บรรดาศิษย์และบุคลากรของสำนักวายุจำรัสมารวมตัวอยู่ที่ลานกว้างบริเวณเขตกลางอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา คนเหล่านี้ล้วนมีใบหน้ายิ้มแย้ม หลายคนมองไปยังกลุ่มผู้อาวุโสอยู่เป็นระยะ เหล่าผู้อาวุโสเองก็มีใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ผู้คุมกฎทั้งสิบหกคนก็เช่นกัน พวกเขาต่างเฝ้ารอการปรากฏตัวของป้านโหวลี่ หวงหยินฟา รวมถึงลี้เจ่ยซึ่งจะมาดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสคนใหม่อย่างใจจดใจจ่อ
เหล่าสกุณาขับร้องเสียงใส เสียงพูดคุยดังจ้อกแจ้ก จิวฟงที่ยืนรวมกลุ่มกับพวกเจ้าอ้วนและหวังหลี่เม่าพูดคุยกับคนเหล่านั้นอย่างไม่รู้จักเบื่อ แม้จะกลับมาถึงสำนักได้ห้าวันแล้ว แต่เจ้าเปี๊ยกยังคงเล่าเรื่องราวต่างๆให้กับคนทั้งสี่ฟังอย่างสนุกสนาน
ชุนจางมินไม่ได้ยืนอยู่ในกลุ่มศิษย์บ้านประกายหมอก นางยืนรวมกลุ่มกับเหล่าสตรีที่สังกัดหุบเขาเถียนคงแห่งศาสตร์พยากรณ์ ใบหน้าของชุนจางมินเรียบเฉย จิวฟงเห็นนางชำเลืองมองด้วยหางตาก็รีบโบกไม้โบกมือให้นางเป็นการใหญ่ แต่ถึงกระนั้นชุนจางมินก็ไม่มองมาทางเขาอีกเลย
“สงสัยนางจะคิดถึงข้า แต่...นางคงเขินจึงไม่กล้าแสดงออก”
จิวฟงพยักหน้าหลายๆทีแล้วหันไปบอกผองเพื่อนและศิษย์พี่แซ่หวัง หวังหลี่เม่ามองดูชุนจางมินแล้วเหลือบมองเจ้าเปี๊ยกที่กำลังยิ้มร่า จากนั้นเขาก็หัวเราะแห้งๆโดยที่ไม่รู้จะกล่าวอะไร
จิวฟงกลายมาเป็นจุดสนใจโดยปริยายเพราะเจ้าไก่ขาวใยไหมที่ยืนข้างกาย เหล่าศิษย์สำนักฝึกตนธาตุลมไม่เคยเห็นสัตว์อสูรที่เชื่องกับมนุษย์ขนาดนี้ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาไม่คิดว่าผู้ฝึกตนขั้นแรกก็สามารถทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรได้
คนหลายสิบคนแห่กันเข้ามาขอสัมผัสตัวเจ้าไก่ขาวซึ่งจิวฟงก็ยินยอมแต่โดยดี เจ้าเปี๊ยกอุ้มเจ้าไก่ขาวไว้อย่างภาคภูมิใจ แล้วเขาก็เริ่มคุยโว
“เป็นที่รู้กันว่าคนที่มีจิตใจหยาบช้าไม่สามารถทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรได้ ไม่ใช่แค่ทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรนะ ข้ายังทำความคุ้นเคยกับสัตว์อสูรได้เป็นจำนวนมาก พวกคนตระกูลลี้ต่างยกย่องข้าว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ ระหว่างที่อยู่ที่นั่น ข้าได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับตระกูลลี้มากมาย พวกเขาต่างก็สรรเสริญข้าเป็นการใหญ่...”
เหล่าสมาชิกบ้านประกายหมอกมองมาที่หัวหน้าบ้านตัวเตี้ยด้วยแววตาเลื่อมใส หากเป็นคนของหุบเขาจินเฉียงที่ส่ายหน้าเมื่อได้ยินคำพูดของจิวฟง พวกเขารู้ดีว่าที่ป่าใหญ่ของตระกูลลี้วอดวายก็ด้วยฝีมือของเจ้าเปี๊ยก คนของเขาจินเฉียงนึกไม่ออกว่ามีคนของตระกูลลี้ผู้ใดที่ยกย่องในการกระทำของจิวฟง
ขณะที่ผู้คนทยอยกันเข้ามาทัศนาสัตว์อสูรผู้มีขนฟู แสงสว่างอันเจิดจ้าสามสายก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ลำแสงนั้นพุ่งตรงมาทางคณะของผู้อาวุโส พริบตาเดียวแสงอันพิสุทธิ์ก็มาหยุดอยู่ที่พื้นดิน ขณะนั้นเสียงพูดคุยก็พลันเงียบสงบ ทุกคนพากันก้มหัวคำนับผู้ที่มาถึงอย่างพร้อมเพรียง
“ท่านเจ้าสำนัก!”
เสียงเรียกขานชายผู้มีผมขาวดังกระหึ่มไปทั่วล้านกว้าง ป้านโหวลี่มองผู้คนของสำนักวายุจำรัสพร้อมกับเผยอยิ้ม พอคนแซ่ป้านโบกมือหนึ่งครั้ง ผู้คนหลายหมื่นก็เงยหน้าขึ้น ทั้งหมดจับจ้องไปยังชายที่ยืนอยู่ข้างๆหวงหยินฟา
“คนของสำนักวายุจำรัส...” ป้านโหวลี่เปล่งเสียงให้ดังก้องกังวาน คำพูดของป้านโหวลี่หนักแน่นและสื่อความหมายอย่างชัดเจน
เพียงได้ยินว่าคำว่า’คนของสำนักวายุจำรัส’ ทุกคนต่างก็ขนลุกซู่ คนของสำนักฝึกตนแห่งนี้รู้สึกภาคภูมิใจ ขณะนั้นเองสายตาของป้านโหวลี่ก็กวาดไปยังคนทั้งหลาย เมื่อสายตาของเขามาหยุดอยู่ที่จิวฟง ป้านโหวลี่ก็ผุดรอยยิ้มน้อยๆที่มุมปาก
“ที่ข้าเรียกตัวพวกเจ้ามาในวันนี้ก็เพื่อจะแนะนำผู้อาวุโสคนใหม่ เหล่าคนที่อยู่ที่นี่มานานน่าจะคุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างดี แต่ศิษย์รุ่นหลังคงยังไม่รู้จักชายผู้นี้ คนคนนี้ถือว่าเป็นคนของสำนักวายุจำรัสอย่างแท้จริง ลี้เจ่ยกลับมายังสำนักอีกครั้งเพื่อรับตำแหน่งผู้อาวุโส เขาเปี่ยมไปด้วยความสามารถและพรสวรรค์ ด้วยความรู้ด้านสัตว์อสูรของเขา ข้าเชื่อว่าลี้เจ่ยจะมีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูสำนักของเราให้กลับมาเกรียงไกรอีกครั้ง!” พอป้านโหวลี่พูดจบก็พยักหน้าให้ลี้เจ่ยที่อยู่ในชุดสีเทา ผู้อาวุโสคนใหม่พยักหน้าตอบด้วยอาการสุขุม แล้วลี้เจ่ยก็ประกาศดัง
“ข้าลี้เจ่ยรับตำแหน่งผู้อาวุโสผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์อสูร ข้าสัญญาว่าจะทุ่มเทความสามารถทั้งหมดที่มีเพื่อกอบกู้สำนัก!”
“ผู้อาวุโสลี้!”
ผู้คนเรือนหมื่นตะโกนเรียกขานนามลี้เจ่ยด้วยเสียงก้องดัง เสียงนั้นราวกับจะดังไปถึงสรวงสวรรค์ ลี้เจ่ยพยักหน้าให้คนทั้งหลาย จากนั้นเขาก็ประกาศให้ทุกคนทราบถึงกฎระเบียบใหม่ของสำนัก
“ทางหุบเขาโห่วหยายังคงอนุญาตให้เหล่าศิษย์เข้าไปในป่าอสูร ทางร้านเนตรโลหิตก็จะยังคงรับซื้อชิ้นส่วนของสัตว์อสูร แต่ทางสำนักวายุจำรัสจะไม่อนุญาตให้ทุกคนล่าสัตว์อสูรในป่าทั้งสามทิศอีกต่อไป...”
สิ้นเสียงของลี้เจ่ย ผู้คนก็พลันส่งเสียงดังหึ่งๆ การล่าสัตว์อสูรเป็นหนทางที่จะฝึกปรือทักษะด้านการต่อสู้ อีกทั้งการขายซากสัตว์อสูรก็สร้างรายได้ให้กับผู้ฝึกตนเสมอมา หากพวกเขาไม่อาจล่าสัตว์อสูรย่อมจะทำให้ทั้งสำนักและเหล่าผู้ฝึกตนเสียประโยชน์
“หากเป็นเช่นนี้ พวกเรามิต้องสังกัดหุบเขาจ้านโต้วเพื่อฝึกยุทธ์โดยเฉพาะหรอกหรือ”
“สำนักวายุจำรัสจะยิ่งอ่อนแอเพราะศิษย์ขาดการฝึกปรือ”
“ลำพังรายได้ประจำสัปดาห์เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการซื้อสิ่งของที่จำเป็นแน่ๆ”
...
ขณะที่เหล่าศิษย์เริ่มส่งเสียงดังอื้ออึง ลี้เจ่ยก็ชูสองมือขึ้น ทันใดนั้นเสียงพูดคุยก็พลันเงียบสนิท แล้วลี้เจ่ยก็ประกาศดัง
“ต่อจากนี้ไปหากจะล่าสัตว์ให้ลงจากเทือกเขาเฉวียนลวี่ซาน ป่าอสูรที่อยู่ติดกับเทือกเขาทั้งแปดทิศนั้นกว้างใหญ่และยังคงความอุดมสมบูรณ์ ทางหุบเขาโห่วหยาจะออกใบผ่านทางให้กับผู้ที่จะออกไปล่าสัตว์อสูร นอกจากนี้ทางหุบเขาจะส่งคนไปลาดตระเวนตามจุดต่างๆเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้เหล่าศิษย์ แม้วิธีการนี้อาจจะยุ่งยาก แต่ก็ไม่ยากเกินกำลังของผู้ฝึกตน จงจำไว้ว่าแต่นี้ต่อไปห้ามผู้ใดล่าสัตว์อสูรในเขตเทือกเขาเฉวียนลวี่ซานโดยสิ้นเชิง!”
“น้อมรับคำผู้อาวุโสลี้!”
หลายคนพอจะยิ้มออก พวกเขาพอจะเข้าใจเหตุผลของลี้เจ่ย ลี้เจ่ยมาจากตระกูลลี้ การที่สมาชิกตระกูลลี้ต้องทนดูสัตว์อสูรถูกสังหารไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ลี้เจ่ยยอมผ่อนปรนให้เหล่าศิษย์ออกไปล่าสัตว์อสูรรอบๆเขตเทือกเขาเฉวียนลวี่ซานก็นับว่าดีมากแล้ว
ลี้เจ่ยยังคงกล่าวถึงรายละเอียดปลีกย่อยของกฎเกณฑ์ใหม่ ฝ่ายจิวฟงขี้เกียจฟังคำพูดของศิษย์พี่จอมกะล่อน เขามองไปทางศิษย์หญิงของหุบเขาเถียนคงอยู่เนืองๆ แล้วเจ้าเปี๊ยกก็อุ้มเจ้าไก่ขาวใยไหมเดินแหวกผู้คนไปหาชุนจางมิน
“จะไปไหน?” ชูฉงส่งเสียงกระซิบกระซาบพร้อมกับดึงชายเสื้อจิวฟง
“ไปหาชุนจางมิน นางไม่เจอข้ามาหลายเดือน นางคงจะคิดถึงข้ามากแล้ว”
จิวฟงยิ้มแป้น หากเป็นสามสหายที่ทอดถอนใจ เงียบไปครู่หนึ่งเจ้าหนอนหนังสือก็เอ่ยบอกสหายตัวจ้อย
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าช่วงนี้นางฝึกวิชาจิตศิลาเพื่อสร้างพื้นฐานการหยั่งรู้ ถึงเจ้าจะไปหานาง นางก็คงไม่พูดคุยกับเจ้าอยู่ดี ไม่แน่ว่านางอาจจะไม่ชายตามองเจ้าเลยด้วยซ้ำ”
“แต่ข้าสงสารนาง นางคิดถึงข้า...” เจ้าเปี๊ยกยังยืนยันคำเดิม
ศิษย์พี่แซ่หวังได้ยินคำพูดของจิวฟงก็ถึงกับถอนหายใจแรงๆ หวังหลี่เม่าไม่รู้ว่าจิวฟงไปเอาความคิดนั้นมาจากไหน ศิษย์พี่แซ่หวังได้แต่มองจิวฟงและผองเพื่อนเดินเบียดฝูงชนเพื่อที่จะไปสนทนากับคนที่ฝึกวิชาจิตศิลา...วิชาที่ทำให้จิตใจของผู้ฝึกฝนเย็นชาในช่วงแห่งการบำเพ็ญ
ไม่นานนักจิวฟงก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าชุนจางมิน จิวฟงยิ้มหน้าแป้น เขามองหน้าเด็กสาวแซ่ชุนก็รู้สึกว่านางเติบโตขึ้น นางดูเป็นสาวแรกรุ่น ใบหน้าของนางงดงามราวกับจันทร์เพ็ญ เจ้าเปี๊ยกพยักหน้าหนึ่งครั้งแล้วกล่าวคำทักทาย
“เจ้าคิดถึงข้าใช่หรือไม่”
พูดจบเจ้าเปี๊ยกก็ยิ้มแฉ่ง ฝ่ายสามสหายหันมองกันแล้วส่ายหน้า ทางด้านศิษย์หญิงของหุบเขาเถียนคงมองมาที่จิวฟงแล้วหัวเราะคิกคัก
“ศิษย์น้องจิว ช่วงนี้ศิษย์น้องชุนกำลังบำเพ็ญวิชาจิตศิลา นางต้องทำจิตใจให้ราบเรียบเสมือนแผ่นน้ำที่สงบนิ่ง ข้าเกรงว่าช่วงนี้นางคงไม่เปิดปากสนทนากับเจ้า ให้ข้าเหวินต้านต้านเป็นเพื่อนพูดคุยกับเจ้าแทนนางดีหรือไม่”
ได้ยินเสียงใสของเหวินต้านต้าน ชุนจางมินก็ปรายตามามองเจ้าเปี๊ยก พอสายตาของเด็กสาวประสานเข้ากับสายตาของจิวฟง นางก็เบือนหน้าไปทางอื่น
จิวฟงรู้สึกสงสารชุนจางมินเป็นที่สุด เจ้าเปี๊ยกคิดว่านางอยากจะสนทนากับเขาแทบใจจะขาดแต่ก็ไม่อาจทำได้ ด้วยพลังของวิชานี้คงทำให้นางเหมือนกับไร้สิ้นซึ่งความรู้สึก จิวฟงอยากช่วยให้นางกลับมาดูชีวิตชีวาจึงยื่นเจ้าไก่ที่สุดแสนจะน่ารักไปให้ชุนจางมิน
“นี่คือเจ้าไก่ขาวใยไหม มันเชื่องมากแล้วมันก็น่ารักมากๆด้วย!” ไม่ทันที่เจ้าไก่ขาวจะเฉียดใกล้เด็กสาวแซ่ชุน มันก็ตีปีกพั่บๆแล้วบินออกจากมือของเจ้าเปี๊ยก มันลงมาอยู่บนพื้นแล้วเชิดหน้าไปทางอื่น จิวฟงจับเจ้าไก่เพศเมียขึ้นมาแล้วยื่นไปให้ชุนจางมินอีกครั้ง
“มันเชื่องมาก...”
พูดยังไม่ทันจบคำ ไก่ขาวใยไหมก็จิกมือจนจิวฟงต้องคลายมือออก มันวิ่งปรู๊ดมาอยู่ที่ด้านหลังของเจ้าเปี๊ยกโดยที่ไม่ยอมเข้าไปใกล้ชุนจางมิน จิวฟงพยายามเรียกเจ้าไก่ขาวอีกหลายหน ตะครุบมันอีกหลายครั้ง แต่เจ้าไก่ขาวใยไหมก็หลบหนีอย่างสุดความสามารถของมัน
ศิษย์หญิงของหุบเขาเถียนคงมองดูจิวฟงวิ่งตามเจ้าไก่ขาวอย่างตลกขบขัน เจ้าเปี๊ยกทั้งส่งเสียงกุ๊กๆ ทั้งวิ่งวนไปทั่ว แต่เจ้าไก่ขาวก็ไม่ยอมอยู่ในอาณัติ ชุนจางมินเห็นจิวฟงวิ่งพล่านก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
เสียงหัวเราะของชุนจางมินทำให้เด็กชายตัวจ้อยที่กำลังวิ่งกวดไก่อสูรชะงัก เจ้าเปี๊ยกยืดตัวแล้วเดินตรงไปหาเด็กสาว จิวฟงมองหน้าชุนจางมินที่กลับมามีสีหน้าเรียบเฉย เพ่งพินิจทุกส่วนสัดของนางอยู่นาน จากนั้นจิวฟงก็ป้องปากแล้วกระซิบกระซาบ
“เจ้าโตขึ้นนะ...”
เด็กสาวแซ่ชุนมองดูเจ้าเปี๊ยกตั้งแต่หัวจรดเท้า นางเองก็จ้องมองจิวฟงอยู่นาน และแล้วนางก็เผยอยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยออกมาว่า
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่โตขึ้นเลย...แม้แต่นิดเดียว”
“...”
คำพูดของชุนจางมินทำให้จิวฟงถึงกับชะงักค้าง ดวงตาของเขาเบิกกว้าง เจ้าเปี๊ยกหันขวับไปมองพวกเจ้าอ้วนที่อยู่ด้านหลัง มองดูหลางชี่เชี่ยอยู่สักพักจิวฟงก็ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ เขาจ้องมองชูฉงจนตาแทบจะถลน น้ำตาของจิวฟงไหลปริ่มขอบตา ยิ่งพอเห็นรูปร่างของเจ้าอ้วน เขาก็รู้ชัดว่าทุกคนล้วนแล้วแต่ตัวสูงขึ้น มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่ร่างกายไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่เข้ามายังสำนักวายุจำรัส!
เจ้าเปี๊ยกทรุดกายลงกับพื้น ปากของเขาพึมพำอยู่ไม่หยุด เขาคิดถึงเหตุผลต่างๆนานาที่ทำให้ร่างกายของเขาหยุดการเจริญเติบโต ครุ่นคิดอยู่นานแต่ก็ไม่รู้ถึงสาเหตุ จิวฟงใช้กำปั้นทุบดินดังตุบๆ เขาไม่อยากหยุดสูง ไม่อยากดูเยาว์วัยตลอดไป พอเหลือบขึ้นไปมองเด็กสาวที่อยู่ในวัยแรกแย้มซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้า น้ำตาของเจ้าเปี๊ยกก็พาลไหลออกมา จิวฟงกำสองมือแน่น แล้วเจ้าเปี๊ยกก็กรีดร้องสุดเสียง
“ไม่!”
เหล่าผู้คนที่ตั้งใจฟังคำพูดของผู้อาวุโสคนใหม่ต่างก็สะดุ้งโหยง พอคนเรือนหมื่นหันไปดูก็เห็นว่าจิวฟงกำลังคุกเข่าพึมพำคล้ายกับคนเสียสติ ผู้คนต่างตกใจกับท่าทีของจิวฟง ฝ่ายลี้เจ่ยส่ายหน้าแล้วถอนหายใจแรง ผู้อาวุโสคนใหม่เหลือบตามองศิษย์ผู้น้องแล้วพูดเบาอยู่ในลำคอ
“อยู่ที่ไหนก็ป่วนได้ตลอด...”
____________________________ไรท์กลับมาแล้วครับ ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย รักษาสุขภาพกันด้วยน๊าาา