สายลับจับอ๋องใหญ่ (จบแล้วมีEbook)

    บทที่ 55 เรื่องนี้ข้าเอาด้วย

                “อืม...เจ้าคุยเรื่องรายได้กับพวกเขาแล้วหรือ?”

              “คุยแล้ว...รายได้พวกเขาดีนักเจ้าสำนักของพวกเราซื้อที่นาไว้หลายสิบหมู่ที่นอกเมืองหากเราจัดตั้งสำนักได้สำเร็จต่อไปเจ้าสำนักจะใช้ที่ดินเหล่านั้นทำสนามฝึกซ้อมสายลับ”

                จู้หย่งปังพึ่งเพียงเบี้ยหวัดจากเงินกงสีครอบครัวส่วนซ่งเหรินจีก็มีเบี้ยหวัดจากการทำงานในภัตตาคารที่พออยู่ได้สบายไม่เดือดร้อนแต่ทั้งสองก็อยากจะมีรายได้มากขึ้นซ่งเหรินจีเห็นพี่ชายมีบ้านเป็นของตนเองก็นึกอยากจะมีบ้านบ้างเพราะบิดาของเขาเข้มงวดเกินไปหากสามารถซื้อบ้านเป็นของตนเองได้ย่อมจะใช้ชีวิตได้อย่างอิสระส่วนจู้หย่งปังก็ไม่อยากรับช่วงกิจการโรงน้ำชาของบิดา เขาคิดอยากให้น้องชายคนเล็กซึ่งเป็นบุตรของแม่เล็กซึ่งเป็นอนุภรรยาของบิดามารับช่วงไปดูแลแต่น้องชายของเขาก็ยังเด็กเกินไปหากหาเงินได้มากเขาก็คงไม่ต้องคอยห่วงว่าตนเองจะต้องหวังพึ่งพาแต่เงินรายได้ของครอบครัว บิดาของเขามีอนุภรรยาถึงสามคนแม้จะเงินทองนั้นเขาจะมีใช้มิได้ขาดมือแต่จะทำสิ่งใดก็ต้องดูสีหน้าบิดาเสียก่อน

                จู้หย่งปังกับซ่งเหรินจีนอกจากต้องเรียนตำรับตำราประวัติศาสตร์ภาษาศาสตร์ โคลง กาพย์สำคัญแล้ว พวกเขายังได้เรียนวิทยายุทธ์มาบ้างนั่นเป็นเพราะซ่งจิงเทียนเห็นว่าหากให้น้องชายเป็นบัณฑิตที่ไร้เรี่ยวแรงในยามคับขันก็อาจจะช่วยเหลือตนเองมิได้จึงเสาะหาอาจารย์ฝึกยุทธ์มาสอนให้ซ่งเหรินจีครั้นจู้หย่งปังเห็นเขาจึงขอเรียนด้วยพวกเขาสองคนจึงเก่งกาจเรื่องต่อยตีไม่แพ้ผู้ใดชนิดที่จะเป็นมือปราบก็ไม่น่าจะยากแต่เพราะครอบครัวทั้งสองต้องการให้พวกเขาเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นเท่านั้นจึงมิได้ส่งเสริมซ้ำร้ายยังห้ามปราบอย่างเด็ดขาดอีกด้วย

                ซ่งเหรินจีนจึงตกลงใจจะเข้าร่วมสำนักเปี่ยนฝูโดยไม่ลังเล

                “ในเมื่อเจ้าเป็นสมาชิกผู้หนึ่งแล้วจดจำให้ขึ้นใจว่าข้าคือเจ้าสำนัก ส่วนเจ้าเป็นผู้คุมกฎ”เพื่อมิให้ซ่งเหรินจีน้อยใจ จู้หย่งปังจึงแบ่งตำแหน่งให้ตนเองเป็นผู้คุมกฎฝ่ายขวาส่วนซ่งเหรินจีเป็นผู้คุมกฎฝ่ายซ้ายเมื่อพอใจกันทั้งสองฝ่าย ค่ำคืนนั้น           จู้หย่งปังก็ไปยังเรือนของซ่งเหรินจีเพื่อเริ่มงานเขียนข่าวในทันที

                จู้หย่งปังให้ซ่งเหรินจีเขียนรายชื่อคุณชายทั้งหลายที่เคยร่ำเรียนด้วยกันตามบ้านขุนนางใหญ่หลายแห่งออกมา

                “เจ้าหาพวกที่พวกเราพอจะพูดคุยด้วยง่ายๆหน่อยนะ เราต้องคัดเลือกคนกลุ่มหนึ่งไว้เป็นพวกคัดข่าวช่วยเราส่วนอีกกลุ่มก็เป็นนักสืบฝึกหัด”

                ครั้นได้รายชื่อคนทั้งสองกลุ่มในจำนวนที่น่าพอใจแล้วจู้หย่งปังก็เริ่มเขียนข่าวฉบับแรกออกมา เขาใช้ปลายพู่กันเคาะศีรษะถี่ๆเพื่อคัดกรองเอาข่าวซุบซิบที่ตนได้ยินได้ฟังมาตลอดทั้งเดือนนี้...ข่าวใดน่าเชื่อถือที่สุดและผู้คนสนใจมากที่สุด?

                “สำนักข่าวเปี่ยนฝูเราต้องออกข่าวที่ถูกตรวจสอบแล้วว่าเป็นเรื่องจริง”

                “โรงน้ำชาเจ้ามีแต่เรื่องซุบซิบนินทามิใช่หรือ?ตัวเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเรื่องใดคือเรื่องจริง?”

                “หากเจ้าได้ฟังเรื่องนินทาเรื่องเดิมทุกวันแต่ฟังจากคนนับสิบนับร้อยคนเจ้าจะพบว่ามันถูกบิดเบือนไปมิใช่น้อย...นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า ‘ข่าวลือ’ แต่หลายเรื่องที่ข้าพอจะรู้จักคนที่ถูกนินทาอยู่บ้างจึงรู้ได้ว่าเรื่องใดเป็นจริงและเรื่องใดเป็นเท็จ?”

                “อือ...ลืมไปเสียสนิทว่าเจ้าเป็นผู้กว้างขวาง”

                จะว่าไปจู้หย่งปังที่คลุกคลีอยู่ในโรงน้ำชามวลมิตรมาแต่เยาว์วัยย่อมรู้จักคนมากมายทั้งเหล่าจอมยุทธ์ ขุนนางชั้นต้นที่หลายปีผ่านไปกลายเป็นขุนนางใหญ่ พ่อค้าตลอดจนชาวบ้านร้านตลาด เป็นเพราะโรงน้ำชาคือสถานที่พบปะที่ใช้เงินน้อยราคาอาหารที่นี่ไม่สูงนักทำให้เป็นที่นิยมของคนทั่วไป

                “ในเมื่อข้ารู้จักคนมากมายข้าก็ควรใช้ความได้เปรียบข้อนี้ให้เกิดประโยชน์”

              “เพราะเป็นเช่นนี้ข้าจึงยอมให้เจ้าเป็นลูกพี่”ซ่งเหรินจียิ้มประจบสหายไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่เขาจะมีจู้หย่งปังคอยอยู่เบื้องหลังเสมอ

                “อย่าพูดมากเลยรีบเขียนข่าวกันดีกว่าพรุ่งนี้เราจะเปิดตัวสำนักข่าวเปี่ยนฝู อย่างเป็นทางการ”

                คำว่าเปิดสำนักที่จู้หย่งปังหมายถึงคือการนำเอาป้ายที่เขาสองคนช่วยกันเขียนบนแผ่นป้ายไปติดที่มุมหนึ่งของทางเข้าโรงน้ำชามวลมิตรจู้หย่งปังห้องเล็กๆ ขึ้นเพิ่มด้านในมุมหนึ่งของร้านเพื่อเป็นสำนักงานของตนบิดาของเขาได้ยินว่าเขาจะทำกิจการสำนักการข่าวก็คร้านจะคัดค้านในเมื่อเขารับอาสาว่าจะไปเฝ้าที่ร้านน้ำชาทุกวันอย่างน้อยก็ยังพอจะได้เรียกใช้งานลูกชายได้บ้าง ดีกว่าปล่อยให้ไปหัวหกก้นขวิดนอกบ้านเหมือนแต่ก่อน

                “ท่านพ่อของข้าเห็นดีเห็นงามด้วยแล้วเช่นนี้สำนักของพวกเรานับว่าได้เปิดขึ้นแล้ว”

                จู้หย่งปังให้คนไปส่งข่าวที่คฤหาสน์ตระกูลเหลียงถึงคุณชายน้อยว่าเขาจะดำเนินการเปิดสำนักการข่าวอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ตุลาการเหลียงที่ได้ยินพ่อบ้านเล่าให้ฟังก็รู้สึกแปลกใจ

                “คุณชายจู้คิดได้ดียิ่งหากมีสำนักการข่าวให้ความช่วยเหลืองานของกรมตุลาการก็คงดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นทว่าสำนักกองปราบไม่รู้จะคิดอ่านเช่นใด?”

                มิเพียงไป๋ฉิงเหวินกับเหลียงเจินซินที่ตื่นเต้นรีบไปยืนรอดูพิธีเปิดป้ายสำนักข่าวเปี่ยนฝูที่หน้าโรงน้ำชามวลมิตรแต่บรรดาลูกค้าทั้งหลายก็แห่แหนไปให้กำลังใจ พร้อมรับแจกจดหมายข่าวฉบับแรกกันอย่างครึกครื้น

                “ดูสิ...มีข่าวเรื่องสำนักศึกษาแห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดด้วย”เหล่าบัณฑิตสอบตก      ซิ่วไฉชี้ชวนกันดูข่าวหน้าแรกอย่างตื่นเต้นทว่าจดหมายข่าวฉบับแรกนี้มีเพียงสองหน้า

                “เจ้าไม่รู้อันใดข้าเป็นหนึ่งในคนคัดข่าวพวกนี้เองล่ะ” คนถูกสะกิดเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ“เมื่อคืนแทบจะไม่ได้นอนล่ะความจริงเจ้าสำนักบอกให้ข้าคัดเพียงยี่สิบฉบับแต่ข้ารู้สึกตื่นเต้นจึงคัดไปถึงสามสิบฉบับไม่รู้ตัว”

                ปัง! ปัง!เสียงประทัดดังขึ้นซ้อนๆกันนับร้อยนัดหน้าโรงน้ำชากับเสียงเฮฮาอืออึงของคนหนุ่มทั้งหลายสร้างความครึกครื้นคล้ายกับมีงานรื่นเริงประจำปี

              “วันนี้ทุกโต๊ะจะมีขนมแจกหนึ่งจานเพื่อเป็นการฉลองการเปิดสำนักการข่าวของข้าขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมการเปิดในครั้งนี้”

                จะว่าไปลูกค้าเหล่านั้นมิได้คิดจะมาร่วมงานเปิดสำนักเสียหน่อยพวกเขาเพียงมากินดื่มกันตามปกติ ทว่าจู้หย่งปังกลับป่าวประกาศให้ทุกคนในร้านออกมารวมตัวที่หน้าร้านหากโต๊ะใดออกไปยืนร่วมดูการเปิดป้ายเขาจะแถมขนมที่แพงที่สุดในร้านให้โต๊ะละหนึ่งจานแค่นั้นก็ทำให้ทุกคนพร้อมใจกันออกมายืนออกันแล้ว

            เมื่อได้ฟังจู้หย่งปังประกาศแนวทางของสำนักการข่าวเปี่ยนฝูกลุ่มบัณฑิตที่ได้ฟังล้วนตื่นตาตื่นใจ

            “หากผู้ใดมีเรื่องเล่าดีๆที่ตรวจสอบความถูกต้องมาแล้ว ข้าจะคัดเลือกไปลงในจดหมายข่าวฉบับที่สองและต่อไปข่าวเหล่านี้อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ทำเงินให้พวกเจ้าได้ด้วยมีผู้ใดสนใจหรือไม่?”

            บัณฑิตทั้งหลายต่างสนใจที่จะเข้าร่วมกับสำนักข่าวเปี่ยนฝูพวกเขายกมือแย่งกันขึ้นพูดบนเวทีจนซ่งเหรินจีต้องจัดลำดับให้

            “เดี๋ยวพวกเจ้าลงลำดับไว้ดีกว่าขึ้นพูดทีละคนข้าจะให้ผู้ช่วยของข้าจดเอาไว้ว่าผู้ใดพูดได้ดีต่อไปจะคัดเลือกหนึ่งในพวกเจ้ามาทำงานกับสำนักข่าวของเรา”

            พวกเขาผลัดกันขึ้นเวทีเล็กๆในโรงน้ำชาที่มักจะมีนักเล่านิทานเปลี่ยนหน้ามาเล่าอยู่เสมอแต่ละคนล้วนนำเสนอเรื่องราวซุบซิบนินทาที่ตนสืบรู้เรื่องราวมาแล้วว่าเป็นความจริงเพราะหวังว่าข่าวของตนจะได้ปรากฏอยู่บนจดหมายข่าวของสำนักเปี่ยนฝูที่คาดว่าจะกลายเป็นสำนักข่าวอันดับหนึ่งของแคว้นในไม่ช้า!

            การก่อเกิดสำนักการข่าวครั้งแรกของแคว้นได้กลายเป็นเรื่องเล่าลือยิ่งกว่า    ไฟลามทุ่งจดหมายข่าวฉบับแรกถูกแจกไปเพียงแค่สองร้อยฉบับ ทว่ากลับถูกคัดลอกส่งต่อๆไปในหมู่บัณฑิตผู้รู้จักมักคุ้นกันต้นฉบับที่มีตราประทับรูปค้างคาวพร้อมตัวอักษรสำนักเปี่ยนฝูกลายเป็นสิ่งที่มีผู้อยากได้ไว้ในครอบครอง

            เหลียงเจินซินกับไป๋ฉิงเหวินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แม้ทั้งสองจะไม่อาจเปิดเผยว่าตนเองเป็นเจ้าสำนักที่แท้จริง...แต่นับจากนี้ไปงานของพวกเขาจะกลายเป็นงานใหญ่ที่สร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดแก่คนทั้งเมือง

     

    *************

     

     

             

    คล้ายกับเรื่องสายลับจับอ๋องใหญ่ (จบแล้วมีEbook) ที่คุณอ่าน