Perfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์

    ตอนที่ 125 เพลงกระบี่มังกรไฟ

    ภายหลังจากที่องครักษ์เสื้อแพรสังกัดหน่วยซีฉางทั้ง 52 คน ได้ถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว 

    มหาขันทีปี้หลันก็แจ้งภารกิจซึ่งจักรพรรดิมอบหมายให้ โดยสั่งให้ทุกคนกลับไปเตรียมความพร้อม 1 คืน พอรุ่งเช้าจึงให้ขี่ม้ามารวมตัวกัน ณ ประตูเมืองเป่ยจิงทางทิศตะวันตก

     

    พอรุ่งเช้าเมื่อองครักษ์ทุกคนมาถึงจุดนัดที่หมายแล้วก็เห็นกองเสบียง 5 คัน โดยมีองครักษ์เสื้อแพรอาวุโสระดับสูงจากหน่วยตงฉ่าง(สำนักบูรพา) คอยคุมพนักงานเสบียงราว 10 คนมา จึงเข้าใจไปว่าชายผู้นี้เป็นหัวหน้าของภารกิจ จึงพากันเข้าคารวะอย่างพร้อมเพรียง

     

    แต่พอสักพักเดียวก็เห็นชายหนุ่มขี่ม้าขาวเข้ามา

    การแต่งตัวแลดูคล้ายนายทหารบรรจุใหม่ เพราะบนศีรษะของเขามีเหมี่ยนกวาน(冕冠)สีเงินครอบรัดมวยผมเอาไว้ แล้วสวมเกราะอ่อนสะพายทวนเหล็กหุ้มปลายด้วยผ้าแดงไว้ที่แผ่นหลัง ส่วนกระบี่สีขาวเหน็บไว้ที่เอว ทั้งยังหน้าใสวัยอ่อนอายุก็ไม่น่าจะเกิน 20 ปี อย่างแน่นอน

    ที่อานท้ายของม้านั้นประกอบไปด้วยกระเป๋าสัมภาระจำนวนมากมาย รวมทั้งเกาทัณฑ์ขนาดใหญ่ ดูคล้ายจะไปรบทัพจับศึกใหญ่ก็ไม่ปาน

    ..

    …

    ส่วนองครักษ์เสื้อแพรทั้งหลายแม้จะสวมใส่ 'กวนฝูจื่อคุยเจี่ย' หรือชุดเกราะถวายอารักขาองค์จักรพรรดิในระหว่างทรงสนามรบ แต่เกราะนั้นก็ยังถูกห่อหุ้มด้วยผ้าไหมเนื้อดีสีสันต่าง ๆ จึงดูหรูหราน่ายำเกรงเป็นอันมาก หากเป็นชุดสีเขียวนั้นสำหรับขุนนางระดับ 5 ผู้มาใหม่มีจำนวน 10 คน สีแดงขุนนางระดับ 4 ชั้นทั่วไปจำนวน 40 คน และสีน้ำเงินขุนนางระดับ 3 ตำแหน่งรองผู้บัญชาการชั้นต้น ก็มีเพียง 2 คนเท่านั้น

     

    ซึ่งองครักษ์เสื้อแพรเหล่านี้ได้ถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยจักรพรรดิหงอู่ ผู้เป็นประถมฮ่องเต้แห่งราชวงศ์หมิง แม้พวกเขาหน้าที่หลักคือการอารักขา แต่ก็ยังเป็นหน่วยงานลับซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบเจ้าหน้าที่และขุนนางที่ในราชธานี โดยทำการปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมายภารกิจลับจากฮ่องเต้โดยตรง

     ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะเป็นภารกิจสืบสวนสอบสวน ติดตามและจับกุมบรรดาขุนนางที่ต้องสงสัยว่ากระทำความผิดร้ายแรงหรือมีแผนการชั่วร้าย โดยเฉพาะการคิดก่อกบฏ

     

    องครักษ์เหล่านี้คล้ายอยู่เหนือกระบวนการยุติธรรมทั้งปวง เพราะสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาเอง สอบสวนเอง และด้วยอำนาจในการสอบสวนเช่นนี้ พวกเขาจึงสามารถกระทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้ต้องหายอมรับสารภาพผิด ไม่ว่าจะโหดเหี้ยมอำมหิตสักเพียงใดก็ตาม จึงมีหลายกรณีที่มักเกิดการเสียชีวิตในคุก 'เจ้าอวี้' จนผู้คนทั้งแผ่นดินเมื่อได้ยินคำว่า 'จินอวี่เว่ย 錦衣衞 องครักษ์เสื้อแพร' ก็ล้วนแต่หวาดผวากันไปทุกคนไม่มีเว้น

     

    แต่เมื่อเห็นองครักษ์เสื้อแพรระดับรองผู้บัญชาการขั้นกลางจากสำนักบูรพา ได้เห็นชายหนุ่มผู้นั้นหยุดม้าแล้ว ก็รีบทำคำนับในทันที องค์รักษ์เสื้อแพรแห่งสำนักซีฉ่างทั้งหลายจึงมีความประหลาดใจเป็นอันมาก แล้วหนำซ้ำองครักษ์เสื้อแพรในสังกัดสำนักประจิมอีก 2 คน ก็ทำหน้าทำตาแตกตื่น พร้อมกับกล่าวขึ้นพร้อมกันว่า

    "จะ ...จอหงวน!!"

     

    ชายหนุ่มก็ลงจากหลังม้าแล้วแนะนำตัวว่า

    “ข้าพเจ้าหยางไคผู้บังคับกองขั้นต้น จักรพรรดิทรงมีรับสั่งให้เป็นผู้ควบคุมองครักษ์เสื้อแพรสังกัดหน่วยซีฉ่างทั้งปวง เพื่อออกไปทำภารกิจลับที่นอกกำแพงเมืองเป่ยจิง”

     

    ผู้บังคับกองร้อย ??

    ตำแหน่งผู้กองนั้นเป็นเพียงขุนนางระดับ 7 เต็มขั้น หรืออย่างมากก็เป็นขุนนางระดับ 6 ขั้นต้นเท่านั้น

    แล้วกล้าดีเช่นไรจึงคิดจะมาบังคับบัญชาองครักษ์เสื้อแพรซึ่งเป็นถึงกองกำลังพิเศษ ทั้งทุกคนเริ่มต้นจากขุนนางขั้น 5 ซึ่งได้ฝ่าฟันการสอบคัดเลือกที่เข้มงวด ทั้งต่างก็มีวรยุทธ์สุดพิสดารระดับสูงขั้นในแผ่นดินแทบทั้งนั้น 

     

    ดังนั้นองค์รักษ์แทบทุกคนยกเว้นแต่เพียงซุนเหว่ยและจ้าวยู่ร์ผู้ทราบดีว่าชายหนุ่มผู้นี้ไม่อาจธรรมดา จึงเกิดการทักท้วงวุ่นวายกันเกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะรองผู้บัญชาการชั้นต้นผู้หนึ่ง !!

     

    ฝ่ายหยางไคซึ่งเคยฝ่ายอุปสรรคต่าง ๆ มาอย่างโชกโชนนัก จึงมิได้ยี่หระหรือสนใจเหตุการณ์เหล่านี้เลยแต่ประการใด พร้อมกับกล่าวหยั่งเชิงไปยังรองผู้บัญชาการผู้นั้นว่า

    “องครักษ์เสื้อแพรนั้นขึ้นตรงต่อองค์ฮ่องเต้เพียงผู้เดียว หากแม้นทรงรับสั่งประการใดแล้ว ย่อมต้องกระทำตามมิใช่หรอกหรือ .. หรือท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร ?”

     

    ฝ่ายรองผู้บัญชาการผู้นั้นเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็โกรธ จึงชักกระบี่ออกมาถือไว้ แล้วชี้หน้าพร้อมกับร้องตะโกนขึ้นไปว่า

    “เป็นจอหงวนแล้วเช่นไร ? ช่างโอหังบังอาจนัก!!”

     

    หยางไคซึ่งอยู่ในรัศมีกระบี่ก็จริงอยู่ กลับไม่มีอาการหวาดกลัวแต่ประการใดเลย พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบไปว่า

    “จงลดกระบี่ลง ..หาไม่แล้ว!!”

     

    แต่อีกฝ่ายนอกจากจะไม่ยอมลดกระบี่ลงแล้ว ยังตวาดมาอีกว่า

    “แล้วยัง ..”

    ..

    … “ไง..”

    .....พลั๊ก! ..กุก ๆ ๆ 

     

    เพลงกระบี่มังกรไฟทั้งรวดเร็วทั้งเร่าร้อน หยางไคได้ควบคุมพลังลมปราณอย่างละเอียดเตรียมรอเอาไว้ เพียงเอื้อมมือไปแตะที่ด้ามกระบี่ กระบวนท่าพิฆาตก็สาดใส่ลำคอของรองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรในทันที จนศีรษะถูกปลิดออกจากร่าง แล้วกลิ้งอยู่กับพื้นอย่างน่าอนาถนัก

     

    ฝ่ายรองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรขั้นระดับกลางหน่วยตงฉ่างผู้เป็นยอดฝีมือระดับสูง กลับไม่อาจจับกระบวนท่าเคลื่อนไหวได้ทันแม้แต่นิดเดียว จึงได้แต่คิดขึ้นในใจว่า

    ‘นอกจากมหาขันทีปี้หลันแล้ว ย่อมเป็นชายหนุ่มผู้นี้ซึ่งลงมืออย่างหมดจดนัก’

     

    แล้วจึงกล่าวว่า

    “ภารกิจใด ๆ นับแต่นี้เป็นต้นไปย่อมเป็นสิทธิ์ขาดของจอหงวนแต่เพียงผู้เดียว พวกท่านก็จงเร่งเดินทางกันเสียเถิด ส่วนศพนี้ข้าพเจ้าจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง”

     

    หยางไคคำนับขอบคุณแล้ว จึงหันมากล่าวแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งปวงว่า

    “ข้าพเจ้ามิใช่คนก้าวร้าวจึงมักจะมีผู้คนก้าวก่ายมาโดยตลอด แต่นับจากนี้จนกว่าจบสิ้นภารกิจ ห้ามมิให้ผู้ใดก่อกวนวุ่นวายและขัดคำสั่งเป็นอันขาด!!”

     

    หลังจากตรวจแถวและกำกับกองเสบียงจนเรียบร้อยแล้ว ก็สั่งทุกคนขึ้นม้าแล้วออกเดินทางยังทิศตะวันตกด้วยเส้นทางหลักในทันที

    …

    กุบ ๆ ๆ ๆ  กุบ ๆ ๆ ๆ  กุบ ๆ ๆ ๆ ..

    ในระหว่างทางนั้นหยางไคได้อาศัยสององครักษ์ซุนเหว่ยและจ้าวยู่ร์ที่น่าไว้วางใจได้มากที่สุดคอยระวังหลังให้ ส่วนรองผู้บัญชาการอีกคนที่ยังเหลือนั้นแม้นจะวางตัวได้สุขุมนุ่มลึกเท่าใด แต่หยางไคก็มักจะเรียกหามาปรึกษาราชการมาตลอดระยะเวลาเดินทางหลายวันต่อจากนี้

     

    จนผ่านมาถึงวันที่ 3  เมื่อหยางไคเห็นช่องแคบแห่งหนึ่งซึ่งไม่มีเส้นทางอื่นหลบเลี่ยงแต่ประการใดเลย ย่อมเหมาะสมจะวางกับดักบางชนิดไว้เป็นอันมาก 

    จึงสั่งให้องครักษ์ทุกคนขุดหลุมไว้ให้ลึก จากนั้นนำแจกจ่ายกับดักเพื่อไปกลบฝังเอาไว้ให้แนบเนียน 

     

    พวกเขาใช้เวลาเพียงวันเดียวก็ทำงานจนแล้วเสร็จ 

    ซึ่งองครักษ์เสื้อแพรส่วนใหญ่เริ่มคาดเดาว่าพวกตนทั้งหลายคงจะต้องซุ่มรอคอยอยู่ที่แห่งนี้จนกองทัพมองโกลผ่านมา แล้วจึงจะเริ่มบ่อนทำลายขุมกำลังอีกฝ่ายให้ยับเยินไป แต่ดูเหมือนพวกเขาล้วนคิดผิดเมื่อหยางไคได้หยิบเอาแผนที่ฉบับหนึ่งขึ้นมา แล้วแจ้งขึ้นว่า

    “ภารกิจที่สำคัญและอันตรายนั้นจะเริ่มต้นนับแต่นี้เป็นต้นไป โดยพวกเราจะเดินทางต่อไปด้วยเส้นทางย่อยตามแนวเขาและป่าไม้ซึ่งทุรกันดารเป็นอันมากทั้งยังห้ามเปิดเผยตำแหน่งเป็นอันขาด แต่ด้วยจำนวนคนฝ่ายเรามีเพียงเท่านี้ย่อมสามควรจะเล็ดลอดจากสายตาของกองเสือป่าและแมวเซาของเผ่าวาลาได้ไม่ยากสักเท่าใด”

     

    เห็นได้ชัดว่ามันเป็นการอ้อมไปตีหลังกองทัพใหญ่ ดังย่อมหมายความว่าภารกิจของพวกเขายังไม่จบสิ้นแต่เพียงเท่านี้ หนำซ้ำมันเพิ่งจะเริ่มต้นเพียงเท่านั้นเอง!!