“ถ้าอย่างนั้นที่นี่ก็ไม่มีปัญหาอะไรข้าจะส่งกองกำลังไปที่หมู่บ้านจู๋หยวนทันที” เจ้าชิ่งพยักหน้าเขาไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรแล้วหากหยางเหล่ยอยู่ข้างเขา
“สำหรับเมืองชิงหนานและเมืองจู๋หยวนยอดเขาไท่เสวียนของเราคอยจับตาดูเอง เจ้าต้องจัดการให้ดีถ้าวันหนึ่งเจ้าจะไปจากที่นี่ ก็บอกผู้สืบทอดของเจ้าให้ชัดเจนด้วยถ้าสองเมืองนี้มีปัญหาก็ไม่จำเป็นต้องมีหัวไว้บนบ่าแล้ว” โม่เฉินมองไปที่เจ้าชิ่งและเน้นย้ำอีกครั้ง
หลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จทั้งสี่คนก็ออกจากคฤหาสน์เจ้านคร ขี่สัตว์อสูรบินมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านจู๋หยวน
จากนครเทียนหนานใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวันก็ไปถึงยังหมู่บ้านจู๋หยวนแล้ว
เมื่อสัตว์อสูรบินสี่ตัวหยุดลงที่ทางเข้าหมู่บ้านเสียงหวีดร้องในหมู่บ้านก็ดังขึ้น ผู้คนจำนวนมากรีบวิ่งออกไป ทั้งผู้ชายผู้หญิงและเด็กทุกคนล้วนมีอาวุธอยู่ในมือ
“ทุกคนหยุดก่อนอย่าทำเช่นนั้น ท่านพ่อ ข้าเองขอรับ!” เมื่อเห็นชาวบ้านในหมู่บ้านจู๋หยวนเยี่ยซางก็ตะโกนแล้วรีบลงไปหา
“หยุดมือ!”พ่อเฒ่าที่อยู่ในกลุ่มตะโกนขึ้น
เยี่ยซางเดินไปหาพ่อเฒ่าและโค้งคำนับเล็กน้อย“ท่านพ่อข้ากลับมาแล้วขอรับ”
“เยี่ยซางเจ้ากลับมาแล้ว เจ้าเข้าสู่หุบเขาโอสถไม่สำเร็จหรือ?” พ่อเฒ่ากู่ถามพร้อมกับขมวดคิ้ว
“ราบรื่นดีท่านพ่อผู้นี้คือศิษย์พี่ชายหญิงของข้า ส่วนสัตว์อสูรพวกนี้คืออสูรบินของเราไม่มีอันตรายอะไร” เยี่ยซางพูดกับชาวบ้านที่ยืนอยู่รอบๆ พ่อเฒ่า
พ่อเฒ่าโบกมือให้ชาวบ้านรอบๆแล้วพาเยี่ยซาง ชิงจีและคนอื่นๆ กลับไปที่บ้านไม้ไผ่ของตนเองโดยขอให้ป้าหลินช่วยจัดเตรียมอาหารให้
“เป็นหมู่บ้านที่สงบมากพวกชาวบ้านก็ดูเรียบง่ายแปลกตาดี” หยางเหล่ยพูดขณะมองดูชาวบ้านที่วุ่นวายอยู่
“ใช่พวกชาวบ้านดูกระตือรือร้นมาก ดูไม่มีเล่ห์เหลี่ยมเลย ข้าชอบนัก” ชิงจีกล่าว
เยี่ยซางและพ่อเฒ่ากู่พูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเยี่ยซางยังบอกพ่อเฒ่ากู่ด้วยว่าหมู่บ้านจู๋หยวนจะรวมอยู่ในเขตคุ้มครองของหุบเขาโอสถและจะปรับปรุงเพิ่มเติมให้เป็นเมืองจู๋หยวน
“เยี่ยมมากหมู่บ้านจู๋หยวนของเราจะได้ไม่กลัวถูกสัตว์อสูรโจมตีอีกต่อไป”พ่อเฒ่าพูดอย่างตื่นเต้น
“พ่อเฒ่าที่นี่คือเมืองจู๋หยวน ไม่ใช่หมู่บ้านจู๋หยวนอีกต่อไปแล้วนะ”ชิงจีกล่าวด้วยรอยยิ้ม เมื่อได้ยินคำพูดของพ่อเฒ่า
“พวกท่านทั้งหลายเยี่ยซางยังเด็กและไม่ค่อยมีเหตุผลมากนักทำให้พวกท่านต้องเป็นกังวลกับเรื่องนี้แล้ว” พ่อเฒ่าพูดกับชิงจีและคนอื่นๆ
“พ่อเฒ่ากำลังพูดเรื่องอะไร! เยี่ยซางเป็นศิษย์น้องของเราดังนั้นเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องดูแลเขา ไม่จำเป็นต้องเรียกเราว่าท่านเลยแค่เรียกชื่อเราก็พอ ข้าชื่อชิงจี ทางนี้คือศิษย์น้องหญิงเก้าของข้าหยางเหล่ยและศิษย์น้องสิบเอ็ดโม่เฉิน” ชิงจีพูดกับพ่อเฒ่า
หลังจากการพูดคุยกันสักพักหนึ่งป้าหลินและคนอื่นๆ ก็นำไก่ฟ้าย่างสองสามตัวซึ่งเป็นอาหารที่เตรียมไว้มาให้ อาหนิวเองก็นำสุรามาสองสามไหให้
“ศิษย์พี่หกศิษย์พี่เก้า ศิษย์พี่สิบเอ็ด อาหนิวกลั่นเหล้าเก่งมาก ข้าชอบดื่มที่สุด ทุกครั้งที่ข้าออกไปล่าสัตว์ข้าจะเอาเหล้าของอาหนิวไปด้วย” เยี่ยซางเปิดไหสุราแล้วเทให้ชิงจีกับคนอื่นๆ
“สิบสามตอนเจ้าเข้ามาเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ ศิษย์พี่กลับไปไม่ทันดังนั้นจึงขอใช้สุราชามนี้แสดงความยินดีกับเจ้าย้อนหลังด้วย มาเถิด!”โม่เฉินยกชามสุราให้เยี่ยซางแล้วดื่มรวดเดียว
เยี่ยซางพยักหน้าให้โม่เฉินแล้วดื่มสุราหมดชามในคราเดียว
แม้ว่าเขาจะไม่เคยพูดคุยกับโม่เฉินเลยแต่จากการไล่ตามลัวซื่อไห่ของโม่เฉินและทุกอย่างที่เขาทำให้กับครอบครัวของกวนเหยี่ย จึงทำให้เยี่ยซางรู้ว่าเขาเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับมิตรภาพและความชอบธรรมเป็นอย่างยิ่ง
“แค่ก!ข้าก็เป็นนักชิมสุราเหมือนกัน แต่สุรานี้แรงพอแล้วสิบสามดูท่าเจ้าจะดื่มได้ไม่เลวเลย พวกเราศิษย์พี่ศิษย์น้องดื่มกันต่อเถิด” โม่เฉินเริ่มติดใจเหล้าหลังจากดื่มไปหนึ่งชาม
“แน่นอนศิษย์น้องจะดื่มกับท่าน” เยี่ยซางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“สิบเอ็ดศิษย์พี่ขอเตือนเจ้าว่า จงดื่มเอาสนุกอย่าได้คิดเรื่องอื่น ในการดื่มเช่นนี้แม้แต่ศิษย์พี่แปดของเจ้ายังเต็มใจที่จะคำนับสิบสามเลย” ชิงจีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เอ่อข้าแค่ชอบดื่มกับชอบสิบสาม จะมีความคิดอื่นได้อย่างไร? ข้าไม่ร้ายกาจเท่าศิษย์พี่แปดเสียหน่อย”โม่เฉินพูดด้วยรอยยิ้ม
“ศิษย์พี่หญิงพวกท่านลองชิมไก่ย่างของป้าหลินสิ รสชาติดีจนบอกไม่ถูกเลยทีเดียว ศิษย์พี่สิบเอ็ดพวกเราจะดื่มอะไรก็ได้ตามใจชอบ หลังจากที่เราจะกลับไปยอดเขาไท่เสวียนยังมีโอกาสให้ดื่มอีกมาก” เยี่ยซางพูด
“อาจารย์ไม่ได้ให้ปิดด่านฝึกตนหรือ? เจ้ายังสามารถดื่มได้หรือ?” โม่เฉินมองเยี่ยซางด้วยความประหลาดใจเขาจำได้ว่าตอนที่เขาเข้าไปแรกๆ มันเป็นสถานการณ์ที่น่าสังเวชทีเดียวนอกจากการฝึกฝนแล้วก็ยังมีแต่การฝึกฝน ไม่มีโอกาสที่จะได้ดื่มแม้แต่น้อย
“สถานการณ์ของสิบสามดีกว่าตอนที่พวกเราคารวะอาจารย์มากท่านอาจารย์ไม่ได้กำหนดข้อจำกัดใดๆสาเหตุหลักก็คือสิบสามเองก็เป็นศิษย์มีพรสวรรค์ดีมาก ตอนที่เข้าพิธีคัดเลือกศิษย์สิบสามอยู่ในขั้นที่สามของเลี่ยนชี่เท่านั้นแต่เจ้าก็เห็นว่าตอนนี้เขาอยู่ในขั้นกลางของเลี่ยนชี่ขั้นเจ็ดแล้วความเร็วนี้เป็นอย่างไรบ้างเล่า?” หยางเหล่ยพูดกับโม่เฉินที่ประหลาดใจ
“เยี่ยซางเจ้าไปถึงขั้นที่เจ็ดของเลี่ยนชี่แล้วหรือ?” พ่อเฒ่าไม่มีฐานการบ่มเพาะจึงไม่สามารถตรวจสอบฐานการบ่มเพาะของเยี่ยซางได้ ดังนั้นเขาถึงตกใจมากเมื่อได้ยินคำพูดของหยางเหล่ย
“ใช่แล้วท่านพ่อหลังจากที่ข้าออกจากหมู่บ้าน ข้าได้พบกับคนใจดีสองสามคน พวกเขาสอนวิธีง่ายๆในการรวบรวมปราณให้ข้า ตอนที่ข้าไปถึงหุบเขาโอสถ ข้าก็ได้ฝึกฝนจนถึงเลี่ยนชี่ขั้นที่สามแล้วขอรับ”เยี่ยซางพยักหน้าและกล่าวตอบ
“แค่สามเดือนกว่าเท่านั้นข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่ลูกหลานของครอบครัวธรรมดา หากเจ้ามีโอกาสอย่าลืมตรวจสอบชาติกำเนิดของเจ้าเล่า” พ่อเฒ่ากู่สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูด
“ย่อมได้!ข้าจะไปดื่มสุราให้ญาติสองคนนั้นก่อน” เยี่ยซางแตะจี้หยกที่คอจากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินไปทางหลังบ้านไม้ไผ่
เมื่อมองไปยังดวงตาที่สับสนของชิงจีและโม่เฉินพ่อเฒ่ากู่ก็เล่าสถานการณ์ของเยี่ยซางให้พวกเขาฟัง
“พรสวรรค์การบ่มเพาะของสิบสามย่อมเกี่ยวข้องกับมรดกของครอบครัวและสายเลือดอย่างแน่นอนไว้ค่อยให้สิบสามตรวจสอบในภายหลัง” ชิงจีกล่าว
เยี่ยซางยืนอยู่หน้าหลุมศพยื่นชามสุราให้กับสุสานทั้งสอง “ข้าจะฝึกฝนให้หนักในอนาคตข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่าพวกท่านเป็นใคร แต่ไม่ว่าพวกท่านจะเป็นใครข้าก็จะล้างแค้นให้ท่านเอง”
เมื่อมองไปที่หลุมฝังศพเยี่ยซางก็สัมผัสรอยแผลเป็นที่เอวและซี่โครงของเขาอีกครั้งหากไม่ใช่เพราะคนในหลุมศพนี้ แผลเป็นอาจอยู่ที่หัวใจของเขาแทน
หลังจากยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเยี่ยซางก็กลับไปที่ลานบ้านเพื่อดื่มกับพ่อเฒ่ากู่ โม่เฉิน อาหนิวและคนอื่นๆ
ชาวบ้านในหมู่บ้านจู๋หยวนต่างก็ยินดีกับเยี่ยซางในขณะเดียวกันพวกเขาก็มีความสุขมากที่รู้ว่าอนาคตของหมู่บ้านจู๋หยวนกำลังจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น
“เยี่ยซางเจ้าคือความภาคภูมิใจของหมู่บ้านจู๋หยวนของเราหากเจ้าอยู่ข้างนอกแล้วรู้สึกไม่พอใจหรือไม่มีความสุข เช่นนั้นก็กลับมาเถิด”อาหนิวพูดกับเยี่ยซาง ตอนนี้เขาดื่มมากเกินไป
เยี่ยซางทำได้เพียงพยักหน้ารับอย่างรวดเร็วทุกอย่างในหมู่บ้านจู๋หยวนอยู่ในความทรงจำของเขาตอนที่เขายังเด็กแล้วซุกซนและวิ่งไปรอบๆหมู่บ้านแต่กลับไม่มีใครดุด่าหรือสาปแช่งเขาทุกครอบครัวล้วนมอบความอบอุ่นให้กับเขา
อาหารมื้อนี้ยังไม่จบลงจนกระทั่งเที่ยงคืนชิงจีและหยางเหล่ยไปพักที่ห้องของเยี่ยซางท่านอาหนิวพาโม่เฉินไปพักผ่อนที่บ้านของเขา ส่วนเยี่ยซางไปพักที่ห้องของพ่อเฒ่ากู่
เยี่ยซางคุยกับพ่อเฒ่ากู่นานกว่าหนึ่งชั่วยามแล้วเพราะพ่อเฒ่ากู่อยากรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเยี่ยซางในที่สุดเขาก็ผล็อยหลับเพราะดื่มหนักเกินไป
หลังจากตื่นนอนเยี่ยซางก็ฝึกต่อยลมที่สนามตามปกติ พอชิงจีและหยางเหล่ยตื่นแล้วเยี่ยซางก็เรียกพวกนางให้มาล้างหน้า
“ศิษย์พี่หกท่านดูสิ!สิบสามยังรู้สึกเกรงใจ ศิษย์น้องคนอื่นๆ มีใครบ้างที่ให้เราล้างหน้ากัน?” หยางเหล่ยพูดขณะล้างหน้า
“ศิษย์พี่เก้าไม่ใช่ว่าข้าไม่ต้องการทำ แต่ข้าไม่มีโอกาสได้ทำต่างหาก” โม่เฉินปรากฏตัวขึ้นวันนี้โม่เฉินดูแตกต่างไปจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง เขาตื่นขึ้นหลังจากได้นอนหลับเต็มอิ่มทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นสภาพที่ทรุดโทรมของเขาก็หายไป
“ถึงเจ้าจะเทน้ำล้างเท้าให้ข้าข้าก็จะไม่สนใจเจ้า” หยางเหล่ยเหลือบมองที่โม่เฉินก่อนจะพูดอย่างดูถูก