จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 82: ประตูสู่ยมโลก

    ม่านน้ำตกที่ไหลบ่าลงมาเปรียบเสมือนประตูที่ปิดกั้นระหว่างโลกแห่งผู้มีชีวิตและดินแดนแห่งความตายที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง


    คำอินทร์และลุงมียืนสงบนิ่งอยู่หน้าปากถ้ำ เสียงซ่าของสายน้ำดังสนั่นหวั่นไหวแต่กลับไม่สามารถกลบเสียงหัวใจที่เต้นระรัวของคนทั้งสองได้


    ไอเย็นที่พัดออกมาจากภายในถ้ำนั้นไม่ได้มาจากความชื้นของน้ำแต่มาจากพลังมนต์ดำอันชั่วร้ายที่แผ่ซ่านออกมาจนสัมผัสได้ด้วยผิวหนัง


    "เราจะเข้าไปกันเลยรึ พ่อหนุ่ม" ลุงมีเอ่ยถามขึ้น ใบหน้าของแกที่เคยดูผ่อนคลายเมื่อครู่ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและระแวดระวังอย่างถึงที่สุด "ข้างในนั่น...พลังมันร้ายกาจนัก ข้าว่าเรารอให้ฟ้าสางก่อนดีหรือไม่ อย่างน้อยให้มีแสงสว่างนำทางบ้าง"


    คำอินทร์ส่ายหน้าช้าๆ สายตาของเขาจับจ้องไปยังความมืดมิดที่อยู่หลังม่านน้ำตก ไม่วางตา


    "เราไม่มีเวลารอแล้วท่านลุง" เขากล่าวเสียงเรียบ "ทุกวินาทีที่เราอยู่ที่นี่ กองทัพผีดิบของมันอาจจะเพิ่มจำนวนขึ้น และจอมอาคมผู้นั้นอาจจะรู้ตัวว่าแผนการของมันถูกเปิดโปงแล้ว เราต้องเข้าตีในขณะที่มันยังไม่ทันตั้งตัว นี่คือโอกาสเดียวของเรา"


    ลุงมีถอนหายใจแกรู้ดีว่าคำพูดของเด็กหนุ่มนั้นถูกต้องทุกประการ


    คำอินทร์หลับตาลง เขาแผ่จิตสัมผัสกระแสของตนเองให้ลึกล้ำและละเอียดอ่อนที่สุด เพื่อสำรวจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังม่านน้ำตก


    จิตของเขามองเห็นกระแสพลังงานสีดำทมิฬที่ไหลเวียนอยู่หน้าปากถ้ำ มันหมุนวนราวกับน้ำวน คอยดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าใกล้และเขายังรู้สึกได้อีกว่าผนังถ้ำแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติทั้งหมด แต่มีร่องรอยของการถูกขุดเจาะและแกะสลักด้วยมนตราอาคมโบราณ 


    ที่นี่...มันเป็นมากกว่าแค่ถ้ำธรรมดา


    "ทางเข้าถูกป้องกันไว้ด้วยม่านอาคม" เขาบอกกับลุงมี "มันจะสูบพลังชีวิตของผู้ที่พยายามจะผ่านเข้าไป เราต้องหาทางทำลายมันก่อน"


    ทั้งสองค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ จนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่หลังม่านน้ำ ภาพเบื้องหน้าคือปากถ้ำที่มืดสนิทและที่ปากถ้ำนั้น มีม่านพลังงานโปร่งแสงสีดำแดงสั่นไหวไปมาราวกับม่านอากาศในวันที่มีแดดจัด


    มันคล้ายเป็นประตูสู่ยมโลกอย่างแท้จริง


    ลุงมีเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แกหรี่ตามองม่านอาคมนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วก็พยักหน้าช้าๆ


    "นี่เป็นอาคมสายคุณไสยดินเป็นมนต์ดำของพวกนักบวชนอกรีตที่บูชาเจ้าป่าเจ้าเขา" แกอธิบาย "การจะทำลายมันด้วยพลังซึ่งๆ หน้า คงต้องใช้พลังมหาศาลและจะทำให้ผู้ร่ายมนต์รู้ตัวทันที แต่ทุกอาคมย่อมมีจุดอ่อน"


    จิ้งจอกเฒ่าเริ่มแสดงความสามารถที่แท้จริงของตนเองออกมา แกไม่ได้คิดจะใช้พลังอาคมเข้าปะทะแต่กลับล้วงเข้าไปในย่าม หยิบเอาอุปกรณ์แปลกๆ ออกมามากมาย มีทั้งผงธุลีสีต่างๆแท่งสีขาวที่ทำจากกระดูกสัตว์และเส้นด้ายสีแดงที่ผ่านการปลุกเสก


    แกเริ่มลงมือ...แกใช้แท่งกระดูกวาดสัญลักษณ์ยันต์โบราณขึ้นบนพื้นหินหน้าปากถ้ำ เป็นยันต์ที่มีลักษณะตรงกันข้ามกับสัญลักษณ์ของม่านอาคมอย่างสิ้นเชิง


    จากนั้นแกก็โรยผงธุลีสีขาวไปตามลายเส้นของยันต์ แล้วเริ่มสวดคาถาด้วยภาษาบาลีโบราณที่ฟังไม่คุ้นหู


    "โอม...ปฐวีคงคา...ภูตผีปีศาจจงสลาย...ประตูทมิฬจงเปิดทาง...ด้วยอำนาจแห่งพระธรณี...จงเปิด...จงเปิด...จงเปิด!"


    สิ้นเสียงคาถา ยันต์บนพื้นก็ส่องแสงสีขาวนวลขึ้นมา! แสงนั้นพุ่งเข้าไปปะทะกับม่านอาคมสีดำแดง!


    มันไม่ได้เกิดการระเบิดแต่กลับเกิดภาพที่น่าอัศจรรย์...ม่านอาคมที่เคยสั่นไหวอย่างรุนแรงกลับค่อยๆ สงบนิ่งลง. และตรงกลางของม่านนั้น...ก็ค่อยๆ ปรากฏเป็นช่องว่างเล็กๆขนาดพอดีที่คนๆ หนึ่งจะลอดผ่านเข้าไปได้!


    "ไปเร็วเข้าพ่อหนุ่ม!" ลุงมีร้องบอก "ข้าจะเปิดประตูนี้ไว้ได้ไม่นาน!"


    คำอินทร์ไม่รอช้า เขารีบมุดลอดผ่านช่องว่างนั้นเข้าไปในถ้ำทันที ตามมาด้วยลุงมีที่รีบเก็บข้าวของแล้วมุดตามเข้ามาอย่างรวดเร็วและทันทีที่ร่างของลุงมีพ้นเข้ามา ประตูอาคมนั้นก็ปิดลง กลับสู่สภาพเดิม ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    บัดนี้พวกเขาทั้งสองได้เข้ามาอยู่ในรังของพญามารแล้วโดยสมบูรณ์


    บรรยากาศภายในถ้ำนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่จินตนาการไว้...


    อากาศเย็นยะเยือกและชื้นแฉะ เต็มไปด้วยกลิ่นอับของดิน กลิ่นเน่าเปื่อยของซากสัตว์และกลิ่นโอโซนจางๆ ที่เกิดจากพลังงานอาคมที่อัดแน่นอยู่ทุกอณู


    เสียงคำรามของน้ำตกที่อยู่ภายนอก บัดนี้กลายเป็นเพียงเสียงทุ้มต่ำที่ดังก้องสะท้อนไปมา สร้างความรู้สึกกดดันอย่างมหาศาล


    ผนังถ้ำบางส่วนเป็นหินงอกหินย้อยตามธรรมชาติแต่บางส่วนกลับเรียบเกลี้ยงและถูกแกะสลักไว้ด้วยอักขระและสัญลักษณ์ประหลาดที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน


    มันไม่ใช่อักษรของสยามและก็ไม่ใช่ของพม่า แต่เป็นภาษาโบราณที่ดูเก่าแก่และทรงพลัง 


    มีตะไคร่น้ำและเห็ดราที่เรืองแสงสีเขียวและสีฟ้าจางๆ เกาะอยู่ตามผนังถ้ำ ให้แสงสว่างที่ดูสลัวและน่าหวาดหวั่น เพียงพอที่จะทำให้มองเห็นทางเดินที่ทอดยาวลึกลงไปในความมืดเบื้องหน้า


    พวกเขาเดินทางลึกเข้าไปอย่างระมัดระวัง คำอินทร์ใช้จิตสัมผัสกระแสนำทาง ในขณะที่ลุงมีคอยสอดส่องอันตรายทางกายภาพ 


    แล้วพวกเขาก็เจอกับกับดักแรก 


    เบื้องหน้าของพวกเขาคือเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นและมีสะพานหินแคบๆ เพียงเส้นเดียวทอดข้ามไป ดูเหมือนจะเป็นทางไปต่อเพียงทางเดียว 


    ทันใดนั้นคำอินทร์กลับหยุดชะงัก จิตของเขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติ...


    "อย่าเพิ่งข้ามไป" เขากระซิบเตือนลุงมีที่กำลังจะก้าวขึ้นไปบนสะพาน "มันเป็นภาพมายา"


    ลุงมีชะงักกึก! เขามองไปยังสะพานนั้นอีกครั้ง มันดูแข็งแรงและสมจริงทุกประการแต่เขาก็เชื่อในสัญชาตญาณของอสุราน้อยคนนี้


    คำอินทร์ชี้ไปยังผนังถ้ำด้านข้างที่ดูเหมือนจะเป็นทางตัน "ทางที่แท้จริง...อยู่ตรงนั้น"


    เขาเดินนำไปแล้วใช้มือลูบไปตามผนังถ้ำ เมื่อมือของเขาสัมผัสกับจุดหนึ่ง ผนังถ้ำที่เป็นหินแข็ง กลับกลายเป็นเพียงอากาศธาตุ! เผยให้เห็นทางเดินแคบๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังภาพลวงตานั้น!


    "เจ้าเล่ห์นัก!" ลุงมีสบถ "ถ้าไม่มีเจ้า...ข้าคงตกลงไปตายในเหวนั่นแล้ว"


    พวกเขาเดินทางผ่านทางเดินลับนั้นไปแล้วก็ต้องเจอกับกับดักต่อไป 


    มันคือโถงถ้ำขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเงามืดที่สั่นไหวไปมาและในเงานั้นมีเสียงกระซิบที่น่าขนลุกดังขึ้น


    มันกระซิบถึงความกลัว...ความสิ้นหวัง...และความล้มเหลวในอดีตของพวกเขา...มันคือมนต์ดำที่โจมตีจิตใจโดยตรง!


    ลุงมีรีบหยิบลูกประคำขึ้นมาสวดมนต์บทใหญ่ทันที! พลังแห่งพุทธคุณช่วยสร้างเกราะป้องกันจิตใจของแกไว้ได้...


    ส่วนคำอินทร์นั้น เขาใช้ความแข็งแกร่งของจิตใจที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักและพลังอันบริสุทธิ์ของแก่นอาคมแผ่นดิน ต้านทานเสียงกระซิบเหล่านั้น


    เขาจดจ่ออยู่กับเป้าหมายไม่ปล่อยให้จิตใจของตนเองไขว้เขวไปกับคำลวงของปิศาจ


    หลังจากที่ผ่านพ้นกับดักทางจิตมาได้ ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงโถงถ้ำที่ใหญ่ที่สุด 


    มันคือโถงถ้ำขนาดมหึมาใหญ่โตราวมหาวิหารใต้พิภพ เพดานถ้ำสูงจนมองแทบไม่เห็น มีหินงอกหินย้อยรูปร่างแปลกตาห้อยลงมาราวกับโคมระย้าแห่งความตาย 


    และที่ใจกลางของโถงถ้ำนั้น...คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องหยุดหายใจ...


    มันคือ "บ่อโลหิต"...บ่อขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยของเหลวสีดำข้นคล้ายโคลนที่กำลังเดือดปุดๆและส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปทั่ว


    รอบๆ บ่อนั้นมีร่างไร้วิญญาณของชาวบ้านที่หายไปจากบ้านผาเลือดนอนเรียงรายกันอยู่! พวกเขากำลังรอคอยที่จะถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเป็นกองทัพผีดิบ!


    และบนแท่นหินที่ยกสูงขึ้นไปซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังของบ่อโลหิตนั้น มีร่างของบุรุษผู้หนึ่งกำลังยืนหันหลังให้พวกเขาอยู่ 


    เขาสวมใส่ชุดของฤาษีชีไพร ผมเผ้ายาวรุงรังแต่กระแสพลังมนต์ดำอันชั่วร้ายและทรงอำนาจที่แผ่ออกมาจากร่างของเขานั้น...รุนแรงยิ่งกว่าทุกสิ่งที่พวกเขาเคยสัมผัสมา! 


    เขากำลังยืนสวดมนต์ด้วยภาษาโบราณที่ฟังไม่คุ้นหู เหมือนกำลังปลุกปั้นพลังงานแห่งความตายที่อยู่เบื้องหน้า


    แล้วราวกับจะรู้ตัวว่ามีผู้มาเยือน ร่างนั้นก็ค่อยๆ หันกลับมา 


    เผยให้เห็นใบหน้าของชายชราผู้หนึ่งที่ดวงตาทั้งสองข้าง...ลุกโชนไปด้วยแสงสีแดงก่ำ...ดุจถ่านไฟจากนรก

    คล้ายกับเรื่องจอมอาคมกู้บัลลังก์ ที่คุณอ่าน