ยามเหม่า (ประมาณ 6 โมงเช้า) ลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดเอาฝุ่นเกสรของดอกเหมยปลิวเข้าตำหนักตะวันออก เสาหินแกะสลักรูปัหน้าตำหนักเปลี่ยนเป็สีชมพูจากผงเกสรที่เกาะพราวแต่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากชมความงดงามนั้นเลยสักคน
ทุกชีวิตในตำหนักตะวันออกต่างวุ่นอยู่กับเื่ของตนเอง ไม่มีใครสนใจเื่ของผู้อื่นหรือสิ่งรอบตัวใดๆ เพราะในตำหนักนี้ต่อให้รอยยิ้มจะงามเพียงใดก็ไม่มีใครรู้ว่าเื้ัรอยยิ้มนั้นซ่อนเขี้ยวเล็บอันแหลมคมไว้หรือไม่
เหอซือหานกับพรรคพวกถูกส่งมาเป็ขันทีหมุนเวียนในตำหนักตะวันออก ซึ่งเป็ตำหนักของพระสนมเจียจิ่วเย่ หญิงงามจากตระกูลเจียอันมั่งคั่ง ว่ากันว่าหลังจากเข้าสู่วังได้ไม่กี่ปีนางก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งพระสนมชั้นสูงได้อย่างรวดเร็ว
“สมกับที่เป็ตำหนักตะวันออกจริงๆ บรรยากาศนี่นะ..” หลี่เอินทำท่าลูบแขนไปมา
“เมื่อก่อนข้าก็คิดว่าเสี่ยวผิงพูดเพ้อเจ้อเสียอีก ตอนนี้ข้าชักสงสัยแล้วสิว่าที่นี่มีิญญาสิงอยู่จริงหรือไม่ ทำไมผู้คนถึงได้ไม่ยอมสบตากันเช่นนั้นเล่า?” อาเฟยขนลุกชัน
“ข้ายังรู้อีกด้วยว่า รอยยิ้มของพระสนมเจียน่ะ..หวานหยาดเยิ้มยิ่งกว่าน้ำผึ้งเสียอีก แต่ถ้าเ้าพูดผิดแม้แต่ครึ่งคำก็ระวังเถอะ!!” เสี่ยวผิงส่งเสียงกระซิบอย่างหวาดวิตกขณะพับผ้าเช็ดหน้าในมือยัดใส่เข้าไปในอกเสื้อ
เหอซือหานปิดปากสนิทตามเคย สายตาของเขาจับจ้องไปยังร่างของขันทีชั้นสูงในตำหนักตะวันออกคนหนึ่งอยู่ คนผู้นี้มีชื่อว่าเฉินอวี้ หน้าตาสะอาดสะอ้านท่วงท่าสง่างาม เคลื่อนไหวคล่องแคล่วมั่นใจ พูดจาลื่นไหลไม่ก้มหัวให้ใครง่ายๆ จนดูเหมือนว่าเขาเป็ขุนนางมากกว่าขันที
“พวกเ้ามาใหม่เช่นนั้นหรือ?” เฉินอวี้สังเกตเห็นกลุ่มของเหอซือหานสี่คนกำลังก้มตัวเดินผ่านประตูชั้นในเข้ามาก็ร้องเรียกไว้
“วันนี้พระสนมอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก อย่าเพิ่งปล่อยพวกเขาไปเข้าใกล้นาง” เฉินอวี้กล่าวกับขันทีอีกคนก่อนจะหันมาทางพวกเหอซือหาน
“ฟังข้าให้ดี..ถ้าคิดจะเข้ามาประจบประแจงพระสนมข้าบอกเลยว่าพวกเ้าคิดผิด!! ผู้ใดทำให้พระสนมเจียต้องขมวดคิ้วแม้เพียงเส้นเดียว มันผู้นั้นก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้ได้เลย” เฉินอวี้ยกมือขึ้นมาบริเวณลำคอ ทำท่าทางเหมือนกำลังใช้มีดเชือดอะไรบางอย่างที่ไม่น่าคิดตามเท่าใดนัก
ขันทีหนุ่มทั้งสี่รีบโค้งตัวตอบรับคำแนะนำของเฉินอวี้พร้อมกับความรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะพวกเขาไม่เคยคิดจะประจบประแจงผู้ใด และไม่อยากอยู่ใกล้สตรีอันตรายผู้นั้นด้วย
เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง เหอซือหานถึงกับม่านตาหดเกร็งด้วยความใ เพราะร่างของเฉินอวี้ไม่ได้ยืนอยู่เบื้องหน้าของเขาอีกแล้ว “เขาจากไปั้แ่ตอนไหน? ทำไมพวกเราถึงไม่ได้ยินเสียงฝีเท้า!!”
“ข้าคิดไปเองหรือไม่ เหมือนข้าจะเห็นว่ามีหมึกเขียนคำว่าอันตรายไว้บนหน้าผากของเขาเลย” เสี่ยวผิงกล่าวเสริม
“แบบนี้กระมังที่เขาเรียกว่ายอดฝีมือ ยามเดินไร้เสียงฝีเท้า คล่องแคล่วรวดเร็วราวกับหายตัวได้!!” หลี่เอินลูบปลายคางด้วยความเลื่อมใส
“พูดถึงเื่นั้นแล้ว ยามนี้ข้าก็ยิ่งมั่นใจ?” เสี่ยวผิงกระซิบ
“เื่อะไร..เื่เล่าของเ้ามีวันละพันเื่ใครจะไปจำได้หมดกันเล่า รีบบอกมา” อาเฟยกระทุ้งข้อศอกใส่ชายโครงสหายจนเสี่ยวผิงสะดุ้งตัวงอ
“ก็เื่ผีที่ตำหนักตะวันออกอย่างไรเล่า! ข้าว่ามันต้องเป็เื่จริงอย่างแน่นอนเลยทีเดียวล่ะ!! เฉินอวี้ผู้นี้น่ะ..ข้าได้ยินมาว่าเขารับคำสั่งพระสนมเจียแต่เพียงผู้เดียว หากผู้ใดทำให้นางไม่พอใจเฉินอวี้ก็จะเข้าไปจัดการ นางน่ะ..ยิ้มซ่อนมีดของแท้! ไม่รู้ว่ามีกี่คนแล้วที่ต้องจบชีวิตลงที่นี่”
“หุบปากเสียทีเสี่ยวผิง!! หากเ้ายังไม่หยุด พวกเราคงได้ไปคุยกับผีตำหนักตะวันออกตามความฝันของเ้าเป็แน่” หลี่เอินกระทุ้งชายโครงอีกข้างของเสี่ยวผิงจนเขาสะดุ้งกลับมาเดินเส้นทางเดิม
งานประจำในตำหนักตะวันออกดูเหมือนจะสบายกว่าตำหนักอื่นๆ สำหรับขันทีใหม่อย่างพวกเหอซือหาน เพราะขันทีระดับล่างมักจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้พระสนมเจียโดยตรง แต่ความสบายเหล่านี้กลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันชนิดหนึ่ง
นั่นก็คือทุกสิ่งต้องสมบูรณ์แบบโดยไร้ที่ติ!!
แจกันดอกไม้ที่ถูกวางผิดตำแหน่งไปเพียงชุ่นเดียวก็อาจทำให้พระสนมเจียส่งเสียง “อืม” เบาๆ จากริมฝีปากที่แย้มยิ้มอยู่เสมอ ซึ่งเพียงเท่านั้นก็เพียงพอจะทำให้ใครบางคนต้องรับโทษหนักถึงขั้นปางตายได้เลยทีเดียว
หลายวันเข้า พอพวกเขาเริ่มสนิทกับนางกำนัลในตำหนักตะวันออกมากขึ้น เื่เล่าถึงความโหดร้ายของพระสนมเจีย ที่มีขันทีาุโอย่างเฉินอวี้คอยตามเก็บกวาดไม่ให้ล่วงรู้ไปถึงพระเนตรพระกรรณของฝ่าาก็มีเพิ่มมากขึ้นทุกวันเช่นกัน
“หากเป็ไปได้ข้าก็อยากเป็ขันทีชั้นต่ำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรือหากได้เลื่อนขั้น ข้าก็ภาวนาขอให้ข้าถูกส่งไปอยู่ที่ตำหนักบรรณสาร หรือที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่…" หลี่เอินชะงักคำพูดเอาไว้ แต่ทุกคนก็รู้ดีว่า ประโยคต่อไปย่อมหมายถึงที่ใด
“เ้าคิดผิดแล้ว หากเราก้าวหน้าขึ้น เราก็จะยิ่งปลอดภัยต่างหาก เ้าดูท่านกุ้ยเป็ตัวอย่างสิ หรือแม้แต่เฉินอวี้ก็ไม่ให้เห็นเขาจะรู้สึกหวาดกลัวอันใดเสียหน่อย” อาเฟยแย้ง
เหอซือหานเหม่อลอยนึกถึงคำสอนของซุนไห่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หากเขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับเฉินอวี้เขาจะทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น หรือกัดลิ้นปิดปากให้สนิทได้จริงหรือไม่
“ชู่ว์!!” เสี่ยวผิงรีบยกนิ้วขึ้นมาทำสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียงลงและหยุดขยับเขยื้อนตัว เมื่อรู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังเดินมาใกล้พวกเขา
มือของเหอซือหานยังคงล้างถาดทองเหลืองใส่ผลไม้ที่แช่อยู่ในอ่างไม้ เขาค่อยๆ จุ่มมือลงต่ำวางถาดไว้ก้นอ่างโดยที่ต้องระวังไม่ให้เกิดเสียง
“ฝ่าาทรงงานหนัก เื่เล็กๆ บางเื่ก็ปล่อยให้ขันทีข้างพระวรกายทำแทน ไม่ต้องกังวลหรอกน่า”
“ต่อให้เราวางใจทางฝ่าาได้ แต่ทางพระสนมเจียเล่า ถ้านางรู้เข้า..”
หนึ่งในสองเสียงที่พวกเขาได้ยินและจำได้อย่างแม่นยำนั่นคือเสียงของเฉินอวี้แห่งตำหนักตะวันออกที่พวกเขาเพิ่งจะนินทาอยู่เมื่อครู่ ส่วนอีกคนหากจำไม่ผิดก็น่าจะเป็เสียงของหลี่กงกง หรือหลี่เหวินเซียนขันทีข้างพระวรกายฮ่องเต้!
สี่สหายเริ่มเหงื่อตก เพราะตำแหน่งที่พวกเขานั่งล้างเครื่องทองเหลืองกันอยู่นี้ลับตาคนอยู่เล็กน้อย และเป็ไปได้ว่าเฉินอวี้กับหลี่เหวินเซียนมองไม่เห็นพวกเขาในยามนี้ แต่ถ้าเห็นเล่า!?
หลี่เอินส่งสัญญาณถามออกมาว่า จะลุกขึ้นทำความเคารพคนทั้งคู่ให้พวกเขารู้ตัวก่อนดีหรือไม่ แต่เสี่ยวผิงกลับขยิบตาถี่ๆ แสดงอาการคัดค้านอย่างหนัก
นั่นเป็เพราะพวกเขาได้ยินบทสนทนาบางประโยคไปแล้ว และถ้อยคำเ่าั้ยังเอ่ยถึงพระสนมเจียกับฮ่องเต้ในเชิงลับอีกด้วย หากเปิดเผยตัวออกไปในตอนนี้ดีไม่ดีพวกเขาอาจจะได้ไปนอนคุยกับผีในตำหนักตะวันออกเข้าจริงๆ
อาเฟยสูดหายใจเข้าไร้เสียงแล้วกลั้นเอาไว้จนหน้าแดงก่ำ ส่วนคนอื่นๆ ก็พยายามทำตัวให้ลีบเล็กมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา!
“มีข้าอยู่ทั้งคนเ้ายังต้องกลัวอีกหรือ พระสนมเจียวางใจในตัวข้าเพียงใดเ้าก็รู้ เอาเถิด! ของกำนัลจากสกุลเจียที่จะส่งไปตำหนักไทเฮาในวันพรุ่งนี้ต้องผ่านมือข้าแน่นอน เ้าแค่คอยส่งข่าวจากทางฝ่าาแล้วนอนรอนับเงินเงียบๆ ก็พอ”
โชคดีที่เฉินอวี้และหลี่เหวินเซียนต่างก็มีความลับที่ไม่อาจเปิดเผย หลังจากการใช้เวลาพูดคุยกันเพียงสั้นๆ พวกเขาก็รีบแยกย้ายกันออกไป และไม่ทันได้เห็นพวกเหอซือหานที่กลั้นลมหายใจกันเอาไว้จนแทบหมดลม
“ไม่คิดว่าแม้แต่ตำหนักตะวันออกเฉินอวี้ก็ยังกล้า!” เสี่ยวผิงยกมือปาดเหงื่อที่เปียกชุ่มอยู่บนใบหน้าพร้อมกับบ่นออกมา
“ที่ไหนๆ ก็เหมือนกันนั่นล่ะ พระสนมนางในของฝ่าามีตั้งกี่พันคน พวกนางไปไหนมาไหนไม่ได้โดยสะดวกก็ต้องหวังพึ่งบรรดาขันทีให้ช่วยเป็หูเป็ตาแทน ส่วนขันทีอย่างเราๆ แน่นอนล่ะว่าอยากได้เงิน!!”
เื่ลับๆ ที่สี่สหายได้ยินมาเมื่อครู่ชัดเจนว่าเกี่ยวกับเื่เงินๆ ทองๆ อย่างแน่นอน แต่มันก็เป็เื่ลับที่เป็ปกติของคนในวังหลวง บางทีฮ่องเต้ก็อาจจะรู้อยู่แก่ใจด้วยซ้ำว่ามีวงจรอุบาทว์เล็กๆ เหล่านี้เกิดขึ้นในแวดวงขันทีและเหล่าพระสนมนางใน
แต่พระองค์ก็คงจะเลือกปิดตาไปข้างหนึ่งเสียมากกว่า หากว่าการกระทำของคนเหล่านี้ทำเพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและไม่ทำให้เสื่อมเสียหรือสั่นคลอนราชบัลลังก์
แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าอีกด้านหนึ่งในพระราชวังหลวงอันยิ่งใหญ่นั้น ฮ่องเต้หลิวเจิ้งกำลังคิดทำสิ่งใดอยู่