โจเดินกลับมาพร้อมด้วยกาแฟดำสองถ้วยใหญ่เธอส่งถ้วยหนึ่งให้ทิมหลังจากนั้นก็เปิดกระเป๋าหยิบโน้ตปึกใหญ่ออกมาดึงสำเนาส่งให้เขา
“ลองดูหัวข้อเสียก่อนสิจะได้มีแนวความคิด”
เขาอ่านข้อความในโน้ตแต่ละชิ้นช้าๆพยักหน้าหงึกหงักอย่างวิจารณ์ไปพลาง ขณะที่โจนั่งจิบกาแฟ
“รู้สึกว่ามันเป็การค้นคว้าแบบใหม่ใช่ไหมที่รักขีดเส้นตายไว้เมื่อไหร่ล่ะ?”
“ยังมีเวลาอีกเป็เดือนนั่นแหละเพราะมันยังต้องค้นคว้าอีกมากคุณช่วยทำให้ฉันหน่อยได้ไหมล่ะ?”
เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอดวงตาคู่สีเขียวอ่อนบอกความสนใจอย่างมาก
“แน่นอนแต่เราคงต้องใช้ทั้งคนที่จะเป็แบบเ้าหน้าที่ห้องสตูดิโอต้องมีทั้งอาหารและเสื้อผ้า แจ๋ว.. ผมว่าผมชอบงานชิ้นนี้เป็พิเศษนะการระลึกชาติ....ผมมองเห็นภาพว่าผมต้องถ่ายรูปคุณแม่บ้านนอกผู้กำลังถูกสะกดจิตแล้วฝันไปว่าตัวเองเป็คลีโอพัตราที่กำลังถึงจุดสุดยอดอยู่กับแอนโทนี่เสียดายจังเลยที่เราไม่มีตัวแอนโทนี่เท่านั้น”
เขาโยนโน้ตปึกนั้นลงกับพื้นห้องหยิบกาแฟขึ้นมาจิบอย่างใช้ความคิดก่อนจะพูดต่อ
“เมื่อสักไม่กี่เดือนมานี่เองผมเห็นการสะกดจิตรายหนึ่งนะมันเป็เื่มหัศจรรย์เหนือธรรมชาติจริงๆคนที่ถูกสะกดจิตพูดจาเหมือนเด็กทารกไม่มีผิดร้องไห้จนน้ำตาเปียกปอนเสื้อผ้าไปหมดหลังจากนั้นเขานำแกไปสู่สิ่งที่เรียกว่าชีวิตเมื่อชาติก่อนหรืออะไรทำนองนั้นแล้วผู้ชายคนนั้นก็พูดออกมาเป็ภาษาเยอรมันพูดได้ชัดแจ๋วเหมือนชาวพื้นเมืองทีเดียว”
“แกล้งทำน่ะสิใช่ไหม?”
โจหรี่ตาถาม
“อื้อฮึ.....ไม่รู้สินะแต่ผมไม่ยักคิดอย่างนั้นหรอกแล้วนายคนนั้นเขาก็สบถสาบานว่าไม่เคยรู้ภาษาเยอรมันเลยแม้แต่คำเดียวแต่เขาพูดได้คล่องมาก คล่องปรื๋อเลยล่ะ บอกตรงๆนะว่าตอนนั้นผมอยากให้มีใครสักคนหนึ่งที่มีความรู้เกี่ยวกับเยอรมันตอนปี 1880 อยู่ด้วยเพราะว่ามันเป็่ที่เขาอ้างถึงแล้วใครจะสงสัยเขาได้ล่ะ มีคนดูอยู่คนหนึ่งที่พูดเยอรมันกับเขาส่วนคนที่ทำหน้าที่สะกดจิตน่ะพูดได้ไม่กี่คำหรอกยิ่งกว่าเด็กนักเรียนเสียอีก”
“คุณคิดว่าเราเอาเื่นี้มารวมไว้ด้วยดีไหม?”
โจถาม
“อ้าว!ถ้าทำอย่างนั้นมันก็กลายเป็หนังสือไปน่ะสิผมว่าคุณอย่าไปทำให้สารคดีที่คุณเขียนมันด้อยค่าลงดีกว่าตามความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะผมว่าเื่อย่างนี้มันยังต้องมีอะไรอยู่อีกมากทีเดียวคุณอยากให้ผมแนะนำให้รู้จักกับบิลล์ วอลตันไหมล่ะ?เขาเป็นักสะกดจิตมีชื่อเสียงคนหนึ่งนะ”
“ดีมากเลยทิม”
โจรีบพยักหน้ารับทันที
“ตอนนี้ฉันมีข้อมูลมากมายที่ได้มาทั้งจากหนังสือแล้วก็สารคดีอยู่แล้วแต่ฉันต้องเข้ารับการสะกดจิตด้วยตัวเองสักครั้งหรือสองครั้งด้วยมันเป็เื่เหลือเชื่อจริงๆนะที่คนเรามีความเชื่อถือเกี่ยวกับเื่อดีตชาติของตนคุณก็รู้ว่ามันไม่มีทางเป็อย่างนั้นไปได้”
เธอขมวดคิ้วจ้องมองดูผนังห้องตรงหน้าซึ่งทิมเอารูปถ่ายขาวดำของสาวสวยผมบลอนด์เปลือยกายติดไว้
“นั่นเป็คนที่ฉันคิดใช่ไหม?”
“จะเป็ใครเสียอีกว่าแต่คุณชอบหรือเปล่า?”
เขายิ้มกว้างให้
“ก็ผัวหล่อนชอบหรือเปล่าล่ะ?”
“ผมแน่ใจเลยนะว่าเขาต้องชอบคุณเห็นไหมว่ามันเป็รูปที่ให้แสงมาจากข้างหลัง โชว์เงาผมแต่บังนมไว้มันเหมือนภาพชีวิตจริงอย่างที่สุดสงสัยชาติก่อนหล่อนคงจะเกิดเป็วัวพันธุ์นมล่ะมั้ง”
โจอดหัวเราะกับคำวิจารณ์ของเขาไม่ได้
“โอเคทิมคุณช่วยบอกมิสเตอร์วอลตันของคุณด้วยก็แล้วกันว่าเขาต้องใช้ความพยายามทำให้ฉันเชื่อให้ได้ด้วยดีไหม”
เธอลุกขึ้นเดินไปพิจารณารูป
“เขาเรียกว่าคริปตอมนีเซียความทรงจำใต้สำนึก มันเป็ความทรงจำที่ถูกซ่อนเร้นไว้อย่างลึกซึ้งมากในรายที่คุณเล่ามาถ้าค้นคว้าให้ลึกลงไปคุณอาจพบว่าผู้ชายคนนั้นอาจเคยมีแม่นมชาวเยอรมันตอนเขาอายุแค่สามเดือนก็ได้เขาก็ลืมไปแล้วว่าเคยได้ยินแม่นมพูดด้วยแต่ขณะเดียวกันเขาก็เรียนรู้แล้วก็เก็บมันเข้าไว้ในความทรงจำจนกระทั่งถึงวันหนึ่งที่จิตใต้สำนึกถูกปลุกให้ตื่นแล้วทำให้เขาพูดออกมา....รูปนี้เข้าท่ามากทีเดียวคุณทำให้เขาสวยขึ้นพะเรอเลย”
“นั่นมันเป็งานที่เขาจ่ายเงินให้ผมทำนะโจ”
เขาจับตามองหน้าเธออย่างใกล้ชิด
“เมื่ออาทิตย์ก่อนผมพบกับจูดี้ เคอร์สันหล่อนไปเปิดนิทรรศการที่โบฝอร์ดแกลเลอรี่คุณรู้หรือเปล่า?”
“รู้”
เธอหันกลับมามองหน้าเขา
“คุณก็รู้เหมือนกันสินะ”
“เื่คุณกับนิคน่ะหรือ? ผมว่าเขาแค่จีบเล่นๆเท่านั้นแหละผมยังนึกแปลกใจนะที่คุณเห็นเื่นี้เป็เื่คอขาดบาดตายไปได้”
เธอเอื้อมไปหยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาถือไว้และเริ่มเดินกลับไปกลับมา
“มันเกิดขึ้นบ่อยเหลือเกินทิมยิ่งนานมันก็ยิ่งทำให้ฉันเจ็บใจ”
สีหน้าของโจเคร่งขรึมเมื่อมองเขา
“ฉันยอมให้ตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเื่นี้ไม่ได้หรอกเมื่อไรก็ตามที่ผู้ชายเป็สาเหตุทำให้ฉันเริ่มนอนไม่หลับฉันถือว่ามันไม่ใช่ความสัมพันธ์ตามธรรมชาติเสียแล้วเพราะฉะนั้นควรรีบตัดเขาออกไปจากชีวิตโดยเร็วที่สุด”
ทิมดึงร่างตัวเองให้ลุกขึ้นยืนตาม
“คุณนี่เป็ผู้หญิงใจร้ายชมัดเลยผมดีใจนะที่ตัวเองไม่ใช่หนึ่งในจำนวนคู่รักของคุณ”
เขาดึงถ้วยกาแฟมาเสียจากมือของเธอเดินเอาไปวางลงในอ่างล้างจาน
“คุณคงไม่รังเกียจไม่ใช่หรือถ้าผมจะชวนจูดี้ไปงานวันเกิดของผมด้วย?”
“ไม่รังเกียจเลยถ้าฉันเอาใครไปด้วยได้”
“ก็ใครล่ะ?”
เขาหันมามองหน้าเธอทันที
“ฉันกำลังคิดถึงใครคนหนึ่งอยู่”
“โธ่!ใครคนหนึ่งแบบนั้นอีกแล้วก็คงเป็ใครสักคนหนึ่งที่ทำให้นิคตาถลนออกมานอกเบ้าได้แน่”
เขาวางมือลงบนไหล่มองหน้าเธออยู่เป็ครู่
“ที่จริงคุณก็รู้นะว่าใครคนนั้นสามารถจะเป็ผมได้เสมอเลยโจ”
เธอโน้มกายเข้าไปจูบเขาแรงๆตรงแก้ม
“เป็ไปไม่ได้หรอกทิมเพราะฉันชอบคุณมากเกินไป”
คำตอบของเธอทำให้เขาครางออกมาเบาๆ
“ผมว่าไอ้วิธีการพูดที่แย่ที่สุดของผู้หญิงที่พูดกับผู้ชายสักคนหนึ่งซึ่งเธอไม่้าเขาในฐานะคู่รักก็คือคำว่า”
“ฉันชอบคุณมากเกินไป”
“นี่แหละ”
เขาแกล้งทำเสียงเล็กเสียงน้อยเหมือนผู้หญิงแล้วะเิเสียงหัวเราะออกมา
“เอาล่ะ!อย่างน้อยมันก็ยังดีที่คุณไม่พูดว่าเพราะผมแก่เกินไป เอ้า!... ไปได้แล้วผมยังมีงานต้องทำไปพิจารณาเื่งานรูปดูก็แล้วกันแล้วบอกผมให้รู้ว่าคุณจะลงมือทำได้เมื่อไหร่”
นิคแฟรงคลินเดินเข้าไปในสำนักงานของเบท กันนิ่งเธอกำลังยืนอยู่ตรงหน้าต่างห้องทำงานทอดสายตาเหม่อมองลงไปยังแม่น้ำซึ่งอยู่ต่ำลงไปถึงสิบเอ็ดชั้นของอาคารสำนักงานขณะจุดบุหรี่สูบพลางเรือสำราญลำหนึ่งกำลังแล่นช้าๆอยู่กลางแม่น้ำท้องเรือสีครีมตัดกับพื้นน้ำด้วยกำลังแรงของเครื่องยนต์ ขณะแล่นจากท่าเรือเวสมินสเตอร์ไปยังทาวเวอร์
“จะให้ฉันช่วยอะไรบ้างล่ะนิค?”
เธอหันมามองเขาั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้านิคอยู่ในกางเกงยีนสวมเสื้อผ้าฝ้ายที่ตัดอย่างได้รูปทรงเน้นความสูงสง่าของเรือนร่างกับสีผิวของใบหน้า
“คุณยังสวยมากเหมือนเดิมนะเบท”
เขาทักทายด้วยยิ้มกว้าง
“งานหนักนี่มันเหมาะกับคุณจังเลย”
“คุณกำลังต่อว่าที่ฉันพบคุณไม่ได้ั้แ่คุณโทรมาเมื่อสามวันก่อนนั่นใช่ไหมล่ะ?”
“หมายความว่าบรรณาธิการหญิงต้องอยู่กับงานล้นมือจนไม่สามารถจะพบกับคนที่ส่งลูกค้าโฆษณารายใหญ่มาให้ได้เท่านั้น”
เขาทรุดตัวลงนั่งในเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเธอพร้อมกับยกขาขึ้นไขว่ห้าง
“อย่ามาพูดอย่างนี้กับฉันหน่อยเลยนิค”
เบทพูดยิ้มๆ
“ฉันว่าคุณไม่อุตส่าห์มาถึงนี่เพราะเื่โฆษณาของวอนด้าหรอก”
“คุณพูดถูกนะผมมาเพราะอยากขอความช่วยเหลือจากคุณในฐานะเพื่อนสักหน่อย”
คราวนี้ดวงตาของเบทหรี่ลงทันทีถามโดยไม่หันมามองหน้าเขาว่า
“เื่อะไร?”
“โจ”