บทที่ 52 เริ่มการท้าทาย
จิตสัมผัสสายแล้วสายเล่าจี้มาสู่เจียงผิงอัน คนมากมายโคจรปราณเตรียมลงมือ
“ข้าบอกแล้วไง! เจียงผิงอันมิใช่ไส้ศึก!!”
เมิ่งจิงแผดเสียง อัสนีบนร่างเรืองวาบเกินควบคุม เส้นผมของนางโบกไสว “ผู้ใดกล้าลงมือ ข้าจะจัดการเสีย!”
หม่าเหว่ยลิงโลดในใจ นั่นแหละ! เดือดดาลแบบนั้นต่อไปนะ!
ขอเพียงนางกล้าลงมือกับผู้อื่น องค์หญิงจะขับนางออกไปแน่นอน!
“แคว้นหลิงไถฆ่าทหารของเราต้าเซี่ย ต้องสูญเสียไปเพียงไร กำลังแคว้นเราสิ้นไปเพียงไร ผู้ใดทำร้ายต้าเซี่ยของเขา ต้องไม่ถูกปล่อยไว้!”
หม่าเหว่ยดูกังวลถึงบ้านเมืองปวงชน ยุแยงราดน้ำมันบนกองเพลิงต่อไป
“ถูกต้อง! เพื่อต้าเซี่ย ต้องกำจัดไส้ศึกให้สิ้น!”
หนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งเดือดดาล
สีหน้าของเจียงผิงอันค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเยียบเย็น อำนาจในกายเคลื่อนโคจร
ขณะที่การปะทะกำลังจะเริ่มนี้เอง หนึ่งแรงกดดันก็ปรากฏลงสยบอำนาจของปวงชน
“เจียงผิงอันมิใช่ไส้ศึก ข้าตรวจสอบมาแล้ว”
เซี่ยชิงเดินเข้ามา คืนนี้นางสวมชุดพิธีการชาววัง ดูสง่างดงาม แข่งรัศมีเทียบจันทรา
“ใต้เท้า!”
“องค์หญิง!”
ปวงชนก้มหัวคารวะ
เซี่ยชิงชำเลืองหม่าเหว่ย เจียงผิงอัน และคนอื่น ๆ “วันนี้เป็นวันเฉลิมฉลอง อย่าได้ก่อปัญหาไม่น่าอภิรมย์”
“เขาเป็นคนพูดว่าเจียงผิงอันเป็นไส้ศึก!” เมิ่งจิงชี้หม่าเหว่ยด้วยตาแดงฉาน เดือดดาลยิ่งนัก
“เท่านี้ก็ไม่เป็นไรแล้วมิใช่หรือ?”
เซี่ยชิงลูบหัวเมิ่งจิง แม้นางก็รู้เช่นกันว่าหม่าเหว่ยจงใจสร้างปัญหา แต่ก็มิอาจพูดออกมาได้
เพราะถึงอย่างไร คนหนุ่มสาวอื่น ๆ ก็ต่างเป็นเดือดเป็นร้อนแทนต้าเซี่ย
หากพูดพาดพิงหม่าเหว่ย ผู้คนก็อาจคิดไปได้ว่านางมิห่วงความปลอดภัยของบ้านเมือง
เมื่อองค์หญิงกล่าวว่าเจียงผิงอันมิใช่ไส้ศึก คนอื่น ๆ ก็เก็บเจตนาปรปักษ์ไป
หม่าเหว่ยมิได้เผยสิ่งใดบนสีหน้า แต่ในใจผิดหวังอย่างยิ่ง จะสำเร็จอยู่แล้วเชียว
ขอเพียงเกิดการพิพาท เมิ่งจิงกับเจียงผิงอันก็จะถูกขับออกไปแน่ ๆ
เซี่ยชิงมองไปยังหนุ่มสาวรายล้อม พลางกล่าวว่า “วันนี้ นอกจากจะเฉลิมฉลองขึ้นปีใหม่กับทุกคนแล้ว เรื่องสำคัญที่สุดยังอยู่ที่ความปรองดอง”
“ทุกผู้แข่งขัน ความขัดแย้งย่อมต้องบังเกิด แต่ทุกคนล้วนเป็นคนของต้าเซี่ย เป็นอนาคตเสาหลักค้ำจุนต้าเซี่ย”
“เพื่อการพัฒนาของต้าเซี่ย และเพื่อให้ทุกคนเติบโตได้ดีขึ้นในภายหน้า สร้างมิตรย่อมเป็นประโยชน์กว่าสร้างศัตรู”
“อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า การประชันแย่งตำแหน่งจะจบลง และระหว่างนี้ ทุกคนตั้งใจฝึกฝน ไม่ว่าจะได้ที่หนึ่งหรือไม่ ก็จะยังเติบโตกันอยู่ดี”
“ช่วงกาลต่อจากนี้ เป็นของพวกเจ้าเหล่าหนุ่มสาว ข้าจะไม่อยู่ให้พวกเจ้ากดดันกัน หวังให้พวกเจ้าอยู่ดีสุขสบาย”
เซี่ยชิงหันมองกลับไปที่หญิงรับใช้ “แต่ละคนจะได้ซองแดงเป็นหินวิญญาณพันชิ้น”
สำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานทั่วไปในสำนักต่าง ๆ การได้หินวิญญาณเดือนละร้อยชิ้นนับว่าไม่เลวแล้ว
แต่ที่นี่ แค่ซองแดงก็ปาเข้าไปพันชิ้น และยังมีทรัพยากรมหาศาลแจกจ่ายทุกวัน
หญิงรับใช้นำถุงเก็บของสีแดงออกมาแจกจ่ายหินวิญญาณโดยถ้วนทั่ว
“ขอบพระทัยองค์หญิง!”
ปวงชนคำนับขอบคุณ
หลังจากองค์หญิงจากไป เมิ่งจิงก็ชี้หน้าตวาดหม่าเหว่ย “รอก่อนเถอะ หนึ่งเดือนนี้ ข้าจะเหยียบย่ำเจ้า! จะเตะเจ้าออกจากสิบอันดับแรกให้ได้!”
สมานฉันท์อะไร นางหาใส่ใจไม่ การที่หม่าเหว่ยจงใจใส่ความเจียงผิงอันทำให้นางโกรธยิ่งนัก
สีหน้าของหม่าเหว่ยไม่สู้ดี เขาต้องทุ่มเทอย่างหนักเพื่อเร่งสู่ชั้นเก้าให้ได้ มิเช่นนั้น ด้วยความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย เขาก็อาจจะถูกดีดร่วงได้จริง ๆ แน่
การติดสิบอันดับแรกของการแข่งขันจะทำให้ได้มาซึ่งทรัพยากรมหาศาลอันดียิ่งต่อการฝึกฝนของเขา จึงมิอาจหล่นลงจากลำดับได้
เมิ่งจิงไร้อารมณ์กินดื่ม หลังได้รับซองแดง นางก็ลากเจียงผิงอันจากไป
คนเหล่านี้อยู่ด้วยแล้วไม่สนุกเลย อยู่กับเจ้าท่อนไม้ยังสนุกกว่า
ก่อนเจียงผิงอันจรจาก เขาก็ฉวยขาสัตว์ภูตมาชิ้นหนึ่ง หากยามค่ำไร้สิ่งใดถึงท้อง เขาก็หิวได้ง่ายนัก
“อย่าโกรธเลยนะ ภายหลังข้าจะล้างแค้นให้เจ้า!”
ใต้ท้องนภาราตรี เมิ่งจิงสัญญาอย่างเคร่งขรึม
“ข้าทำเองได้นะ”
เจียงผิงอันพร้อมเริ่มท้าทายในวันพรุ่งแล้ว แม้ไร้วาจา แต่ก็มิได้หมายความว่าเขาไม่โกรธ
“เจ้าจะทำเอง? อยากย่องขึ้นบ้านผู้ใดหรือ? ไม่สิ ยอดฝีมือในจวนเจ้าเมืองเยอะแยะดุจเมฆา เจ้าจะถูกจับได้แน่นอน”
เมิ่งจิงไม่ได้คิดเรื่องเจียงผิงอันไต่อันดับเลยสักนิด
นางเผลอคิดไปว่าเจียงผิงอันคิดเล่นงานคนตอบโต้
เจียงผิงอันมิได้อธิบาย พูดไปอีกฝ่ายก็ไม่เชื่ออยู่ดี
แสงตะวันอ่อนโยนเรืองนภา ปีใหม่มาถึงแล้ว
คนหนุ่มสาวมากมายเพิ่งเฉลิมฉลองชื่นมื่นมาทั้งคืน
เมื่อหวนกลับมายังภูเขา ก็เห็นหนึ่งบุคคลยืนที่ทางเข้าชั้นยี่สิบเก้า
“โอ้ เจ้าคนระดับต่ำคิดเริ่มท้าทายแล้วหรือ?” หม่าเหว่ยกลับมาถึงก็เห็นเจียงผิงอัน
เขาล้อเลียนด้วยวาจาเชือดเฉือนอีกครั้ง “สู้เขาเข้านะ ยังมีเวลาตั้งเดือน พยายามอยู่ในชั้นยี่สิบเก้าให้ได้เล่า ฮ่า ๆ~”
แล้วก็ทะยานสู่ยอดเขา หาสนใจเจียงผิงอันไม่
สีหน้าของเจียงผิงอันราบเรียบ มิเผยความยินดียินร้าย ทำเพียงมองเฉย ๆ
ไม่นานนัก อัจฉริยะผู้อยู่ในชั้นยี่สิบเก้าก็กลับมา
เจียงผิงอันกุมกำปั้นคารวะน้อย ๆ “โปรดชี้แนะด้วย”
“ยอดยุทธ์ระดับกลาง? การฝึกฝนของเจ้าเอาชนะข้าไม่ได้หรอก”
ชายหนุ่มผู้นั้นอายุสิบแปดนามเริ่นหมิง สวมชุดคลุมยาวสีดำ ห้อยกระบี่สีดำที่เอว
เขามิได้เย้ยเจียงผิงอัน แค่เห็นว่าการฝึกฝนของอีกฝ่ายต่ำเกินไป จึงขอให้อีกฝ่ายอย่าเสียเวลา
ผู้ที่อยู่บนเขาได้ล้วนเป็นยอดยุทธ์ระดับสูง ไม่ก็ผู้ฝึกตนขั้นปลายขอบเขตสร้างรากฐาน
อีกฝ่ายเป็นเพียงยอดยุทธ์ระดับกลาง ปราณในกายมีไม่เพียงพอ
เจียงผิงอันยังคงกุมกำปั้นกล่าว “โปรดชี้แนะด้วย”
เริ่นหมิงส่ายหัวอย่างจนใจ
เขาสงสัยว่าเจียงผิงอันจะหงุดหงิดกับหม่าเหว่ยเมื่อคืน จึงวางแผนท้าทายไต่อันดับ
ไม่รู้ว่าตลอดสี่เดือนมานี้ เจียงผิงอันมัวทำอะไรอยู่ แต่เขาก็เป็นเพียงยอดยุทธ์ระดับกลางเท่านั้น
“ระวังด้วย”
เริ่นหมิงยกมือขึ้นหักกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง โบกมันอย่างเรียบเฉย ปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวฟาดฟันผ่านแดนดิน สับก้อนหินแตกกระจาย
เขาหาจริงจังไม่ การโจมตีนี้เพียงพอเอาชนะอีกฝ่ายได้แล้ว
เจียงผิงอันยกมือขึ้น ปราณประหลาดสายหนึ่งแผ่ออกมาจากกาย
ยามปราณกระบี่โปรยลงตรงหน้า เจียงผิงอันก็บิดข้อมือ ส่งปราณกระบี่น่าสะพรึงกลัวนั้นทะยานกลับไป
เริ่นหมิงซึ่งเดิมเฉยชาพลันม่านตาหดวูบ รีบชักกระบี่ออกมาต้านรับ
เปรี้ยง!
ปราณกระบี่ปะทะโถม อำนาจทรงพลังพัดฝุ่นควันฟุ้งตลบ
“หมัดอู๋จี๋! เจ้าเรียนวรยุทธ์นี้ได้!”
สีหน้าของเริ่นหมิงมิได้เย้ยเยาะ กลับตะลึงและเคร่งขรึม
เคล็ดวิชาอันสามารถสะท้อนการโจมตีของผู้อื่นนั้นมิได้มีมากมาย และเคล็ดวิชาซึ่งใช้การฝึกกายาลำพังสะท้อนฤทธิ์ผู้อื่นได้นั้นก็มีเพียงหยิบมือ
สิ่งที่ลือนามเหนือใดคือ ‘หมัดอู๋จี๋’
“ข้าได้ยินมานานแล้วว่า หากมิใช่ผู้มีจิตใจเยือกเย็น ไม่อาจฝึกหมัดอู๋จี๋ได้ วันนี้ได้ประสบ ก็เป็นจริงเช่นนั้น เก็บตัวเงียบบนชั้นสามสิบได้สี่เดือนเต็ม นับถือนัก”
เดิมที เริ่นหมิงมิได้คิดอะไรกับเจียงผิงอัน แต่ยามนี้ ความรู้สึกชื่นชมพลันปรากฏขึ้นในใจ
“หากเจ้าบรรลุหมัดอู๋จี๋อย่างสมบูรณ์ ข้าก็คงแพ้แน่ แต่ข้าไม่มีทางยอมแพ้ง่าย ๆ เราสู้กันเถอะ! ขอข้าประจักษ์วรยุทธ์นี้เป็นบุญตาหน่อย!”
เริ่นหมิงเคร่งขรึม ทิ้งฝักกระบี่ในมือแล้วพุ่งเข้ามา
สีหน้าของเจียงผิงอันยังคงเยือกเย็น ยกมือขึ้นต่อสู้