หลังจากนั้นแม่ก็เหมือนจะท้องขึ้นมาท้องั้แ่วันนั้นเนี่ย หมายความว่าฉันเป็พยานตัวสำคัญในการกำเนิดน้องสินะ
อีกอย่างอย่าบอกนะว่าฉันเป็ต้นเหตุที่พ่อกับแม่ฮึดทำาภายในกันอย่างหนัก..?ก็แม่บอกจะเอาเื่ที่ฉันพูดได้ไปบอกพ่อแล้วไม่กลับมาอีกเลย
พอรู้ตัวก็เห็นทำากันอยู่..อืม… ช่างมันแล้วกันไม่เกี่ยวกับฉันนี่น่า
จะว่าไปแล้ว่นี้ฉันรู้สึกนุ่มฟูเกินไปเราจะอ่อนข้อต่อโลกที่แสนโหดร้ายนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
ฉันต้องมีความระวังในความคิดมากกว่านี้เพราะว่าในโลกนี้มีคนที่เหมือนเป็พ่อแม่จริงๆ อยู่เลยทำให้ฉันอ่อนข้อต่อโลกเกินไป
ด้วยเหตุนี้ฉันจึงกลับมาเป็คนเดิมได้สำเร็จสิ่งที่ฉันขาดไปตอนนี้คือข้อมูลของโลกในตอนนี้ โลกปัจจุบัน
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป
เวทมนตร์ขอบเขตธรรมชาติหรืออีกชื่อที่ฉันได้อ่านเจอในหนังสือ ‘เวทมนตร์มนุษย์’ มันคือเวทมนตร์ที่ใครๆ จะทำได้ก็จริงแต่ที่ขาดไม่ได้คือการศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับธรรมชาติและโลกใบนี้
เวทมนตร์จะแข็งแกร่งได้ไม่ใช่ต้องมีจำนวนพลังเวทมหาศาลยกตัวอย่างเช่นผู้กล้าแรกเริ่มเดิมทีพลังเวทของมนุษย์นั้นน้อยกว่าปีศาจมากนัก
แต่ที่สามารถต่อกรกับจอมมารหรือปีศาจได้เพราะการเข้าใจโลกและธรรมชาติได้มากจึงสามารถใช้พลังอันน้อยนิดแทรกแซงกฎของโลกได้
จริงอยู่ที่ผู้กล้าใช้เวทมนตร์แฟร์รี่ได้แต่นั่นมันส่วนน้อย เวทมนตร์มนุษย์คือเวททั่วไปสำหรับผู้กล้าที่ต้องใช้กันทุกคน
การจะแทรกแซงกฎของโลกและความเป็จริงจำเป็ต้องเข้าใจมันเสียก่อน ยกตัวอย่าง ไฟ
อย่างที่ใครๆ ก็ทราบกันว่าองค์ประกอบของไฟ นั้นมีอยู่สามอย่าง ซึ่งประกอบไปด้วย ออกซิเจน,เชื้อเพลิงและความร้อน
ดังนั้นการที่เราจะสร้างไฟขึ้นมาสิ่งที่เราต้องทำคือการแทรกแซงองค์ประกอบเหล่านี้ให้อยู่ในจุดจุดเดียวและปลดปล่อยมันออกมาในคราวเดียว
หรือถ้าเป็สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติได้ยากกว่าปกติอย่างน้ำเราก็ต้องเจาะลึกเข้าไปในระดับสสารมวล ของสิ่งที่เรียกว่า ‘ของเหลว’ ในการสร้างมันขึ้นมา
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือการจะปลดปล่อยเวทได้นั้นต้องเข้าใจในระดับดังกล่าวเลยทีเดียว
แต่ขอบเขตมันก็มีก็คือการสร้างสิ่งของจากความว่างเปล่านั่นแหละ
การแทรกแซงไม่เหมือนกับการสร้างหากเรา้าที่จะสร้างเราแค่สร้างมันเท่านั้น และการสร้างคือเวทมนตร์แฟร์รี่
แต่การแทรกแซงที่กำลังพูดถึงอยู่คือการทำในสิ่งที่มีความเป็ไปได้ในโลกนี้เช่นการ ปล่อยน้ำ ปล่อยไฟ ปล่อยดิน ปล่อยสายฟ้า
ไม่จำกัดแค่ธาตุอาจจะสร้างโกเล็มดินขึ้นมาโดยใช้เวทมนตร์เป็วงจรในการควบคุมร่างกาย หรือสิ่งต่างๆเวทมนตร์มีความหลากหลายไร้จุดสิ้นสุด
ไม่ว่าจะเป็สิ่งที่ยังไม่ค้นพบหรือเป็สิ่งที่ค้นพบแล้วก็ยังมีมากมายอีกจนนับไม่หมด นี่คือความไร้ที่สิ้นสุดของคำว่า‘เวทมนตร์ขอบเขตธรรมชาติ’
แต่ก็มีลึกกว่านั้นคือการเปลี่ยนมูลฐานอะตอมของวัตถุว่าง่ายๆ เปลี่ยนถ่านให้เป็ทองคำก็ได้นั่นเอง
แต่นั่นเป็ศาสตร์ที่เรียกว่า‘การแปรธาตุ’ และการที่จะทำได้ในระดับเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอะตอมได้นั้น
ว่ากันว่าต้องมี ‘ศิลานักปราชญ์’ก่อน.. ถึงโลกเดิมฉันจะมีคนเข้าใจโครงสร้างของอะตอมเต็มเลยก็เถอะนะถ้าพวกนักวิทยาศาสตร์มาโลกนี้จริงๆ
เวทมนตร์มนุษย์คงก้าวะโแน่ๆไม่ว่าจะเป็การสร้างหลุมดำเทียม ซุปเปอร์โนว่า หรืออะไรหลายๆ อย่างในโลกเดิม
แต่ฉันไม่คิดจะทำแบบนั้นหรอกนะถึงจะพอมีความรู้เื่เลขอะตอมอยู่บ้างแต่ฉันไม่คิดจะเปลี่ยนถ่านให้เป็ทองคำหรอกนะ
ก็แหมถ้ามีคนรู้เข้าฉันคงโดนจับไปเป็เครื่องปั๊มทองทั้งวันทั้งคืน..แค่คิดก็ตัวสั่นแล้วแหละ ไม่เอาแบบนั้นเฟ้ย
กลับมาเื่เดิมเวทมนตร์คือสิ่งที่มีอยู่จริงและสามารถเข้าใจมันได้ด้วยคำอธิบายแต่เป็การแทรกแซงให้มันปรากฏเพียงเท่านั้น
แต่เวทมนตร์แฟร์รี่คือทำในสิ่งที่เป็ได้หรือเป็ไปไม่ได้ทั้งหมด และสร้างมันขึ้นมาโดยตรง คล้ายๆกับคำว่าแทรกแซงธรรมชาติ
เพียงแต่นี่มันคือการ ‘ควบคุม’โดยเบ็ดเสร็จ!
อยากให้เวลาหยุดเดิน ก็ต้องหยุดเดินอยากให้เวลาย้อนกลับก็ต้องย้อนกลับ นั่นล่ะคือความแข็งแกร่งของเวทมนตร์แฟร์รี่
ไม่จำเป็ต้องใช้หลักเหตุผลหรือตรรกะใดๆในการควบคุมมัน
เพราะว่าภูตคือตัวตนที่เป็จุดศูนย์กลางของโลก คนที่ควบคุมธรรมชาติควบคุมสิ่งที่ควรจะเป็
แม้ว่าภูตจะแตกต่างกันออกไปเช่นธาตุไฟ ธาตุน้ำ อะไรแบบนั้น แต่ไม่ได้แปลว่าพวกมันควบคุมได้แค่น้ำและไฟ
มันแค่เป็ตัวแทนของน้ำและไฟทั้งหมดทั่วทั้งจักรวาลที่พระเ้าเขียนมันให้เป็รูปธรรมขึ้นมา
ว่าง่ายๆ หากภูตไฟตายไป ก็จะไม่มี‘ไฟ’ บนโลกนี้อีกต่อไปนั่นเอง
นั่นแหละคือภูต…
แล้วก็พวกนี้เนี่ยมีการแบ่งพลังด้วยนะ..ถ้าให้เปรียบเทียบกับเกมคงคล้ายๆ คลาส การจะเลื่อนคลาสต้องทำภารกิจเป็นักผจญภัยอะไรแบบนั้นล่ะมั้ง
อันนี้เป็ข้อมูลที่ได้มาจากการอ่านหนังสือ..คือโลกใบนี้ถึงจะมีนักรบดาบก็จริง แต่ส่วนใหญ่ก็มีเวทมนตร์กัน
ซึ่งแบ่งระดับจากต่ำไปสูง ได้แก่
นักเรียนฝึกหัด
จอมเวทเริ่มต้น
จอมเวทระดับล่าง แบ่งออกเป็สามชั้น(เป็จอมเวทเต็มตัว)
จอมเวทระดับกลาง แบ่งออกเป็สามชั้น (อักษรรูนมากกว่าหนึ่ง)
จอมเวทระดับสูง แบ่งออกเป็สามชั้น(บทสวดแห่งรูนมากกว่าหนึ่งบท)
นักมหาเวท (คัมภีร์แห่งรูน)
พาลาดิน (ปกครองหอสมุดแห่งรูน The rule of library)
….
นี่คือระดับต่างๆ บนโลกปัจจุบันไม่ใช่ว่ามีพลังเวทระดับไหนๆ เหมือนฝั่งปีศาจแต่ระดับของเหล่าจอมเวทจะพิสูจน์จากการกระทำ ภารกิจและการเข้าใจต่อเวทมนตร์
ส่วนพวกอักษรรูนฉันว่าไม่ควรพูดถึงตอนนี้เพราะมันห่างไกลฉันเกินไป ก็นะแต่บนโลกนี้มีพาลาดินอยู่ไม่กี่คนหรอกนะ
เพราะพาลาดินคือขอบเขตที่ว่าสามารถต่อสู้กับจอมมารได้อย่างเท่าเทียมหรือก็คือระดับเดียวกับผู้กล้าที่ใช้เวทมนตร์แฟร์รี่ได้!
บนโลกนี้ไม่มีใครไปถึงระดับนั้น..แต่ก็นะการจะเลื่อนระดับมีหลายวิธีมาก ไม่ว่าจะเป็การกระทำพวกเป็รีรบุรุษฆ่าปีศาจปกป้องประเทศอะไรแบบนี้
แต่ตัดไปได้เลยสมัยนี้คือความสงบสุขต่อให้มีาก็เป็แค่การ่ชิงอำนาจเล็กๆเลยเหลือแค่ภารกิจกับความเข้าใจต่อเวทมนตร์
ภารกิจมีหลากหลายกันออกไปไม่ว่าจะช่วยชาวบ้าน บลาๆ แต่ภารกิจเหล่านี้จะมีอยู่แค่ในโรงเรียนชั้นนำของประเทศหรือในกิลด์นักผจญภัยเท่านั้น
ส่วนความเข้าใจต่อเวทมนตร์ไม่จำกัดว่าจะเป็อะไรหรือใครที่ไหน แต่ในทุกๆ ปีจะมีการทดสอบความเข้าใจต่อเวทมนตร์ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง
ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าเวทมนตร์ของเขาอยู่ในระดับไหนนั่นเอง นี่คือข้อมูลเบื้องต้นที่ฉันได้รู้มาน่ะนะ
แต่ว่าที่ติดใจฉันคือโรงเรียนเวทมนตร์นั่นแหละ ฉันไม่สนใจพวกกิลด์นักผจญภัยอะไรทำนองนั้นหรอก พูดถึงกิลด์ก็นึกถึงนิยายแฟนตาซีที่แบบ
ต้องออกไปเสี่ยงอันตรายแลกเงินไรแบบนั้นแต่ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ แต่ที่น่าสนใจคือโรงเรียนสินะ
ไม่ได้อยากมีเพื่อนหรืออะไรหรอกนะฉันแค่คิดว่าถ้าลองได้เรียนรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์มากกว่านี้คงจะสนุกไม่น้อย
ถึงพูดเองจะยังไงๆ อยู่ แต่เห็นแบบนี้ฉันก็เป็พวกชอบความรู้มากๆนะ
ก็แน่สิถ้ามีความรู้ก็ไม่มีทางโดนหลอกใช่ไหมล่ะ ฮ่าๆ
ฉันนี่สุดยอดจริงๆ คิดไม่ถึงเลยล่ะสิ