“ฝ่าบาท เมื่อตะกี้มันเกิดอะไรขึ้น? แล้วคนเมื่อสักครู่เขาคือใครกัน?”
เวลามันไปผ่านไปแล้วห้านาที แต่ความสับสนและตกตะลึงยังไม่จางหายไป เจ้ากรมกลาโหมถามพระราชาของเขาโดยที่สายตายังค้างไปในทิศทางที่ลำแสงยักษ์พุ่งเข้ามา เขาไม่สามารถบรรยายความรู้สึกของเขาในตอนนี้ได้เลย
ท่ามกลางความสิ้นหวังของทุกคน ลำแสงประหลาดที่กุนซือมารทิ้งท้ายไว้ก่อนจะจากไป ด้วยการเย้ยหยันจากชายหนุ่มที่ไม่มีใครรู้จักหัวนอนปลายเท้า ทุกคนล้วนสาปแช่งชายหนุ่มที่ทำให้พวกเขาต้องเจอกับความพิโรธจากกองทัพศิขา
แม้ไม่รู้ว่าลำแสงยักษ์ประหลาดนั้นคืออะไร แต่มันให้ความรู้สึกที่น่ากลัวกว่าลำแสงที่อสูรแพะปีศาจไฟปลดปล่อยออกมาก่อนหน้านี้เสียอีก เพราะมันสามารถบดขยี้เรือบินรบและทุก ๆ อย่างที่มันเคลื่อนตัวผ่านให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ได้อย่างง่ายดาย และพวกเขากำลังจะเป็นเป้าหมายถัดไปของมันโดยไม่มีม่านพลังป้องกันหยุดยั้งมันได้เหมือนก่อนหน้านี้
ในวินาทีนั้นพวกเขากำลังจะตาย ด้วยความเร็วของลำแสงที่มิอาจมีใครหนีพ้นได้ จู่ ๆ มันก็เหมือนถูกหยุดลงราวกับเจอเข้ากับกำแพงล่องหน พวกเขาต่างสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจดจำได้ดีว่าม่านพลังป้องกันเวทมนตร์ของพวกเขาถูกทำลายลงไปแล้ว แล้วมันถูกหยุดลงได้อย่างไร?
หรือว่ามีม่านพลังป้องกันสำรอง? เจ้ากรมกลาโหมรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ เขาเป็นผู้บังคับบัญชาในการนำกองทัพธาราในการทำสงครามกับกองทัพศิขาในครั้งนี้ เขาย่อมต้องรู้ดีว่ากองทัพของเขามีอาวุธอะไรบ้าง จำนวนเท่าไร กำลังพลมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นเรื่องม่านพลังป้องกันสำรอง เขาก็ย่อมต้องรู้หากมันมี
หรือพระราชาจะเก็บมันไว้เป็นความลับ? ถึงกระนั้นพระราชาของเขาก็น่าจะเรียกใช้ขึ้นมาตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าม่านพลังป้องกันแรกพังทลายลงแล้ว สีหน้าของเขาไม่ได้บ่งบอกเลยว่ามีไพ่ลับอะไรอีก พระราชาดูสิ้นหวังไม่ต่างจากเขา
เมื่อนึกถึงช่วงเวลานั้น เจ้ากรมกลาโหมแอบรู้สึกสงสัยเมื่อเห็นสีหน้าที่ดูตื่นเต้นของพระราชาเมื่อเขาเห็นชายหนุ่มประหลาดคนนั้นก้าวเข้ามาในสนามรบ และกลายเป็นเขาจริง ๆ ที่ทำให้ทุกคนทั้งตกใจและดีใจไปพร้อม ๆ กันในตอนนี้
ท่ามกลางลำแสงยักษ์ประหลาดที่กำลังมุ่งเข้ามาโดยไม่มีสิ่งขวางกั้นมันได้ แต่ก่อนที่มันจะได้ปะทะเข้ากับกองเรือบินรบธารา ทันใดนั้นมันก็หยุดลงอย่างกะทันหัน เมื่อเจ้ากรมกลาโหมตื่นจากความตกตะลึง เขารีบมองหาสาเหตุว่าเหตุใดลำแสงที่น่ากลัวนั้นถึงหยุดลง เขาก็สังเกตเงาดำ ๆ อยู่ท่ามกลางลำแสงยักษ์นั้น และเมื่อเขาหรี่ตาเพ่งมองให้ชัดขึ้น เขาก็ได้รู้ว่าเงาดำนั้นคือชายหนุ่มที่ทุกคนต่างสาปแช่งและด่าทอว่าเป็นคนบ้า
ชายหนุ่มเหมือนบุคคลในตำนานที่สามารถใช้ดาบของเขาชี้ไปข้างหน้าเพื่อหยุดลำแสงที่น่ากลัวนั้นได้ และสิ่งที่น่ากลัวยิ่งนั้น คือชายหนุ่มคนนั้นดูเหมือนเขาไม่ได้หยุดลำแสงนั้นไว้เฉย ๆ เท่านั้น มันเหมือนกับเขาดูดมันเข้าไปเสียมากกว่า ตั้งแต่เกิดมา เจ้ากรมกลาโหมไม่เคยได้ยินหรือพบเห็นสิ่งที่ชายหนุ่มคนนี้ทำได้มาก่อน
ตั้งแต่ต้นจนจบ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ชายหนุ่มก็สามารถทำให้ลำแสงประหลาดนั้นหายไปราวกับมันไม่เคยมีมาก่อน หลังลำแสงประหลาดนั้นหายไป กลายเป็นชายหนุ่มแทนที่ดูประหลาด
เขาลอยได้ เขาอยู่กลางอากาศ หากทุกคนจำไม่ผิด พวกเขามั่นใจว่าชายหนุ่มเคยมีผมสีดำ แต่หลังลำแสงประหลาดหายไป สีผมของเขากลับเป็นสีเงินจนเกือบขาว และทันใดนั้นเขาก็เหมือนกับลำแสงขนาดเล็กที่บินหายด้วยความเร็วแสงไปในทิศทางหนึ่ง และเจ้ากรมกลาโหมคาดเดาเอาเองว่านั่นคงเป็นทิศทางที่กุนซือมารหนีไป
“เขาคือความหวังของพวกเรายังไงล่ะ” พระราชายิ้มพร้อมกับตอบคำถามของเจ้ากรมกลาโหม
ตูม!
การคาดเดาของเจ้ากรมกลาโหมนั้นถูกต้อง อานนท์บินมาหาเรือบินรบของกุนซือมารจริง ๆ เขาพุ่งชนเรือบินรบจนร่วงลงพื้นไม่สามารถบินต่อไปได้
“บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ ปลายดาบของข้าอยู่ที่ไหน?” เสียงเย็นชาไม่ดังมากแต่ก็ได้ยินชัดเจน