บทที่34
เหล่าเจ้าเมืองผู้ปกครอง
หลี่หยุนนั่งอยู่บริเวณบนต้นไม้มองกลุ่มคนที่กำลังเดินเข้ามาภายในงานพิธีกลุ่มคนที่เดินเข้ามาภายในงานพิธีมีเหล่าข้ารับใช้มากมายที่เดินติดตามมาบริเวณด้านหลัง
โดยข้ารับใช้มากมายที่เดินติดตามมาบริเวณด้านหลังมีทั้งพวกสาวใช้แล้วก็มีพรรคพวกทหารที่เป็นผู้คุ้มกัน
จำนวนของข้ารับใช้ที่เดินตามมาจากบริเวณด้านหลังก็มีไม่ใช่น้อยนับด้วยสายตาเองก็คงจะไม่หมด
การคุ้มกันช่างแน่นหนาตอนแรกภายในสถานที่แห่งนี้ก็มีทหารมากมายที่เฝ้าระวังอยู่บริเวณรอบๆอยู่แล้ว
บริเวณรอบร่างกายก็ยังคงมีทหารอีกส่วนนึงที่เป็นองครักษ์ส่วนตัวคอยคุ้มกันอีกแต่ก็อย่างว่าผู้ที่เป็นเจ้าเมืองนี้เป็นถึงคนภายในราชวงศ์ที่ปกครองอาณาจักรฟ้าครามเพราะแบบนั้นก็ไม่แปลก
ในขณะที่มองเห็นว่าผู้ที่เดินเข้ามานั้นเป็นอ๋องผู้ปกครองเมืองแห่งนี้เหล่าผู้คนมากมายต่างพากันลุกขึ้นยืน
ภายในงานเต็มไปด้วยความเงียบสงัดพวกมันยกมือขึ้นมาประสานกันคุกเข่าลงไป1 ข้างแล้วก็กล่าวอย่างพร้อมเพียง “คารวะท่านอ๋องและพระชายา!!!!”
ที่เดินเข้ามาเขามองเห็นได้อย่างชัดเจนชายผู้ที่เดินอยู่บริเวณด้านหน้าสุดเป็นชายวัยประมาณ 50 ปีมีบุคลิกท่าทางที่ดูดีร่างกายไม่อ้วนไม่ผอม ใบหน้าดูทรงปัญญามีรอยเหี่ยวย่นปรากฏเล็กน้อยลองดูจากบนใบหน้าไม่ใช่คนโหดเหี้ยมแสดงรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา เรือนผมบริเวณด้านบนเป็นสีดำสลับขาวตามช่วงอายุ
ส่วนชุดที่สวมใส่เป็นชุดคลุมสีเข้มดูดีมีลวดลายพยัคฆ์ถูกสลับเอาไว้ชายผู้นี้คือของผู้ปกครองเมืองแห่งนี้มีนามว่าจ้าวเจิน
หลี่หยุนรู้จักดีเพราะเขาเป็นคนวางตัวละครที่เป็นเจ้าเมืองที่ปกครองดินแดนแห่งนี้เอาไว้เอง
จ้าวเจินเป็นเชื้อพระวงศ์เป็นราชนิกูลเติบโตขึ้นมาภายในเมืองหลวงมีฐานะเป็นพี่ชายต่างมารดาของแต่ผู้ที่ปกครองดินแดนอาณาจักรฟ้าครามแห่งนี้
ในตอนนั้นตอนที่แผ่นดินนี้ได้มีการเปลี่ยนอำนาจเกิดการแย่งชิงภายในราชสำนักเหล่าบุตรชายต่างพากันฝ่าฟันกันเพื่อแย่งบัลลังก์
แต่อ๋องผู้นี้ไม่คิดจะแย่งชิงบัลลังก์ทำการอยู่เฉยๆดิเพราะว่าไม่ได้ต้องการที่จะสืบทอดตำแหน่งบัลลังก์นั้นอยู่แล้วแม้ว่าตนนั้นจะเป็นบุตรชาย
สุดท้ายแล้วการแย่งชิงบัลลังก์ได้จบลงพี่น้องที่เป็นบุตรชายทั้งหมดประมาณ6 คนโดนสังหารตายเหลือเพียงแค่สามคน
ผู้ที่นั่งบัลลังก์อยู่ในตอนนี้เลยทำการแต่งตั้งเขาให้มาเป็นอ๋องผู้ปกครองดินแดนแถบนี้และเรียกว่าอ๋องจ้าวเจิน
นั่นคือเรื่องราวคร่าวๆในชีวิตของชายผู้ที่ปรากฏกายอยู่บริเวณด้านหน้าส่วนสตรีที่อยู่บริเวณด้านหลังเดินตามเขาอยู่ก็เป็นพระชายา
พระชายามีช่วงวัยอยู่ประมาณ40 ปีแต่ว่ายังคงสวยสะพรั่งงดงามไม่ได้แตกต่างจากพวกสตรีที่มีอายุวัยยี่สิบปลายไปเลย
นางมีท่าทางที่ดูสงบนิ่งใบหน้าเองก็ดูเปี่ยมล้นไปด้วยความอ่อนโยนโดยทั้งสองมีบุคลิกท่าทางภายนอกที่มองเห็นว่าเป็นคนที่มีความอ่อนโยนและก็เป็นคนที่มีสติปัญญา
ทั้งสองเดินเข้ามาภายในงานผู้คนมากมายต่างพากันคุกเข่าและก็คำนับผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้า
หลี่หยุนนั่งอยู่บริเวณบนต้นไม้ยกมือขึ้นมาลูกปลายคางมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านล่างพลางคิดในใจ“ มองเห็นเช่นนี้ก็เป็นจริงท่านอ๋องและก็พระชายาที่ปกครองดินแดนแห่งนี้เป็นคนที่มีสติปัญญาและเป็นคนที่มีความอ่อนโยน”
“ ยุคสมัยของทั้งสองพวกเขาปกครองเมืองแถบนี้ที่อยู่ใต้การปกครองของเขาได้เป็นอย่างดีผู้คนมากมายไม่ลำบากและก็มีกินมีใช้ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือบุตรชายของทั้ง 2ที่เกิดมาโดยที่มีนิสัยแตกต่างจากผู้เป็นมารดาและบิดายิ่งนัก ”
“ อ๋องน้อยเติบโตขึ้นมาภายในสถานที่ที่มีพร้อมทุกอย่างเพราะแบบนั้นเลยเป็นคนที่เอาแต่ใจอีกอย่างก็โดนผู้คนชักจูงได้ง่ายเลยทำให้นิสัยกลายเป็นเช่นนั้น ”
ท่านอ๋องที่เดินเข้ามาภายในงานเดินไปหยุดตรงบริเวณตำแหน่งที่นั่งของตนเองเป็นตำแหน่งที่นั่งประธานที่ตั้งอยู่ภายในงาน
เมื่อหยุดลงตรงบริเวณนั้นก็ส่งเสียงเก่ากับเหล่าผู้คนที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้า“ ลุกขึ้นมาเถอะ!!! ”
เขากล่าวออกมาเช่นนั้นเหล่าผู้คนที่กำลังคุกเข่าอยู่ค่อยๆลุกขึ้นมาอย่างช้าๆแล้วก็กลับมาอยู่ในสภาพปกติ
ท่านอ๋องที่นั่งประทับอยู่บนตำแหน่งที่นั่งประธานกวาดสายตาไปมองบริเวณรอบๆเหล่าผู้คนในครั้งนี้ก็มาเข้าร่วมมากมายเช่นทุกครั้ง
แต่เมื่อกวาดไปมองบริเวณรอบๆดูดีๆแล้วกลับเห็นว่ามีที่นั่งของสำนักนีงที่ว่างอยู่
โดยที่นั่งของสำนักที่ว่างอยู่คือที่นั่งของสำนักเทพปฐพีมองเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกประหลาดใจ จึงทำการหันไปถามกับผู้ที่อยู่ข้างกาย “เหตุใดครั้งนี้สำนักเทพปฐพีถึงไม่มา? ”
ข้ารับใช้ที่อยู่ข้างกายก้าวเท้าเข้ามาเล็กน้อยยื่นหน้าแล้วกระซิบ“ เกรงว่าตอนนี้สภาพการของสำนักเทพปฐพีคงจะแย่ขอรับ… ”
“ ย่ำแย่อย่างนั้นหรือหมายความว่าอย่างไร? ”
“ จากที่ข้าน้อยได้ฟังมาดูเหมือนว่าตอนนี้สำนักเทพปฐพีเหล่าศิษย์มากมายจะถอนตัวเกรงว่าอีกไม่นานสำนักคงจะล่มสลายแล้ว ”
ได้ยินเช่นนั้นท่านอ๋องที่กำลังนั่งอยู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาด้วยความหนักใจพร้อมกับพึมพำภายในปาก “ไม่น่าเลยทั้งที่เมื่อก่อนสำนักเทพปฐพีเป็นสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดภายในเมืองของเราแท้ๆ”
หลังจากนั้นภายในสถานที่แห่งนี้มันก็ได้เข้าสู่งานพิธีอย่างรวดเร็วงานพิธีล่าสัตว์กำลังจะเริ่มขึ้นท่านอ๋องกำลังจะเข้าไปภายในป่าเพื่อล่าสัตว์เปลี่ยนชุดให้เข้าสู่ชุดทะมัดทะแมงขึ้นขี่อาชาตัวสีขาว
ผู้ที่อยู่บริเวณรอบๆมีขุนนางบู๊ส่วนหนึ่งที่ติดตามไปด้วยพวกคนของสำนักต่างๆหรือขุนนางส่วนต่างๆที่ไม่ได้ติดตามไปก็จะนั่งทานอาหารอยู่ภายในบริเวณนี้เฝ้ารอความสำเร็จในการล่าสัตว์กลับมา
ในตอนที่ท่านอ๋องขึ้นขี่ม้าตัวสีขาวขนาดนั้นเองบริเวณด้านหลังก็มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ควบอาชามุ่งตรงมาด้วยเช่นเดียวกัน
อาชาที่วิ่งมาจากด้านหลังเป็นอาชาสีดำมาอยู่ตรงบริเวณข้างอาชาสีขาวของท่านอ๋อง
ท่านอ๋องที่นั่งอยู่บนหลังอาชาสีขาวหันไปมองเห็นว่าผู้ที่ปรากฏกายมาบริเวณข้างกายนั่นคือบุตรชายของตนเอง
อ๋องน้อยเป็นเด็กหนุ่มช่วงวัยประมาณ15 ปี บุคลิกท่าทางดูเย่อหยิ่งและก็ทะนงตนสวมใส่ชุดล่าสัตว์นั่งอยู่บนหลังม้าสีดำในมือถือธนูบริเวณด้านหลังสะพายซองที่ใส่ลูกธนูเอาไว้
อ๋องน้อยควบอาชามาอยู่บริเวณข้างกายของบิดาแล้วก็พูดขึ้นอย่างรวดเร็ว“ ท่านพ่อขอรับข้าขอเข้าไปภายในป่าด้วย!!! ”
“ เหตุใดวันนี้ถึงมาด้วย ทั่วไปแล้วเจ้าไม่ปรากฏกายมาที่งานเช่นมีสักครั้ง ”ท่านอ๋องเอ่ยถามบุตรชายของตนเองอย่างสงสัย
โดยทั่วไปแล้วถ้ามีงานพิธีเช่นนี้ถูกจัดขึ้นมาอ๋องน้อยไม่ปรากฏกายออกมาแม้แต่เงาเอาแต่เที่ยวเล่นอยู่ภายในเมือง
แต่ในวันนี้อยู่ๆก็ปรากฏกายออกมาแล้วก็แสดงท่าทางเช่นนั้นอีก เพราะแบบนั้นผู้เป็นบิดาเลยประหลาดใจกับการปรากฏกายของบุตรชายของตนยิ่งนัก
“ ท่านพ่อ ข้าเพียงแค่อยากมาลองล่าสัตว์ดูเท่านั้นให้ข้าเข้าไปด้วยนะขอรับ ”
“ ได้!!! ได้ก็แล้วแต่เจ้าแล้วกัน!!! ”
ดูเหมือนว่าพ่อลูกจะตกลงกันได้เรียบร้อยแล้วและกำลังจะเดินทางมุ่งตรงเข้าไปภายในป่า
อาชาสีดำขาว2 ตัวมุ่งตรงเข้าไปภายในป่าโดยที่มีเหล่าขุนนางจำนวนหนึ่งและทหารติดตามเข้าไปด้วย
หลี่หยุนดีนั่งอยู่บริเวณกิ่งไม้ขนาดใหญ่ก็ยังคงนั่งอยู่ในจุดเดิมเขาคิดภายในใจของตนเองหลังจากที่มองเห็นเด็กหนุ่มผู้นั้น “เด็กหนุ่มผู้นั้นคืออ๋องน้อยผู้ไร้ความสามารถของเมืองล่องนภาสินะ ”
เขามุ่งตรงเข้าไปภายในป่าเดินทางเข้าไปบริเวณด้านในนั้นเมื่อมองเห็นว่าอาชาทั้งสองตัวเคลื่อนที่มุ่งตรงเข้าไปภายในป่าเรียบร้อยแล้ว
หลี่หยุนกำลังนั่งอยู่ลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วร่างกายของเขาลุกขึ้นมาอยู่ในท่ายืนทำให้ผู้ที่อยู่บริเวณข้างๆหันมามองด้วยความสงสัย
“ มีอะไรอย่างนั้นหรือหรือว่าจะเดินทางเข้าไปภายในงานแล้ว? ” เจียนเจี๋ยถามออกมาด้วยความสงสัย
หลี่หยุนแสดงรอยยิ้มที่มุมปากหันใบหน้าของตนไปหาผู้ที่อยู่ข้างกายแล้วก็พูดขึ้นอย่างรวดเร็ว“ ไม่ใช่!! ตอนนี้จำเป็นจะต้องมีบางอย่างที่ควรจะทำมากกว่านี้ ”
“ ไปกันเถอะ!!! ”
“ ไปไหนงั้นรึ? " เขาแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยออกมายังข้องอย่างฉงน
“ เอาเถอะเดี๋ยวเดินทางเข้าไปเจ้าก็รู้เองว่าพวกเราจะต้องเดินทางไปไหน ”
จากนั้นเขาทั้งสองก็มุ่งตรงเข้าไปภายในป่าตามขบวนการล่าสัตว์เข้าไปอย่างรวดเร็ว
…
ภายในงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยเหล่าผู้คนที่กำลังเฉลิมฉลองเจ้าสำนักคุ้มภัยที่กำลังนั่งอยู่อยู่ๆมันก็ได้แปรเปลี่ยนใบหน้าของตนออกมา
มุมปากทั้งสองข้างของมันจะยิ้มออกมาราวกับว่าแผนการทุกอย่างเป็นไปตามที่มันคาดคิดไม่ได้เพียงแค่มันเท่านั้นเมื่อหันไปมองเหล่าผู้อาวุโสของสำนักเองก็แสดงใบหน้าเช่นเดียวกัน
ภายในงานเลี้ยงที่ผู้คนนั้นกำลังสนุกสนานไม่มีผู้ใดรู้เลยว่าแผนการร้ายกำลังจะเริ่มขึ้น
ภายในป่าท่านอ๋องและก็อ๋องน้อยผู้เป็นบุตรชายต่างพากันแยกตัวกันออกไปเพื่อที่จะไปตามล่าสัตว์ในส่วนต่างๆ
พิธีรักษาสัตว์ในครั้งนี้เป็นเหมือนกับวิธีการที่ยืนยันความอุดมสมบูรณ์ของเมือง
อ๋องน้อยกำลังขี่อาชาสีดำมุ่งตรงไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วขณะที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ภายในป่าผู้ติดตามของตนเองที่อยู่บริเวณด้านหลังก็ค่อยๆหายไปทีละคน
จนสุดท้ายอาชาสีดำที่กำลังวิ่งอยู่ก็เหลือเพียงแค่ตัวเดียวอ๋องน้อยมาของตนเองลงแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจหันไปมองบริเวณรอบๆอย่างสงสัย
ก่อนที่บริเวณพุ่มไม้ข้างๆจะปรากฏเสียงการเคลื่อนไหวบางอย่างดังขึ้นดวงตาทั้งสองข้างของออกน้อยเบิกกว้างขึ้นอย่างตกตะลึง “ ผู้ใดกัน? ”
….