***ประกาศ ทางผู้เขียนวางแผนจะขอติดเหรียญ 1 ตอนและให้อ่านฟรี 3 ตอน เหมือนเรื่องที่ผ่านๆมา จะเริ่มตั้งแต่ตอนที่ 50 เป็นต้นไป จึงเรียนมาเพื่อทราบ ขอบคุณครับ ช่วยสนับสนุนไรต์ตัวน้อยๆด้วยนะครับ ><
“ได้ข่าวแล้วหรือยัง”
ในห้องที่เต็มไปด้วยหน้าจอโปร่งแสงมีสัญลักษณ์ขนนกสีแดงเลือดวาดติดเอาไว้ด้านหลังห้อง กลุ่มคนสวมใส่ชุดเกราะสีดำล้วนนั่งจ้องหน้ากันหลังจากที่พึ่งหารือบางอย่างเสร็จลงไป อย่างไรก็ตามพวกเขากลับหันมองไปยังชายคนหนึ่งที่กำลังเคลื่อนไหวมือหยิบจับแก้วกาแฟพลางเปิดหมวกเกราะพูดในสิ่งที่หลายคนให้ความสนใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“เมื่อวันก่อนหน่วยย่อยของเราถูกตรวจพบ จนต้องเสียยานรบและคนในทีมไปหนึ่งคน”
“เป็นฝีมือใคร”
“คนของกองทัพ”
ทุกคนหันมองกันเล็กน้อยแล้วถามรายละเอียดสิ่งที่เกิด ว่ามันมีความเป็นมาอย่างไรถึงขั้นต้องทำให้พวกเขาเสียยานรบและคนไป 1 คน
“เหตุเกิดมีอะไรไม่มาก ในระหว่างที่คนของเรากำลังทำภารกิจมีคนของกองทัพพบตัวเข้า จึงทำการสลายกลุ่มจากนั้นคนบนยานรบก็คิดจะกำจัดเขาทิ้งเพราะมาเพียงลำพัง แต่ไม่รู้ว่าไปทำอีท่าไหน คนที่พบเราถึงเห็นตำแหน่งยานรบ”
“มันไม่ได้ล่องหนอยู่หรอกเหรอ”
“ล่องหน เพียงแต่เขาพบมันด้วยตัวเองแล้วก็เข้ามาในยานรบได้ จึงทำให้ต้องทำลายยานทิ้งไปแล้วก็หนีออกมา แต่การหนีของเรามีหนึ่งคนที่ถูกจับตัวได้ เขาจึงฆ่าตัวตาย”
“แล้วดำเนินเรื่องหรือยัง”
“ฉันได้ให้เด็กมันไปตรวจสอบคนในชุดเกราะแล้ว ปรากฎว่าข้อมูลของเขาถูกเข้ารหัส”
“พวกระดับสูง เป็นไปได้ด้วยเหรอที่ระดับสูงจะโผล่มา เราเลือกเขตดีแล้วไม่ใช่เหรอ”
“จะบอกว่าเป็นพวกระดับสูงก็ไม่ใช่และก็ไม่เชิง จากการสืบเขาคนนี้มากับค่ายฝึกพิเศษ ระหว่างทางกลับเกิดเรื่องจึงได้รับภารกิจเร่งด่วนให้มาจัดการสิ่งที่เราก่อ”
“แล้วที่บอกว่าไม่ใช่ไม่เชิงละ จะอธิบายยังไง”
“เขาเป็นนักเรียนเตรียมทหารของค่ายฝึก ไม่ใช่พวกระดับสูง เพียงแต่ว่าเขาเป็นระดับ S ในอนาคตจะต้องเป็นพวกระดับสูง”
“แล้วได้ชื่อมาหรือยัง”
“ตรวจสอบแล้ว เขาชื่อ…..”
ข้อมูลของแอชเชอร์ที่ได้มาเพียงแค่ชื่อและอายุเปิดขึ้นไปบนหน้าจอให้ทุกๆคนได้มองจ้องมัน ก่อนที่ทุกคนจะวิเคราะห์เอกสารที่แนบมากับแฟ้มคดีที่ทางกองทัพได้จัดทำขึ้นในเหตุการณ์ที่แอชเชอร์ตรวจพบกลุ่มคนที่ลงมือ ปรากฎว่าในรายงานของเขา ไม่ได้เอ่ยเกี่ยวกับตราสัญลักษณ์ขนนกสีแดงเลือดเลยสักนิด บอกเพียงแค่ว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนสวมชุดเกราะสีดำปริศนาไม่ทราบแหล่งที่มา
“จะเอายังไงต่อ”
ภารกิจของพวกเขายังคงอยู่ในแผนการ จึงต้องมีการชั่งน้ำหนักว่าจะจัดการอย่างไรกับนักเรียนเตรียมทหารที่เป็นระดับ S การจัดการพวกเขาสามารถทำได้โดยง่ายเพียงแต่ระดับ S เปรียบเสมือนของล้ำค่า ถ้าพวกเขาฆ่าไปทางกองทัพจะต้องไม่ยอมอย่างแน่นอน
—--------------------------------
“ใกล้หนึ่งนาทีแล้วหรือยัง”
พี่เลี้ยงมองไปยังนาฬิกาจับเวลา ที่กำลังตรวจจับการฆ่าของแอชเชอร์ ด้วยความอยากรู้ว่าแอชเชอร์จะใช้เวลาเท่าไหร่ในการฆ่ามอนสเตอร์ 6 ดาว ระหว่างที่ก้มมองนาฬิกาทางฝั่งแอชเชอร์ที่เจอมอนสเตอร์ 6 ดาวเขาก็เริ่มเคลื่อนไหวด้วยสกิลระเบิดฝีเท้าเข้าประชิดร่างของมอนสเตอร์ จังหวะที่มอนสเตอร์ใช้เท้าหน้าของมันตวัดฟาดด้วยกรงเล็บอันแหลมคม แอชเชอร์ได้เคลื่อนไหวหลบการโจมตีด้วยความรวดเร็วก่อนที่เขาจะใช้ทักษะตัดเงา หนึ่งในทักษะที่พึ่งซื้อมาใหม่
ความสามารถของมันจะทำให้ผู้ใช้เคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งด้วยความรวดเร็ว มันเหมือนทักษะระเบิดฝีเท้าเพียงแต่ว่าสกิลตัดเงาจะเป็นการเคลื่อนที่พร้อมกับทิ้งรอยฟันเอาไว้ตามเส้นทางที่เขาพุ่งผ่าน
ในการเปิดใช้งานร่างของแอชเชอร์ที่อยู่ด้านหน้ามอนสเตอร์ก็ได้พุ่งไปถึงด้านหลังของมันอย่างรวดเร็ว ทำเอาพี่เลี้ยงเกิดความตะลึงเพราะแอชเชอร์ไม่ได้กระโดดข้ามมอนสเตอร์ไม่ได้ลอดใต้ขา เขากลับวิ่งขึ้นไปบนตัวพร้อมกับทิ้งรอยฟันลากยาวเอาไว้ตามเส้นทางวิ่ง มันเป็นการเคลื่อนไหวและโจมตีที่เร็วมาก
ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อเขาไปถึงตำแหน่งหางเขาได้ทำการสไลด์ลอดใต้ขาพร้อมกับฟันด้วยความรวดเร็วที่พวกเขานับได้ 8 ครั้งจนกลับมายืนตรงหน้ามอนสเตอร์ จังหวะที่มอนสเตอร์กรีดร้องลั่นเพราะถูกโจมตีในระยะเวลาเพียง 3 - 4 วินาทีจนมีแผลทั่วร่าง แอชเชอร์ก็ได้เคลื่อนไหวอีกครั้งด้วยการแทงดาบเข้าไปยังดวงตาของมันจนทะลวงเข้าไปในสมอง
ซึ่งการปิดฉากสุดท้ายเหล่าเพียงเลี้ยงมองเห็นแค่ว่าแอชเชอร์ทำการแทงดาบออกไปด้วยสกิลลำแสงดาบ ความจริงเขาได้ใช้งานสกิลมากกว่านั้น ในการโจมตีมีอีกหนึ่งสกิลทำงาน นั่นก็คือสกิลเล็งจุดตาย มันจะทำให้การโจมตีจุดตายรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนทำให้มอนสเตอร์ที่เขาแทงบริเวณดวงตาของมันตายในทันทีเพราะผลของสกิลทำให้การโจมตีจุดอ่อนแรงมากกว่าเดิม 2 เท่า
“ถ้าไม่นับตอนวิ่งเข้าไปเขาทำเวลาได้ราว 15 วินาที”
พี่เลี้ยงยืนอึ้งเล็กน้อย ความสามารถของแอชเชอร์เกินพวกเขาไปแล้วเพียงแค่ฝึก 4 เดือนเท่านั้น ไม่ใช่แค่มากกว่าพวกเขาที่เป็นพี่เลี้ยง มันกลับมากกว่านักเรียนที่เป็นระดับ S เช่นเดียวกัน เพราะระดับ S ที่แยกออกไปฝึกพวกเขาต้องใช้เวลา 2 - 5 นาทีเพื่อจะล้มมอนสเตอร์ 6 ดาว
“แอชเชอร์ กลับกันเถอะหมดเวลาฝึกแล้ว”
แอชเชอร์เก็บดาบพลางเดินเข้ามาหาพี่เลี้ยง วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเดือน 4 ที่เขาได้ออกล่า พรุ่งนี้ก็จะเข้าสู่วันที่ 1 ของเดือน 5 เขาจึงตั้งตารอรูปแบบการฝึกใหม่ที่ทางค่ายฝึกจะจัดให้เขา หากนับเวลาที่เหลืออยู่ในการฝึกที่ค่ายพิเศษ เขามีเวลาอีก 2 เดือนนิดๆ จากนั้นจะถูกส่งกลับค่ายฝึกกองทัพที่ 7 แอชเชอร์จึงอยากรู้ว่าเขาจะเจออะไรในการฝึก 2 เดือนสุดท้าย
“รุ่นพี่ครับ พอจะรู้ไหมว่าเดือน 5 ผมจะต้องฝึกอะไร”
“ไม่รู้สิ แต่ตอนนี้นายก็เก่งมากแล้ว”
“ให้ตายสิ ฝึกยังไม่จบหลักสูตรเลยกลับเหมือนทหารที่ผ่านศึกหนักมา นายที่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ”
ระหว่างนั่งรถกลับพี่เลี้ยงทั้ง 5 พูดประชดแอชเชอร์พลางถอนหายใจเมื่อรู้ว่ามีนักเรียนแข็งแกร่งมากกว่าพวกเขาไปแล้ว หากแอชเชอร์ได้สวมใส่ชุดเกราะมาร์คเอท มอนสเตอร์ 6 ดาวคงจะเป็นเหมือนมดปลวกในสายตาของเขาที่ฆ่าได้ด้วยการฟันครั้งเดียว เพราะในตอนที่เขาสวมชุดเกราะมาร์คเซเว่นมอนสเตอร์ 6 ดาวยังตายด้วยการโจมตีไม่กี่ครั้ง ตายในการต่อสู้ที่ยังไม่ถึง 1 นาทีเลยด้วยซ้ำ
การฝึกของเดือนที่ 4 ของแอชเชอร์จบลง หลังจากที่เขาผ่านเหตุการณ์ช่วยเมือง v45 มาเขาก็ไม่เจอปัญหาใดๆเลย ไม่มีทหารมาสอบปากคำเพิ่มเติม เขาจึงล่ามอนสเตอร์ 6 ดาวต่อไปด้วยชุดเกราะมาร์คเซเว่น จนสามารถฆ่ามอนสเตอร์ 6 ดาวได้ตามที่เขาต้องการ ซึ่งครึ่งหลังของเดือนที่ 4 ที่ผ่านมานั้น เขาได้พัฒนาหลายอย่างในการต่อสู้
สิ่งแรกเลยที่ทำให้เขาเหมือนกับอยู่จุดสูงสุดสามารถฆ่ามอนสเตอร์ 6 ดาวได้ตามต้องการ เป็นผลมาจากสกิลเชี่ยวชาญของเขาทั้ง 2 ไม่ว่าจะเป็นดาบหรือมีด ด้วยการใช้งานพวกมันทั้งสองตลอดเวลาที่ล่า ทำให้มันมาถึงจุดสูงจุดที่จะเป็นไปได้ในการพัฒนา โดยสกิลเชี่ยวชาญดาบขั้นสูง เปลี่ยนชื่อไปเป็นปรมาจารย์ดาบ เป็นจุดสูงสุดไม่มีการพัฒนาต่อ สกิลเชี่ยวชาญมีดขั้นสูงก็ได้เปลี่ยนตัวเองไปเป็นปรมาจารย์มีดเช่นเดียวกัน
เพียงแค่เขามีมีดและดาบในมือ การใช้งานอาวุธทั้งสองไม่ต่างจากเขามีอวัยวะชิ้นที่ 33 โผล่ออกมา ส่วนสกิลเชี่ยวชาญหมัดเขาใช้น้อยมากจึงยังเป็นแค่เชี่ยวชาญหมัดขั้นสูง ถึงอย่างนั้นก็อีกไม่นานเขาจะกลายเป็นปรมาจารย์หมัด ส่วนสกิลเชี่ยวชาญธนูเป็นขั้นสูงแล้ว แม้จะไม่ได้ใช้บ่อยเขากลับฝึกมันบ่อยที่สุดตอนว่างจึงทำให้มันมาได้ไกลถึงขนาดนี้
นอกจากสกิลที่พัฒนาเป็นปรมาจารย์ สกิลใหม่ที่เขาซื้อมา 2 สกิลไม่ว่าจะเป็นสกิลตัดเงาและสกิลเล็งจุดตายก็ทำให้เขาฆ่าได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
ยังมีสิ่งที่ทำให้เขาพอใจมากกับ 4 เดือนหลังของการฝึกคือการเพิ่มขึ้นมาของค่าสถานะทั้ง 3 ด้านที่เพิ่มมาอย่างละ 1 หน่วย
โดยแต้มสถานะ 1 หน่วยที่ได้มานี้ มันเป็นสิ่งที่รีดออกมาจนสุดกำลังของเขาแล้ว จนแอชเชอร์นึกว่าตัวเองจะตายเพราะต้องฝึกซ้อมจนร่างกายบาดเจ็บวันละ 2 หน เช้า เย็น เพื่อให้ได้แต้มนี้มา มันเป็นอย่างระบบอธิบายเอาไว้ว่าแต้มสถานะจะเพิ่มยากจากการฝึกหากผ่าน 10 แต้มไป ซึ่งเขาคิดว่าคงได้เวลาแล้วที่เขาจะเลิกสนใจในการออกกำลังกายอย่างหนัก หันมาใช้งานแต้มสถานะคงเหลือจากทางระบบแทน
“สถานะ”
[ระบบ 1 - 1 ระดับ 4 ดาว]
[ชื่อ : แอชเชอร์ แอสลาส]
[อายุ : 15 ปี]
[ระดับซิงโครไนซ์ : SS ]
[พลังโจมตี 0 [11]]
[พลังป้องกัน 0 [11]]
[ความเร็ว 1 [11]]
[พลังต่อสู้ 170]
[ฟอสเอนเนอร์จี้ 325,092]
[แต้มสถานะคงเหลือ 89]
[ สถานะร่างกาย 100 % ]
สกิล >>
[วิ่งเร็ว{Max}][ระเบิดความเร็ว{Max}][วิ่งหลบหลีก{Max}][ปีนป่าย{Max}][ว่ายน้ำ{Max}][ปอดเหล็ก{max}][กระโดดสูง{Max}][พลิกตัวกลางอากาศ{Max}][เล็งจุดตาย{Max}]
[ลำแสงอาวุธ{Max}][ยิงต่อเนื่อง{Max}]][โจมตีต่อเนื่อง{Max}][ดับเบิ้ลสแลช{Max}][ทริปเปิ้ลสแลช{Max}][ปรมาจารย์มีด{Max}][ปรมาจารย์ดาบ{Max}][ตัดเงา{Max}]
[เชี่ยวชาญหมัดขั้นสูง{86%}]
[เชี่ยวชาญธนูขั้นสูง 45 %]
ระบบถูกเพิ่มให้เป็น 4 ดาวจากในระหว่างวันที่ 20 ของเดือน 4 แอชเชอร์อัพมันขึ้นมาก็เพราะว่าฟอสเอนเนอร์จี้ของเขามีมากเกินไป แล้วเขาอยากจะได้ฟอสเอนเนอร์จี้จากการดูดซับที่มากขึ้นจากการปลดล็อกระดับของระบบ จึงทำให้ระบบเป็น 4 ดาว
ซึ่งระบบที่ถูกอัพเกรดเป็น 4 ดาวได้มอบหลายอย่างให้กับเขา สิ่งแรกคือการได้ปลดล็อกร้านค้าให้สูงขึ้นไปเป็น 4 ดาว ด้วยระดับนี้ทำให้เขาซื้อของได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ อุปกรณ์เทียบเท่ากับเทคโนโลยีของกองทัพที่ใช้สร้างชุดเกราะมาร์คไฟฟ์ ยังมียารักษาและสกิลอีกหลายอย่าง ถึงอย่างนั้นแอชเชอร์ก็ไม่ได้เลือกซื้อพวกมันมาทั้งหมด เขาซื้อเพียงแค่สิ่งที่เล็งเห็นว่ามีประโยชน์กับตัวของเขาเท่านั้น การมีสกิลที่มากไม่ใช่เรื่องดีเช่นกันเพราะมันจะทำให้เขาเกิดความสับสนได้ในเวลาการต่อสู้ เขาจึงค่อยๆเพิ่มสกิลมาทีละเล็กน้อย เพื่อให้เกิดความคุ้นชิ้น
สิ่งที่สองที่เพิ่มขึ้นมาคือช่องเก็บของตอนนี้มีถึง 300 ช่องแล้ว นับว่ามีจำนวนที่มาก อย่างไรก็ตามแอชเชอร์ก็ยังใช้งานไม่ถึง 10 ช่องเลยด้วยซ้ำ ภายในช่องเก็บของที่เขาใช้งานมีเพียงแค่ 2 ช่องเท่านั้นคือ ช่องที่ 1 ใช้เก็บหัวใจมอนสเตอร์ 5 ดาว อีกหนึ่งช่องเก็บหัวใจมอนสเตอร์ 6 ดาว ของทั้งสองสิ่งนี้มีผลต่อระบบของเขาแอชเชอร์จึงแอบเก็บเอาไว้ใช้งานอัพระบบภายหลัง
สิ่งที่สามคือขอบเขตของระบบหลัก ที่ตอนนี้สามารถลดระยะการใช้งานให้เหลือเพียง 30 เมตรเท่านั้น ภายในระยะ 30 เมตรของการเผชิญหน้ากับศัตรูสองต่อสอง ระบบหลักจะเปิดใช้งานอัตโนมัติเพื่อปรับแต่งพลังของเขาให้เท่ากับอีกฝ่าย
แล้วก็สิ่งสุดท้ายที่ทำให้แอชเชอร์พอใจคือระบบใหม่ที่เพิ่มเข้ามา ชื่อระบบกาชา ต้องใช้ฟอสเอนเนอร์จี้ 100 หน่วยในการสุ่ม 1 ครั้ง โดยของที่สุ่มจะเป็นของจากร้านค้า ทั้งที่ปลดล็อกและไม่ปลดล็อก แอชเชอร์ได้ลองเล่นไป 10 ครั้งแล้วแต่สุดท้ายเขาก็ได้ของระดับ 1 ดาวมาเท่านั้น มันจึงไม่สามารถใช้เป็นระบบหลักที่คาดหวังกับมันได้