เมื่อลู่โม่อธิบายเช่นนี้พวกเหวินซิ่วชิงก็เข้าใจ และอดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งให้เด็กหนุ่ม
“อายุยังน้อยทว่ากลับมีความรู้รอบตัวถึงเพียงนี้สมกับเป็นอัจฉริยะอายุน้อยเสียจริงๆ” หลินเฉิงจางกล่าวชมเชย
ลู่โม่หน้าแดงก่ำ ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างเขินอาย“ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ข้าเรียนรู้มาจากการติดตามพี่ชายออกรบขอรับ”
เมื่อกล่าวถึงเรื่องออกรบทุกคนก็เงียบลง ต่างก็ตกอยู่ในห้วงภวังค์
เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบกว่าปีหากอยู่ในครอบครัวธรรมดาคงถูกบิดามารดาเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมจนกระทั่งเติบใหญ่ หากอมไว้ก็กลัวจะละลายในปากหากประคองไว้ก็กลัวจะร่วงหล่นจากมือ
แต่ตอนที่หยวนซิวกับลู่โม่อายุเพียงสิบกว่าปีพวกเขาก็เป็นทหารมานานหลายปีแล้ว
ชีวิตในสนามรบไม่ได้สุขสบายไปกว่าการถูกเนรเทศเท่าใดนัก
การขาดแคลนอาหาร เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรคล้วนเป็นเรื่องปกติ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการต้องเสี่ยงตายทุกเมื่อ ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาถึงมีใบหน้าอ่อนเยาว์แต่กลับมีแววตาที่มุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว
ชั่วขณะนั้นเองทั้งครอบครัวต่างรู้สึกสงสารสองคนนี้ขึ้นมา
หลินเสวี่ยจู๋เห็นบรรยากาศดูน่าหดหู่ในใจก็รู้สึกหดหู่ไปด้วย นางไม่ชอบบรรยากาศเช่นนี้จึงเอ่ยปากขึ้น “หลายวันมานี้พวกเราไม่เดินทางก็ทำงานน่าเบื่อจริงๆ ผู้ใดเล่านิทานเป็นบ้างเจ้าคะ? เล่าให้ฟังสักเรื่องเถิดเจ้าค่ะ”
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ทว่าไม่มีผู้ใดเสนอตัวเงียบไปครู่หนึ่ง หลินเฉิงเหยาจึงเอ่ยขึ้น “หลานสาว ในอดีตตอนที่ข้าพเนจรอยู่ข้างนอกเคยฟังนักเล่าเรื่องเล่านิทานอยู่เรื่องหนึ่ง ข้าจะเล่าให้พวกเจ้าฟังเอง”
หลินเสวี่ยจู๋เบิกบานใจยิ่งนักรีบบอกว่าตนเองขอไปหาของกินในรถม้าก่อน เมื่อมุดเข้าไปข้างในรถม้าก็ลอบหยิบถั่วลิสงเมล็ดแตงโม และพุทราจีนออกมาจากมิติ เตรียมพร้อมสำหรับการฟังนิทาน
ทั้งครอบครัวหยิบของเหล่านั้นมากินคนละกำมือใหญ่พลางนั่งล้อมรอบกองไฟและเงี่ยหูฟังนิทาน
หนึ่งก้านธูปถัดมาหลินเสวี่ยจู๋ก็หาวหวอดส่วนคนอื่นๆ ก็หาวตามกัน
พอหาวเสร็จก็เริ่มน้ำตาไหลพอน้ำตาไหลเสร็จก็เริ่มง่วง
เจี่ยงฉีซวงดึงแขนหลินเฉิงเหยาส่งสัญญาณว่าอย่าท้าทายความอดทนของทุกคนอีกเลย
อันที่จริงนี่เป็นนิทานที่สนุกสนานชัดๆทว่าเมื่อออกมาจากปากเขาก็กลายเป็นนิทานที่ไร้รสชาติราวกับบะหมี่ต้มน้ำเปล่าก็ไม่ปาน
หลินเฉิงเหยาเกาศีรษะอย่างเขินอายเขามองทุกคนอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจว่าตนเองควรเป็นปรมาจารย์ด้านการปรุงยาดังเดิม
“คุณหนูเสวี่ยจู๋ให้ข้าเล่าเถิดขอรับ”
ในเวลานี้เองเหยียนต้าผู้มีนิสัยแข็งกระด้างก็อาสาออกมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ได้ทันเวลา
หลินเสวี่ยจู๋จ้องมองเขาอย่างเหนือความคาดหมายตั้งแต่ออกเดินทางมา นางมองว่าเหยียนต้าถนัดใช้แรงงาน แต่ไม่ค่อยถนัดใช้สมองสักเท่าไรไม่คาดคิดว่าเขาจะอาสาเล่านิทาน
“ได้สิเจ้าคะเชิญเริ่มเล่าได้เลย” หลินเสวี่ยจู๋รวบรวมสติอีกคราแล้วนั่งตัวตรง
เหยียนต้ากระแอมก่อนจะเริ่มเล่า
เพียงไม่กี่ประโยคก็ทำให้หลินเสวี่ยจู๋ตกตะลึง
นี่คือเหยียนต้าที่เงียบขรึมและแข็งกระด้างผู้นั้นจริงๆน่ะหรือ?
เหตุใดเขาถึงเล่าได้อย่างน่าประทับใจอีกทั้งนิทานของเขายังฟังดูสมเหตุสมผลและสนุกสนานถึงเพียงนี้? ทำให้ผู้ฟังรู้สึกอินไปกับเรื่องราวในทันที
ไม่ใช่แค่นางเท่านั้น ทุกคนต่างก็ตั้งใจฟังจนลืมแม้กระทั่งกินเมล็ดแตงโมในมือ
ฟังไปได้สักพักพวกเขาก็ค้นพบว่าเหยียนต้ากำลังเล่าเรื่องผี
กู้เจินเหนียงกับหลินเสวี่ยอีรู้สึกกลัวเล็กน้อยแต่ก็ยังอยากฟังต่อ ทั้งสองคนจับแขนเสื้อของกันและกัน บางครั้งก็กอดกันเองเมื่อรู้สึกกลัว
เมื่อเล่าถึงตอนที่น่ากลัวแม้แต่พวกหลินเฉิงจางก็ยังทนไม่ไหวเล็กน้อย มีเพียงหยวนซิว หลินเสวี่ยจู๋ และชุ่ยเอ๋อร์เท่านั้นที่ยังมีสีหน้าสงบนิ่ง
ตอนจบของนิทานนี้เป็นแบบปลายเปิดทำให้ทุกคนจินตนาการต่อได้อีกมาก แต่เมื่อเป็นเรื่องผี เกรงว่ายิ่งจินตนาการก็ยิ่งน่ากลัว
เมื่อหลินเสวี่ยอีกับกู้เจินเหนียงได้ยินเสียงลมพัดพวกนางก็หันกลับไปมองด้วยความหวาดผวา
เหยียนต้าพึงพอใจกับปฏิกิริยาของทุกคนยิ่งนักดวงตาของเขาเผยแววอ่อนโยน
กู้เจินเหนียงดึงชายเสื้อของชุ่ยเอ๋อร์แล้วถามด้วยความสงสัย“เจ้าไม่กลัวหรือ?”
ชุ่ยเอ๋อร์มองเหยียนต้าอย่างไร้คำพูดก่อนจะตอบ“หากเจ้ามีบิดาที่เล่าเรื่องผีกล่อมเจ้าเข้านอนอยู่ข้างหมอนตั้งแต่เล็ก เจ้าย่อมไม่กลัว”
นางไม่มีทางเลือก นางฟังบ่อยจนชินแล้ว
ไม่รอให้กู้เจินเหนียงอุทานออกมาเสียงของแม่นมหม่าก็ดังขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์เสียก่อน
“เหยียนต้าตอนที่ข้าไม่อยู่บ้าน เจ้าเล่าเรื่องผีกล่อมชุ่ยเอ๋อร์เข้านอนเช่นนี้หรือ? มิน่าเล่าลูกถึงสะดุ้งเวลานอนหลับอยู่บ่อยครั้งล้วนเป็นเพราะเจ้าทำให้ตกใจทั้งนั้น!”
เหยียนต้ายิ้มแห้งไม่กล้าปริปากใดๆ
เขาทำให้ลูกตกใจไปแล้ว อีกทั้งลูกก็โตจนป่านนี้แล้วต่อให้ภรรยาขุดคุ้ยเรื่องราวในอดีตขึ้นมาแล้วจะแก้ไขอะไรได้?
หลินเสวี่ยอีเหลือบมองหลินเสวี่ยจู๋แล้วถาม“พี่หญิง เหตุใดท่านถึงไม่กลัวเล่าเจ้าคะ?”
หลินเสวี่ยจู๋ตอบด้วยท่าทางเฉยเมย“ไม่ทำชั่วย่อมไม่ต้องกลัวผี หากเจ้าไม่ไปยุ่งกับพวกภูตผีปีศาจ พวกเขาก็จะไม่มายุ่งกับเจ้าข้าคิดว่ามนุษย์นั้นน่ากลัวยิ่งกว่าภูตผีปีศาจเสียอีก”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ทุกคนต่างก็เห็นด้วยความหวาดกลัวในใจจึงลดลงไม่น้อย
หลินเสวี่ยจู๋ไม่ได้บอกว่าชีวิตก่อนนางดูหนังผีมาไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องหากชุ่ยเอ๋อร์บอกว่าตนเองฟังเรื่องผีจนชินชาแล้ว เช่นนั้นนางก็ชินชายิ่งกว่าชุ่ยเอ๋อร์เสียอีก
เมื่อเทียบกับฝีมือในการแต่งเรื่องของคนยุคปัจจุบันแล้วเรื่องเล่าของคนยุคโบราณนับว่าธรรมดามาก ที่นางฟังด้วยความเพลิดเพลินก็เพราะเหยียนต้าเล่าได้น่าติดตามมากจริงๆ
นางเพิ่งเข้าใจคำพูดของบางคนที่กล่าวว่านักเขียนที่ดีสามารถเขียนเรื่องราวที่น่าเบื่อให้น่าติดตามได้ในขณะที่นักเขียนที่แย่สามารถเขียนเรื่องราวที่น่าสนใจให้น่าเบื่อได้
นางบิดขี้เกียจอย่างพึงพอใจก่อนจะพูดกับเหยียนต้า“พรุ่งนี้ค่อยเล่าต่อนะเจ้าคะ วันนี้ทุกคนเข้านอนกันแต่หัวค่ำเถิด”
“คุณหนูเสวี่ยจู๋พวกเราทำเสื้อผ้าให้ท่านเสร็จแล้ว รีบไปลองในรถม้าเร็วเจ้าค่ะ” แม่นมหม่ากล่าว
หลินเสวี่ยจู๋เดินตามนางเข้าไปในรถม้าเมื่อเข้าไปก็เห็นชุดสีเทาอมน้ำเงินชุดหนึ่ง เป็นเสื้อตัวสั้นกับกางเกงขายาวปกเสื้อและสายรัดเอวเป็นสีเทา
นางชอบโทนสีนี้เป็นอย่างยิ่งอีกทั้งแม่นมหม่าก็ทำตามรูปแบบที่นางแนะนำ
ระหว่างเส้นทางการเนรเทศเสื้อผ้าแบบนี้ใส่แล้วเคลื่อนไหวสะดวกกว่าเสื้อและกระโปรงยาว
“เหตุใดถึงทำให้ข้าก่อนเล่าเจ้าคะ?” หลินเสวี่ยจู๋ถามอย่างไม่เข้าใจ
แม่นมหม่าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“ฮูหยินใหญ่กำชับไว้ บอกว่าเมื่อก่อนคุณหนูเสวี่ยจู๋ชอบเสื้อผ้าที่ดูงดงามเป็นที่สุดตอนนี้ไม่มีผ้าดีๆ ก็ได้แต่ใช้ผ้าหยาบๆ เช่นนี้ บ่าวตัดเย็บอย่างพิถีพิถันที่สุดแล้วมอบให้คุณหนูเสวี่ยจู๋เป็นคนแรกเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นท่าทางอ่อนโยนของแม่นมหม่าแล้วหลินเสวี่ยจู๋ก็รู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก
เมื่อตอนกลางวันนางเหงื่อออกทั้งตัวรู้สึกเหนียวเหนอะหนะ แม้แต่นางยังรังเกียจตนเอง ไม่คาดคิดว่าตอนกลางคืนจะได้สวมเสื้อผ้าชุดใหม่นับว่าทันเวลาพอดี
“แม่นมหม่าข้าอยากอาบน้ำอุ่นเจ้าค่ะ” กล่าวจบนางก็เปิดพื้นกระดานหยิบอ่างไม้ที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ออกมา
“บ่าวจะไปเตรียมให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”แม่นมหม่าระบายยิ้มแล้วรับอ่างไม้ไป
ที่บอกว่าอาบน้ำอุ่นก็เป็นเพียงใช้ผ้าหยาบๆชุบน้ำอุ่นแล้วเอามาเช็ดตัวเท่านั้น แม้ว่าจะทำได้เท่านี้แต่หลินเสวี่ยจู๋ก็พอใจมากแล้ว
เมื่อมีน้ำอุ่นให้ใช้ เมื่อมีเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ใส่นางก็รู้สึกสะอาดสะอ้านขึ้นมาก
จากนั้นแม่นมหม่าก็นำเสื้อผ้าชุดเก่าของนางไปซัก
หลินเสวี่ยจู๋ออกมาจากรถม้านางปูเสื่อเตรียมจะนอนข้างกองไฟ
ทันใดนั้นนางก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีเรื่องที่ยังไม่ได้ทำจึงลุกขึ้นอีกครั้งก่อนจะถือถุงใส่น้ำวิ่งไปที่ริมลำธาร
นางเติมน้ำพุจิตวิญญาณลงในถุงใส่น้ำของทุกคนจนเต็มเช่นเคยมีเพียงถุงของหยวนซิวเท่านั้นที่เติมน้ำจากลำธารจริงๆ
.............................