปีในมิติทดสอบเท่านั้น!! พวกเจ้าพวกเจ้าพร้อมแล้วหรือยัง?"
"พร้อมแล้วขอรับ!!!!!!!"ทุกคน
วาร์ปปป~~~
"ขอให้พวกเจ้าทุกคนโชคดี.....เพราะหากถ้าหมดเวลาพวกเจ้าจะถูกส่งกลับออกมาทันที และไม่ต้องห่วงกิจการด้านนอกเพราะเวลาด้านนอกจะผ่านไปเพียงหนึ่งวันเท่านั้น!"ข้าส่งพวกเขาเข้ามิติทดสอบที่ข้าเตรียมไว้ให้และส่งข้อความผ่านจิตให้ทุกคน
"พวกเจ้าว่าข้าคิดถูกหรือไม่ที่ทำแบบนี้และมันอาจจะดูโหดร้ายสำหรับพวกเขาไปหรือไม่? เพราะถ้ามีคนผ่านทั้งหมดจริงๆ มันไม่เท่ากับข้าสร้างปีศาจขึ้นมาหรอกรึ และไหนจะความโหดร้ายของแต่ละด่านอีกโดยเฉพาะด่านสุดท้ายที่เหมือนกับนำทุกด่านมารวมกัน...."
"ไม่หรอกขอรับท่านชิงเซียน ท่านทำถูกแล้วไม่ใช่เพื่อท่านเพียงคนเดียวแต่นี่มันก็เพื่อพวกเขาเองด้วย..."จินเฟิ่ง
"ใช่ขอรับ! แล้วท่านจะทำอย่างไรต่อขอรับ แล้วคนที่พวกข้าเลือกไวก็เข้าไปด้วยหากพวกเขาไม่ผ่านล่ะขอรับ?"ฮุ่ยหลง
"ดีแล้วงั้นรึ?....อืม....แล้วส่วนนั้นก็ไม่เป็นไร หากไม่ผ่านถ้าพวกเขาอยากอยู่ต่อจริงๆ ข้าจะทำให้พวกเขาเป็นผู้คุมกฎและผู้ลงทัณฑ์ที่ทุกคนแค่ได้ยินชื่อต่างก็ต้องผวาหวาดกลัวเอง!! แต่ตอนนี้ข้าอยากให้เจ้าและจิ่นลี่ออกไปด้านนอกหาพื้นที่ว่างเปล่าสักประมาณหนึ่งร้อยหมู่(100ไร่)บริเวณท้ายเมืองหรือไม่ไกลจากจวนของเราให้หน่อย..."
"ท่านจะเอาไปทำอะไรขอรับ?" ฮุ่ยหลง
"ข้าจะสร้างสำนักภูติสวรรค์!!"
"......."
"......"