6
ยอมรับความผิด
หวังกุ้ยฮวาเพิ่งตื่นตอนที่บ่าวของเรือนใหญ่แจ้งว่าบิดา้าพบ ชิงชิงที่กำลังจะยกน้ำล้างเท้าไปทิ้งหันมามองคุณหนูของตนอย่างเป็ห่วง
“คุณหนู... ที่งานเลี้ยงมีอะไรเกิดขึ้นหรือเ้าคะ”
“ไม่มีอะไร เ้ารีบไปเทน้ำ ประเดี๋ยวมาช่วยข้าเกล้ามวย”
“เ้าค่ะ” สาวใช้ตอบรับเงียบๆ แต่ก็ทำตามคำสั่ง หวังกุ้ยฮวาใช้เวลาระหว่างคอยคิดว่าบิดาจะดุว่าด้วยเหตุผลใดแล้วก็ยิ้ม นางเคยเป็บุตรสาวที่อยู่ในกรอบมาตลอด อยู่บ้านเชื่อฟังบิดา ออกเรือนเชื่อฟังสามี เชื่อเสียจนครอบครัวสิ้นสกุล
นางนึกไม่ออกจริงๆ ว่ายามบิดาดุว่าเป็เช่นไร
หลังจากแต่งตัวเรียบร้อยหวังกุ้ยฮวาก็เดินนำชิงชิงออกจากเรือนรอง มารดาไม่อยู่แล้ว ท่าทางจะถูกเรียกไปเหมือนกัน
บิดาสั่งสอนบุตรชาย บุตรสาวเป็ความรับผิดชอบของมารดา หากหวังกุ้ยฮวาทำอะไรผิดคงไม่พ้นเผิงอิงหลานที่ต้องออกรับหน้าแทน
“ท่านพ่อเรียกหาข้าหรือเ้าคะ”
เมื่อมาถึงเรือนใหญ่คนที่คาดเดาไว้ต่างก็พร้อมหน้า ตั่งประธานเป็ของเสนาบดีหวังหยวน ถัดมาคือฮูหยินเอกเผิงอิงหลาน เลยมาอีกหน่อยคือฮูหยินรองจีซือเจียงแล้วจึงเป็พี่สาวคนโตของนางหวังกุ้ยผิง
อนุหลิวไม่อยู่ดังคาด... สตรีผู้นั้นจะว่าไปก็ผลุบๆ โผล่ๆ ประหนึ่งิญญา
“ทำอะไรอยู่ เ้าคงไม่ได้เพิ่งตื่นกระมัง”
“ข้าเพิ่งตื่นได้ไม่นานจริงๆ เ้าค่ะ ยาบำรุงของท่านหมอทำให้เพลียอยู่มาก” หวังกุ้ยฮวาไม่ปฏิเสธ นางหลุบตาต่ำ อาภรณ์สีชมพูอ่อนที่เลือกมาสวมในวันนี้ยิ่งทำให้หญิงสาวดูบอบบางขึ้นอีกหลายส่วน
“อาการาเ็ของเ้าเป็อย่างไรบ้าง” หวังหยวนมองบุตรสาว มือเล็กที่กุมอยู่ตรงหน้าท้องดูอ่อนนุ่มน่าสงสาร จีซือเจียงมุ่นคิ้ว นึกอยากระงับการสนทนาเอื่อยเฉื่อยของพ่อลูกแต่รู้ดีว่าฐานะตนไม่สามารถ
“เวลากำมือยังเจ็บอยู่เ้าค่ะ แต่ดีขึ้นกว่าเดิมมากแล้ว” หวังกุ้ยฮวาแบมือให้บิดาเห็นร่อยรอยของสมุนไพรป้ายชัดเจน นางเพิ่งให้ชิงชิงทาให้ก่อนมา บางจุดยังเป็ก้อนเพราะเกลี่ยไม่ดี
“ก็ดี แล้วรู้หรือไม่ว่าพ่อเรียกเ้ามาเพราะอะไร”
“เื่ที่เมื่อคืนข้าไม่ได้รอแม่รองกับพี่รองใช่หรือไม่เ้าคะ” หวังกุ้ยฮวาไม่บ่ายเบี่ยง แค่สบตาบิดานางก็รู้แล้วว่าท่านพ่อทราบว่านางตั้งใจ นางเองก็ไม่ได้ตั้งใจปิดบังเพราะมีเป้าหมายเช่นนี้ั้แ่ต้น
“รู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังทำอย่างนั้นหรือ”
“ขออภัยด้วยเ้าค่ะ ข้าไม่ทันคิด ตอนนั้นฉุกละหุกนัก ข้าเกรงว่าอยู่ในงานต่อแล้วจะยิ่งทำให้ท่านพ่อขายหน้าเลยเร่งออกมาก่อนเ้าค่ะ”
สีหน้าของหวังกุ้ยฮวาหม่นลง ดวงตาคู่สวยมีน้ำเอ่อคลอราวกับพร้อมจะร้องไห้ออกมาทุกเวลา การยอมรับผิดอย่างง่ายดายเช่นนี้เกิดความคาดหมายของจีซือเจียงไปมาก แต่เมื่อเห็นว่าหวังหยวนกำลังจะใจอ่อนจึงหยิกมือบุตรสาวให้ร้องขอความเป็ธรรม
“น้องสาม... แล้วเ้าไม่คิดบ้างหรือว่าพี่กับท่านแม่จะขายหน้าผู้อื่นยามต้องคอยรถม้าอย่างไร้จุดหมาย” หวังกุ้ยผิงเลียนแบบท่าทีของน้องสาว ดวงตาคล้ายจะขับน้ำตาเพราะความน้อยใจ
เห็นดังนั้นหวังหยวนจึงกระแอมเบาๆ ปรับท่าทีเป็ขึงขังราวกับเมื่อครู่ไม่ได้จะเอ่ยให้แล้วกันไป
“นั่นสิฮวาเอ๋อร์ แม่รองกับผิงเอ๋อร์ก็ลำบากเช่นกัน คราวหลังเ้าต้องคิดเผื่อผู้อื่นด้วย ไม่ใช่คิดถึงแต่ตัวเอง”
“เ้าค่ะท่านพ่อ ครั้งนี้ฮวาเอ๋อร์ทราบแล้วและรู้ว่าตนไม่เหมาะสมจะไปงานเลี้ยงเช่นนี้ ทำให้ท่านพ่อขายหน้าแล้วเ้าค่ะ แต่คงไม่มีคราวหลังแล้วเ้าค่ะ ต่อไปข้าจะเลือกงานเลี้ยงที่เหมาะสมกับตัวเองเท่านั้น”
หวังกุ้ยฮวามีท่าทางลุแก่โทษ นางยอมรับความผิดทั้งหมดแต่โดยดีพร้อมสำทับว่าจะไม่มีครั้งหน้า ได้ยินเช่นนี้เผิงอิงหลานก็กระแอมเบาๆ ตวัดสายตาไปทางจีซือเจียงอย่างยั่วเย้า เพราะละครฉากนี้พวกนางสองแม่ลูกเป็ผู้เริ่มต้นด้วยตัวเอง
ถ้าไม่มีหวังกุ้ยฮวาพาเข้างานเลี้ยงก็อย่าหวังเลยว่าจีซือเจียงกับหวังกุ้ยผิงจะได้รับเชิญไปที่ใด
การกล่าวโทษหวังกุ้ยฮวายามนี้จะว่าลำเลิกบุญคุณก็ใช่ ยิ่งทำให้หญิงสาวเห็นชัดว่าผู้อื่น้าจะเหยียบนางให้จมดินเพียงใด
แต่เมื่อมีคำสั่งของบิดานางย่อมมีข้ออ้างให้สามารถปฏิเสธได้โดยไร้ข้อครหา
“ท่านพี่! อย่าดุฮวาเอ๋อร์เลยนะเ้าคะ นางยังเด็กนัก เมื่อคืนก็คงเข้าใจผิด ฮวาเอ๋อร์น่าจะเหนื่อยเลยลืมบอกให้คนขับวนกลับมาหาแม่รองใช่หรือไม่”
“ท่านแม่!” หวังกุ้ยผิงมองมารดาที่ฉอเลาะกับน้องสาวด้วยสีหน้าใ แต่จีซือเจียงก็บิดเนื้อแขนของบุตรสาวเป็การเตือนไม่ให้เอ่ยมากความ
“ท่านแม่รองพูดเื่อะไรหรือเ้าคะ”
หวังกุ้ยฮวามีสีหน้าเหรอหรา กึ่งทราบความกึ่งไม่รู้เื่รู้ราว จีซือเจียงผุดลุกออกจากตั่ง ขยับมากลางห้องแล้วบีบแขนของลูกเลี้ยงเบาๆ
“เมื่อคืนแม่กับผิงเอ๋อร์ผิดเองที่ไม่ได้รีบออกมาดูเ้าที่าเ็ ต้องฝืนวาดรูปจนแผลเปิดเช่นนี้ฮวาเอ๋อร์คงจะเพลียมากใช่หรือไม่” หวังกุ้ยฮวาถูกกอดถูกลูบจนสับสน มองผ่านไหล่ของจีซือเจียงไปเห็นมารดากำลังดูด้วยท่าทีขบขันก็ให้ความรู้สึกอับอายนัก
“แม่รอง... ไม่กล่าวโทษข้าแล้วหรือเ้าคะ” หญิงสาวท้วงด้วยท่าทีเหม่อลอย ช้อนตามองจีซือเจียงราวกับได้พบการอภัยจากพระพุทธองค์ “แต่ข้า... แต่ข้าก็ผิดจริงๆ เป็อย่างที่ท่านพ่อกล่าว ข้าผิดเองที่คิดถึงแต่ตัวเอง ไม่ได้คิดถึงท่านแม่รองหรือพี่รองเลย”
ยิ่งหวังกุ้ยฮวาย้ำใบหน้าของจีซือเจียงก็ยิ่งบิดเบี้ยว แม้นางจะอยากตบตีลูกเลี้ยงผู้นี้เท่าไรแต่หวังกุ้ยฮวาก็เป็คนเดียวที่จะพานางและลูกเข้าสังคมกับขุนนางและราชนิกุล ต่อให้ไม่ชอบใจก็ได้แต่ต้องอดทน ไม่เช่นนั้นจะเป็การปิดช่องทางของตนเอง
“ทุกคนผิดพลาดกันได้ อย่าได้ขุ่นข้องหมองใจเพราะเหตุผลเพียงเท่านี้เลย” ว่าพลางขยับยิ้ม จากนั้นจึงหมุนตัวไปหาสามีที่เลิกคิ้วก่อนเอ่ยถาม “สรุปว่าเ้าไม่เอาเื่ฮวาเอ๋อร์แล้ว”
“ไม่แล้วเ้าค่ะ เมื่อครู่เป็ข้าร้อนรนไปเอง รบกวนท่านพี่แล้วเ้าค่ะ”
เผิงอิงหลานที่นิ่งเฉยมานานเหยียดยิ้ม “ร้อนรนไปเองหรือกลัวว่าท่อนไม้ที่เกาะอยู่จะลอยหนีกันแน่เล่า”
“พี่หลานพูดเื่อันใดกันเ้าคะ แถวนี้มีท่อนไม้ที่ไหนกัน”
จีซือเจียงเฉไฉ นางจะไม่ทราบได้อย่างไรว่าเผิงอิงหลานกำลังเยาะเย้ยตน ฮูหยินใหญ่ผู้นี้ย่อมไม่ยินยอมช่วยเหลือนางกับลูก ดังนั้นจึงมีเพียงหวังกุ้ยฮวาที่พอจะเกาะใช้ประโยชน์ได้
เกือบไปแล้ว...
เกือบผลักขอนไม้เก่าก่อนจะคว้าขอนไม้ใหม่ได้เสียแล้ว
“แม่รองยกโทษให้ฮวาเอ๋อร์แล้ว ผิงเอ๋อร์เล่า ยังโกรธน้องอยู่หรือไม่”
หวังกุ้ยผิงสะดุ้ง นางมองมารดาก่อนจะเลื่อนสายตาไปหาบิดาอย่างช้าๆ ฟังผู้ใหญ่คุยกันก็พอจับใจความได้อยู่บ้าง
“ไม่แล้วเ้าค่ะท่านพ่อ เมื่อคืนอาจจะใบ้างที่เห็นฮวาเอ๋อร์กลับไปก่อน แต่ยามนี้เมื่อพบว่าน้องไม่ได้ตั้งใจข้าก็ไม่ทราบว่าจะขุ่นเคืองไปทำไม”
“ฮวาเอ๋อร์... เ้าว่าอย่างไร”