บทที่ 38
ใต้ผืนฟ้าของแต่ละคน
กลุ่มของกัปตันครูซรีบวิ่งฝ่าสายฝนไปยังท่าเรือ น็อกซ์เดินหมดกำลังใจเข่าทรุดลงพื้นทั้งสองข้าง เมื่อเห็นร่างคู่หูคนสำคัญแหลกเละไร้ชีวิตข้างกายมีดาบสีเงินที่ยังคงส่องเป็นประกายไร้คราบเลือดใดใด
ภาพอดีตถูกตีกลับกระแทกสู่สมองของน็อกซ์อย่างจัง แม้ฝ่ามือของกัปตันครูซที่แตะบ่าเพื่อปลอบประโลมก็ถูกปัดออก ฝนที่ตกลงมาช่วยกลบน้ำตาที่ไหลนองสำนึกผิดต่อการตัดสินใจพลาดผิดเพียงน้อยนิดย่อมมีค่าแลกเปลี่ยนมากน้อยหรือมหาศาลก็แล้วแต่มุมมอง
กับอีกหนึ่งชีวิตของรองหัวหน้าสมาคมการค้าดูอ่อนแรงลมหายใจหอบถี่ ยกแขนขอความเมตตาหวังการให้อภัย ดาบสีเงินแสนธรรมดาที่ไม่เคยเปื้อนเลือดถูกน็อกซ์เก็บขึ้นจากพื้นกระหน่ำฟาดระบายอารมณ์ปักคาบนร่างไว้อยู่อย่างนั้น ดั่งความแค้นได้ถูกชำระด้วยวิธีการอันเหมาะสม สำหรับความตายที่เกิดขึ้นเพียงชั่ววูบไม่ว่าแสนสั้นหรือนิรันดร์เมื่อมันต้องจบก็จบไม่ต่างกัน
ท่ามกลางเม็ดฝนโปรยปรายลิเลียนแทบสิ้นไร้สติเดินกอดร่างไร้ชีวิตที่เหลือเพียงครึ่งเดียว เดินฝ่าห่าฝนที่ตอกย้ำความเจ็บปวดของผู้มีชีวิตอันยาวนาน เธอทำร้ายตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ไม่สามารถจบชีวิตลงได้ ต้องติดอยู่กับความทรมานไร้ที่สิ้นสุด ซากศพของชายหนุ่มในอ้อมแขนอีกไม่นานก็เน่าเปื่อยสูญสลาย เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวของความทรงจำตอนได้ใช้ชีวิตร่วมกันถาโถมซ้ำเติมหลอกหลอนติดตามไปทุกย่างก้าว ขาสองข้างของเธอแทบยืนหยัดไว้ไม่ไหว ขอเพียงแค่ไปให้ไกลจากที่แห่งนี้ ที่ที่ความสุขและความเจ็บปวดเริ่มขึ้นและจบลงพร้อมๆกัน
ภายใต้แสงดาวนับหมื่นล้านอีกฟากฟ้า รินเก็บตัวอยู่ในห้องที่แสงดาวส่องเข้าไม่ถึง กำลังหวาดกลัวในพลังทั้งหลายทั้งปวงนั่งสั่นกลัวอยู่ตรงมุมห้อง อยากลี้หนีหายไปให้ไกลแสนไกลเหมือนดั่งอดีตที่เคยหลบหนีมา ความหวาดระแวงโจมตีจิตใจที่กำลังไขว้เขว ภายในสมองเค้นหาคำตอบที่ไร้ซึ่งคำถาม จิตใจบริสุทธิ์กำลังถูกกัดกินด้วยความบิดเบี้ยวของความจริงบนโลกใบนี้ ความหวาดระแวงในพลังของตนเอง หวาดระแวงต่อผู้คนรอบข้าง ความมืดรอบตัวทำให้สัมผัสเส้นเลือดที่ขดเลื้อยอยู่ในร่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น มันทั้งน่าขนลุกและขยะแขยงไปพร้อมๆกัน
ภายในห้องหนังสือบนชั้นสองของตัวคฤหาสน์หนังสือทุกเล่มถูกจัดวางเป็นระเบียบ ในค่ำคืนเงียบงันแมดดี้หยิบหนังสือเล่มหนึ่งบนชั้นมาวางไว้บนโต๊ะบนหน้าปกถูกเขียนว่า ‘การผจญภัยของเอลิซ่า’ นิ้วนางดันขอบแว่นไร้เลนส์ พยายามหลีกหนีสังคมอยู่กับตัวเอง เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้ไปตามเรื่องราวที่ถูกเขียนไว้ มือข้างนั้นเปิดพลิกหน้าหนังสืออย่างช้าๆใช้เวลาอยู่กับตัวเองปล่อยให้โลกแห่งจินตนาการนำพาไป ปิดกั้นจิตใจที่ถูกซ่อนเร้นเพียงรอซักวันที่มันจะประทุออกมาเมื่อถึงวันเวลาอันเหมาะสม หน้าแล้วหน้าเล่าพลิกกลับไปมาจนถึงหน้าสุดท้ายพร้อมหยดน้ำตาที่ไหลรินจากก้นบึ้งของหัวใจ
วิถีทางของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนเลือกจะปลดปล่อยอดีตให้ไหลผ่าน มีเพียงบาดแผลจำนวนมากบนร่างกายคอยย้ำเตือนเฮเด้นถึงครอบครัวที่จากไปไม่หวนกลับ กับสุราราคาถูกเป็นเพื่อนข้างกาย เพียงแค่หลับซักตื่นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนมันก็จะเลือนหายไปเองคิดมากไปอดีตก็ไม่หวนคืน แหจับปลาที่ถูกนำไปใช้กลับเข้าฝั่งด้วยปลาจำนวนมาก ชาวประมงชูนิ้วโป้งพร้อมส่งรอยยิ้มมาทางเฮเด้น เขาเพียงยิ้มตอบด้วยมิตรไมตรียกขวดสุราขึ้นโต้ตอบ เพียงเท่านี้มันก็ทำให้ชีวิตของเขาดำเนินต่อไป ดั่งความสุขนั้นสร้างได้โดยง่ายถึงแม้จะเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา
บนระเบียงทอดยาวขนานกับผืนฟ้า หัวหน้าเทียมองออกไปไกลเหม่อลอยนึกถึงใครบางคนที่ไม่มีวันหวนกลับตอกย้ำการกระทำในอดีตที่เคยพลาดผิด เหลือแต่ร่างกายนับวันยิ่งโรยราคอยผลักดันความโกรธที่ไม่เคยบอกเล่าให้ใครฟัง สังขารหรือเป้าหมายสิ่งไหนจะถูกชำระล้างก่อนหรือหลังเวลานี้เธอเริ่มไม่แน่ใจ ส่วนอีกคนมองผืนฟ้าบนระเบียงเดียวกัน เข็มกับด้ายที่สอยขึ้นลงของเรอาช่วยบรรเทาจิตใจของตนเองให้สงบ ลมเย็นๆพัดผ่านคนทั้งสองพลางนึกถึงคนสำคัญในแบบของตัวเอง การเฝ้ารออันยาวนานของเรอามันผันเปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย แต่จะเป็นไรไปเมื่อผ้าพันคอผืนเล็กในมือเริ่มสร้างเป้าหมายอื่นๆขึ้นมาในจิตใจ พร้อมความรู้สึกแปลกใหม่ที่ได้เรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กน้อยทั้งสอง
ราวระเบียงขนานเป็นเส้นตรงผ่ากลางจุดมุ่งหมายที่แตกต่างแต่กลับมีบางอย่างคล้ายกันจนน่าประหลาด รอยยิ้มทักทายผิวเผินของกันและกันทำให้ระเบียงนี้ไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่ควรจะเป็น
บนบอดผาที่มีเพียงแสงสว่างจากดวงดาวนับล้านล้อมแสงจันทร์ สองร่างพุ่งเข้าหาแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อร่างเล็กขี้สงสัยมองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
"ไอร่า ดูนั่นสิ! ดาวหกแหละ ดาวหกน่ะ" มือข้างนั้นชี้ไล่ตามไปจนมันหายลับไป
"เค้าเรียกว่าดาวตกต่างหากยัยบื้อ!" ท่อนขาอันแหลมคมพุ่งเข้าหาไร้ความปราณี แม้ไม่ต้องมองการโจมตีจุติมาก็ม้วนตัวหลบได้ในที่สุด
"ไม่จริง! มันหกลงมาจากบนฟ้ามันต้องเป็นดาวหก!" ท่อนขาที่สั้นก็เลียนแบบการโจมตีนั้นสวนกลับไป พลางนึกถึงอาหารมื้อเย็นที่เธอทำหกลงพื้น
"อย่าได้ใจให้มันมากหลบได้แค่นี้อย่าอวดเก่ง!" ปีกสองข้างพุ่งออกมาจากแผ่นหลังทะยานขึ้นเหนือหมู่ดาว พุ่งกลับลงมาตามแสงจันทร์
"ดูซิเจอแบบนี้แกจะหลบยังไง!" หอกแหลมคมพุ่งลงมาอย่างรวดเร็วจนสายตามองตามแทบไม่ทัน เด็กน้อยผมแดงไม่คิดหลบการโจมตีนี้แต่อย่างใด
"เข้ามาเลยไอร่า!" จุติมาใช้ร่างเล็กๆตั้งรับ ผมสีแดงปลิวสยายหลับตาสองข้างไว้แน่น พลังที่เอ่อล้นประทุออกมาจากผลึกกลางหลัง หน้ากากที่มีเขาขนาดเล็กแหลมเพียงข้างเดียวปิดบังดวงตาทั้งสองข้าง มือซ้ายของเธอมีเส้นเลือดถักทอจนเป็นกรงเล็บอันแข็งแกร่ง เด็กน้อยผมแดงยิ้มร่าชูนิ้วกลางอันแหลมคมออกไปข้างหน้า
"แกทำแบบนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่!?" ไอร่าแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็เพิ่มความเร็วชั่ววินาทีสองร่างเข้าประทะกัน จุติมาหมุนตัวหลบเล็กน้อยใช้มือเล็กๆอีกข้างดึงกรงเล็บนิ้วกลางออก ปรากฏเป็นดาบเล่มยาวปลายแหลมตัดกึ่งกลางหอกยาวจนขาดสะบั้น ไอร่ามองแบบไม่เชื่อสายตาว่าเจ้าเด็กอวดดีตรงหน้าพัฒนามาถึงขั้นนี้ได้อย่างไรภายในเวลาอันสั้น
"เป็นไงล่ะ! เป็นไงล่ะ! ท่าเมื่อกี๊ฉันเหมือนจูเลี่ยนเปล่า" จุติมาชี้นิ้วสั้นๆไปทางไอร่าที่เสียหลักพุ่งไปบนพื้น
"หนอย! อย่าได้ใจไป ฉันยอมอ่อนข้อให้ต่างหาก" ไอร่าแสร้งหันหน้าไปอีกทาง ก่อนหรี่ตามองกลับมายังเด็กน้อยผมแดง
"ยินดีด้วย...แกจะได้ไม่ต้องเป็นภาระฉันอีกต่อไป ว่าแต่แกควบคุมมันได้ตั้งแต่เมื่อไหร่"
"ก็เมื่อกี๊ยังไงล่ะ!" จุติมาตอบแบบไม่คิดอะไร
"อย่ามาเพ้อเจ้อ! แกคงซุ่มฝึกหนักกับเรอามาสินะ"
"ใช่ที่ไหนล่ะ! 'เอริค' ต่างหาก เอริคน่ะเธอเป็นคนสอนฉันเอง" จุติมาคิดทบทวนว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ เธอยังแสบที่กลางหลังอยู่เลย
"เพื่อนในจินตนาการน่ะสิ ยัยบ๊อง!" ไอร่าเริ่มไม่สนใจทิ้งตัวลงนอนบนผืนหญ้า โดยไม่สนใจเด็กน้อยที่เหมือนเพิ่งค้นพบตัวเองวันนี้ สำหรับเธอมันเพียงพอแล้วขาและแขนของเธอเริ่มชาไร้ความรู้สึก
"นี่ นี่ ฉันพูดจริงนะ!" จุติมากางแขนสองข้างหมายแก้ต่างให้ตัวเอง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่คู่กัดของเธอเอียงคอหลับไปแบบไม่รู้ตัว เนื่องจากวันนี้ทั้งวันไอร่าแทบไม่ได้พักผ่อนเลยเธอแอบขึ้นมาบนนี้แทบทุกวัน มีเพียงการฝึกฝนที่ช่วยเยียวยาเด็กสาวผมทองได้เป็นอย่างดี ปีกที่งอกออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าลูกเตะแบบเดิมเตะซ้ำไปมา เธอหวังแค่ว่าถ้าจูเลี่ยนกลับมา อย่างน้อยคำชมอันน้อยนิดมันก็ช่วยเติมเต็มหัวใจให้พองโตได้
เด็กน้อยผมแดงเห็นดังนั้นจึงค่อยๆคลานขึ้นไปบนตัวไอร่าถูไถใบหน้าหาจุดที่นุ่มที่สุดหมายจะหลับบ้าง เมื่อหาพิกัดเจอเธอเริ่มตะแคงหัวไปด้านข้างหลับตาลง
พร้อมกันนั้นแขนทั้งสองข้างของไอร่ายกขึ้นมาโอบกอดร่างเล็กๆร่างนี้ไว้ด้วยความเคยชิน
"ยังไม่หลับเหรอ..." จุติมากระถามซิบเสียงเบา
"ตื่นมาแล้วน้ำลายยืดใส่เสื้อฉัน...แกเจอดีแน่..." เสียงไอร่างัวเงียกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น หมายไม่ให้ร่างนั้นกลิ้งตกไปไหน
"เมื่อกี๊ไอร่าเจ็บรึเปล่า..." จุติมารู้สึกไม่สบายใจลึกๆภาพคมดาบที่เฉือนฟันยังติดอยู่ในหัว แต่คราวนี้ไม่มีเสียงตอบกลับใดใด ความง่วงกับสายลมเย็นๆพัดผ่านสองร่างให้หลับลงท่ามกลางความวุ่นวายของจิตใจทั้งหลายบนโลกใบนี้