ตอนที่ 6 น้องสาวข้าช่างดีเหลือเกิน (2)
เด็กหญิงเงยหน้าด้วยความดีใจ คิดอยากจะเอ่ยรับปากออกไป แต่พอคิดถึงบางสิ่งนางก็พลันก้มหน้าแล้วพูดว่า “ข้าเกรงว่าท่านพี่จะต้องรออีกนานทีเดียว เพราะเจียวเจียวยังทำไม่เป็เลย”
รอยยิ้มบนริมฝีปากของอวี๋จือรุ่นหยุดชะงักในทันใด พลันคิดถึงปัญหาใหญ่ของน้องสาวในที่สุด เจียวเจียวอายุสิบเอ็ดปีแล้ว แต่ยังทำอะไรไม่เป็สักอย่าง เหล่าคุณหนูที่ข้างกายอวี๋ฮูหยินอยู่ในจวนเดียวกันไม่กี่คนนั้น ถ้าพูดถึงการเล่นพิณ หมากล้อม พู่กัน ภาพวาดและงานเย็บปักถักร้อย แม้ไม่ถึงกับเชี่ยวชาญทั้งหมด แต่ก็มีความรู้ในเื่พวกนี้อยู่ไม่น้อย น้องสาวของตนเป็เช่นนี้ ต่อให้ปีหน้าเขาสอบขุนนางระดับสูงได้สำเร็จ จะมีบุรุษดีๆ ที่ไหนเล่าอยากแต่งกับภรรยาที่ทำอะไรไม่เป็สักอย่าง
มองดูใบหน้าอันอ่อนช้อยราวกับดอกพุดตานแรกแย้มของน้องสาว ผู้เป็พี่ชายยิ่งเ็ปในหัวใจ ‘หากยังไม่พยายามให้หนัก หวังแต่จะใช้รูปโฉมดึงดูดผู้อื่นงั้นหรือ สตรีที่ใช้ความงามดึงดูดบุรุษ จะมัดใจคนได้นานสักเท่าใดกัน’
หลังจากคิดอยู่หลายตลบ เขาก็ตัดสินใจในทันใด เพียงแต่พูดออกไปด้วยใบหน้าไร้รอยยิ้ม “อย่ากลัวไปเลย เจียวเจียวฉลาดขนาดนี้ จะต้องเรียนรู้ได้ในเร็ววัน พี่จะรอเ้านะ”
หลังจากส่งนายน้อยรองอวี๋จือรุ่นกลับไปแล้ว เซียงป่ายยกชาร้อนมาเปลี่ยนให้กับอวี๋เจียว แล้วพูดพลางแย้มยิ้ม “คุณหนู ทำเช่นนี้ถูกแล้วละเ้าค่ะ เป็พี่น้องกันแท้ๆ มีอะไรต้องเขินอาย ดูนายน้อยรองของพวกเราสิ ว่าดีกับท่านขนาดไหน ถุงหอมที่มอบให้เมื่อวันก่อน วันนี้ก็พกติดตัวไว้แล้ว วันหน้าหากท่านเรียนรู้งานเย็บปักจนชำนาญ ค่อยปักให้นายน้อยรองอีกหลายๆ ใบ นายน้อยรองได้รับแล้วจะต้องดีใจแน่ๆ เ้าค่ะ”
เซียงฉี่ที่เดินเข้ามาทีหลังก็เม้มริมฝีปากยิ้มด้วยเช่นกัน ความวิตกกังวลภายในใจตลอดหลายวันที่ผ่านมา ในวันนี้เหมือนได้ยกูเาออกจากอก นายน้อยรองดูแลเอาใจใส่น้องสาวเช่นนี้ ชีวิตของนายบ่าวทั้งสามต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน
อวี๋เจียวยิ้มพลางลดสายตาลงต่ำ มองไปยังถ้วยชาร้อนที่อยู่ในมือ แล้วเอ่ยถามอย่างแ่เบา “ท่านพี่คงจะศึกษาตำราอย่างหนักเลยใช่หรือไม่ ข้าเห็นสีหน้าของเขาไม่สู้ดีนัก”
มิใช่เพียงสีหน้าที่ไม่สู้ดี เมื่อครู่ตอนที่เซียงฉี่ยกน้ำชาออกมา นางตั้งใจยกน้ำชาให้กับอวี๋จือรุ่นด้วยตนเองเพื่อแสดงไมตรีจิต อีกฝ่ายก็ยินดียื่นมือทั้งสองข้างออกมารับ แม้ว่าจะเป็การเคลื่อนไหวร่างกายเพียงเล็กน้อย แต่นางก็มองเห็นอย่างชัดเจนว่า ฝ่ามือข้างซ้ายที่กำไว้เพียงครึ่งของเขามีรอยบวมแดง เห็นได้ชัดว่าถูกตี ถึงอย่างไรอวี๋จือรุ่นก็เป็ถึงนายน้อยรองแห่งตระกูลอวี๋ เหตุใดอาจารย์ถึงได้ไร้ความปรานีเยี่ยงนี้ นี่เป็เพราะอาจารย์เข้มงวดเกินไป หรือว่ามีความลับอื่นซ่อนเร้นกันแน่
เซียงฉี่ผู้ไม่รู้ว่าคุณหนูของตนพูดไปตามมารยาทเพียงเท่านั้น นางหวังใจจะกระชับความสัมพันธ์ของพี่น้องให้แน่นแฟ้น จึงพูดพลางยิ้มว่า “นายน้อยรองเป็ผู้ใฝ่เรียนรู้ ย่อมต้องทุ่มเทกับการศึกษาเล่าเรียนเป็ธรรมดา เมื่อวานตอนที่ข้าเข้าไปพบนายน้อยรอง ตอนนั้นยังเป็เวลาเที่ยงวัน แต่นายน้อยรองก็ออกไปเรียนกับอาจารย์แล้วเ้าค่ะ”
อวี๋เจียวกระจ่างในฉับพลัน ที่แท้พี่ชายต้องมาเดือดร้อนเพราะนางงั้นหรือ แม้ว่านางจะยังไม่รู้สึกผูกพันกับพี่ชายคนนี้ที่เพิ่งได้พบหน้ากัน แต่อีกฝ่ายต้องเป็ธุระจัดการเื่ต่างๆ ให้กับนาง จนทำให้ถูกอาจารย์ตีฝ่ามือเช่นนี้ ในใจของอวี๋เจียวก็รู้สึกไม่สงบขึ้นมา
เมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของนาง เซียงป่ายที่อยู่ข้างๆ จึงรีบเอ่ยว่า “ถึงนายน้อยรองจะเรียนหนัก แต่ร่างกายก็แข็งแรงมาโดยตลอดนะเ้าคะ ข้าได้ยินบ่อยๆ ว่านายน้อยใหญ่สุขภาพร่างกายไม่สู้ดีนัก นายน้อยรองของพวกเราแม้แต่อาการปวดหัวตัวร้อนก็ไม่เคยมีเลยสักนิด วันนี้ที่สีหน้าไม่ดี คงเป็เพราะกังวลเื่สุขภาพของคุณหนู ปกติแล้วนายน้อยรองก็ดูแข็งแรงดีนะเ้าคะ”
เมื่อฟังถึงประโยคนี้ อวี๋เจียวพลันกระตุกมุมปากยิ้ม นายน้อยใหญ่เป็ลูกที่ฮูหยินให้กำเนิด เขามีแม่แท้ๆ คอยดูแลเอาใจใส่ นึกอยากจะป่วยไข้ขึ้นมาเมื่อไรก็ย่อมได้เสมอ แต่พี่รองของนางเป็เพียงลูกอนุภรรยา เขาจะกล้าทำเช่นนั้นได้อย่างไร อยู่ต่อหน้าฮูหยินหากกล้าปริปากบ่นนั้นบ่นนี้ ก็เท่ากับเป็การหาเื่ใส่ตัวเปล่าๆ