เมื่อเห็นชายสามคนวิ่งตรงเข้ามาผมพิจารณาดูพวกเขาอย่างละเอียด
มีชายวัยกลางคนสองคนและชายหนุ่มหนึ่งคน
คนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าคือชายร่างอ้วนใส่แว่นสวมเชิ้ตและกางเกงสแล็ก ดูค่อนข้างเป็นทางการ
ข้างๆเขามีชายวัยกลางคนรูปร่างผอมแต่งตัวเรียบร้อย และชายหนุ่มกล้ามโตสวมเสื้อกล้ามสีดำ
เมื่อทั้งสามเข้ามาใกล้ชายอ้วนใส่แว่นรีบกล่าวขึ้นทันที
“ขอถามหน่อยครับ คุณคือซ่งเต๋อไฉหรือซ่งซือโถวใช่ไหมครับ”
อาจารย์ที่เดินนำหน้าผมพยักหน้าเล็กน้อยก่อนตอบ“ใช่! และนี่คือศิษย์ของฉัน เจียงหนิงเรื่องที่นี่ฉันจะเป็นคนจัดการเอง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นชายอ้วนใส่แว่นแสดงสีหน้าดีใจออกมา “ดีจริงๆในที่สุดอาจารย์ก็มาถึงเสียที! ฉันคือจั่วต้าเหนียนประธานบริษัทพัฒนาเขตอุทยานทะเลสาบหนานเทียน คนนี้คือซุนโหย่ว ผู้จัดการทั่วไปและคนนี้หวังเหมิ่ง หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย”
“วันนี้เมื่อมีอาจารย์และศิษย์ ทะเลสาบหนานเทียนต้องรอดแน่นอน!”
“ใช่ๆ อาจารย์ซ่งมาถึงแล้ว ปัญหาที่นี่ต้องได้รับการแก้ไขแน่ๆ” ซุนโหย่วชายร่างผอมพูดเสริมด้วยท่าทางประจบ
ดูเหมือนทะเลสาบหนานเทียนจะถูกบริษัทเอกชนเข้ามาพัฒนาชายสองคนนี้คงเป็นเพียงนักธุรกิจ
แต่พวกเขาไปทำให้‘ใต้เท้า’ต่อสายตรงถึงอาจารย์ได้อย่างไร
สองคนนี้ชัดเจนว่าเป็นพวกเจ้าเล่ห์เพิ่งพบหน้าก็รีบประจบอาจารย์ทันที
มีเพียงหวังเหมิ่งหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยที่ยังคงเงียบ ไม่พูดอะไรเลย
อาจารย์ไม่เสียเวลาพูดมากเอ่ยถามตรงๆ “ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไร มีคนตายไปกี่คนแล้วและตอนนี้มีศพลอยน้ำอยู่กี่ศพ”
เมื่อได้ยินคำถามสีหน้าของจั่วต้าเหนียนและซุนโหย่วเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
ทั้งสองหันมองหน้ากันแลดูมีท่าทีลังเล
ผ่านไปไม่กี่วินาทีซุนโหย่วจึงตัดสินใจเอ่ยขึ้นมา “อาจารย์ซ่งจากข้อมูลที่เรามีในตอนนี้ อาจจะ…อาจจะมีผู้เสียชีวิตไปแล้วยี่สิบแปดคน…”
“ยี่สิบแปดคน”
อาจารย์ขมวดคิ้วสีหน้าแสดงความประหลาดใจออกมาเล็กน้อย
ส่วนผมเองก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะท้านใจ
อ่างเก็บน้ำต้าเถียนวานมีผู้เสียชีวิตเพียงสิบสองรายอาจารย์ยังต้องใช้รูปปั้นหินสะกดพวกมันไว้ถึงสิบสองปี กว่าจะแก้ไขปัญหาได้
แต่ที่นี่มีผู้เสียชีวิตถึงยี่สิบแปดราย
แบบนี้จะควบคุมไหวหรือ
เมื่อเห็นสีหน้าตกใจของอาจารย์จั่วต้าเหนียนรีบอธิบายทันที “อาจารย์ซ่งยี่สิบแปดคนนั้นเป็นยอดรวมของผู้สูญหายทั้งหมด จำนวนที่เสียชีวิตจริงๆ นั้นตอนนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้”
“แล้วที่ตายแน่ๆ มีกี่ศพกันแน่” ผมพูดแทรกทันที
พวกนี้น่ารำคาญจริงๆเราอุตส่าห์มาช่วยแล้ว ทำไมไม่พูดให้มันชัดๆ ไปเลย
แต่สุดท้ายคนที่ตอบกลับมาเป็นหวังเหมิ่ง หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย
เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มหนัก“อุบัติเหตุครั้งนี้มีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดยี่สิบแปดคนตอนนี้พบศพแล้วสิบสี่ราย อีกสิบสี่รายยังหาไม่เจอ ที่หนักสุดคือในสิบสี่คนที่หายไปมีสี่คนเป็นนักประดาน้ำที่เราส่งลงไปค้นหาพวกเขาลงไปแล้วไม่มีใครขึ้นมาอีกเลย”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นเราจึงเริ่มเข้าใจสถานการณ์
ผู้สูญหายทั้งหมดมียี่สิบแปดคนศพที่พบแล้วมีสิบสี่
ดูเหมือนภารกิจของเราคือการนำที่เหลืออีกสิบสี่ศพขึ้นจากน้ำให้ได้
แต่อาจารย์ยังไม่รีบร้อนลงมือทันทีเขาถามต่อ “เล่าเรื่องทั้งหมดให้ละเอียดนอกจากนักประดาน้ำสี่คนที่หายไป พวกที่เหลืออีกยี่สิบสี่คนนั้นตายยังไงตายเมื่อไหร่ มีเงื่อนงำอะไรที่ต้องรู้หรือไม่ บอกมาให้หมดพลาดแค่จุดเดียวอาจทำให้เราพลาดโอกาสในการเก็บศพ”
จั่วต้าเหนียนปรับแว่นก่อนถอนหายใจ“เฮ้อ…เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปช่วงเดือนพฤษภาคมเมื่อสี่ปีก่อนตอนนั้นเป็นช่วงไฮซีซันของทะเลสาบหนานเทียนนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามากว่าวันละสามหมื่นคนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของที่นี่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นสร้างงานให้ชุมชน…”
ผมกับอาจารย์ถึงกับกลอกตาพร้อมกัน
ไอ้บ้านี่!นี่ไม่ใช่การประชุมทางธุรกิจ ใครเขาอยากฟังแกกล่าวรายงานเชิงเศรษฐกิจกัน
อาจารย์หงุดหงิดจนทนไม่ไหวยกมือขึ้นปรามทันที “หยุด! คุณไม่ต้องพูด ให้เขาพูด!”
อาจารย์ชี้ไปที่หวังเหมิ่ง
จั่วต้าเหนียนหน้าตึงขึ้นมาทันทีแต่ตอนนี้เขาเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพวกผม จึงได้แต่พยักหน้าให้หวังเหมิ่ง
เมื่อได้รับสัญญาณหวังเหมิ่งก็พูดขึ้นมา “ช่วงเดือนพฤษภาคมเมื่อสี่ปีก่อนเกิดอุบัติเหตุจมน้ำในอุทยานนักท่องเที่ยวหญิงคนหนึ่งใช้มีดกรีดข้อมือตัวเองบนเรือท่องเที่ยวก่อนจะกระโดดลงทะเลสาบเพื่อฆ่าตัวตาย”
“ทีมกู้ภัยของอุทยานรีบดำเนินการช่วยเหลือทันทีพร้อมส่งนักประดาน้ำลงไปค้นหา แต่กลับไม่พบร่างของเธอเลย”
“นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตลอดสี่ปี อุทยานแห่งนี้ก็เกิดเรื่องแปลกขึ้นเรื่อยๆเรือท่องเที่ยวพลิกคว่ำโดยไม่มีสาเหตุนักท่องเที่ยวกระโดดลงทะเลสาบราวกับถูกบางสิ่งดึงดูด บางคนถึงขั้นแขวนคอตาย”
“ตลอดช่วงเวลานั้นมีผู้เสียชีวิตทั้งหมดสิบสี่รายและร่างของพวกเขาทุกคนก็ถูกพบ แต่ครั้งล่าสุดซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุด เรือนำเที่ยวลำหนึ่งเกิดอับปางกลางทะเลสาบนักท่องเที่ยวเก้าคนบนเรือจมน้ำหายสาบสูญ จากนั้นมีการส่งนักประดาน้ำสี่คนลงไปค้นหาแต่พวกเขาไม่เคยกลับขึ้นมาอีกเลย”
“ศพหญิงสาวที่กรีดข้อมือตัวเองเมื่อสี่ปีก่อนไม่เคยถูกพบเช่นกันทั้งหมดรวมเป็นสิบสี่ศพที่ยังคงหายไป และเมื่อรวมกับจำนวนผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมดก็ครบพอดียี่สิบแปดรายพอดี”
หวังเหมิ่งอธิบายเรื่องราวอย่างกระชับและตรงไปตรงมา
ผมกับอาจารย์ฟังแล้วพอจะเข้าใจภาพรวมของเรื่องนี้
หากวิเคราะห์จากสิ่งที่พวกเขาเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดคงต้องย้อนกลับไปที่หญิงสาวซึ่งกรีดข้อมือฆ่าตัวตายเมื่อสี่ปีก่อน
จากนั้นอาจารย์ซักถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของอุทยาน
จั่วต้าเหนียนบอกว่าแม้จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เรื่อยมาตลอดหลายปี แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุมักมีช่วงเวลาห่างกันพอสมควรและจำนวนผู้เสียชีวิตในแต่ละครั้งไม่มากนักประกอบกับทะเลสาบหนานเทียนเป็นโครงการท่องเที่ยวสำคัญของท้องถิ่นทำให้ทุกข่าวด้านลบถูกปกปิดไว้เพื่อรักษาจำนวนนักท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของเมือง
แต่ในปีที่ผ่านมาจำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเหตุการณ์เรือล่มเมื่อเดือนที่แล้วซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึงเก้ารายในคราวเดียวแถมยังมีนักประดาน้ำสี่คนที่หายไปในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ส่งผลให้ยอดรวมของผู้เสียชีวิตล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็นสิบสามคน
และเมื่อมองย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เสียชีวิตอื่นๆในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ชาวบ้านต่างเชื่อกันว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจาก‘คนตายที่อยู่ในทะเลสาบกำลังเรียกหาตัวตายตัวแทน’
บรรยากาศของอุทยานจึงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
จำนวนผู้เสียชีวิตที่มากเกินไปเริ่มส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง
หน่วยงานระดับสูงสั่งปิดทะเลสาบหนานเทียนทันทีเพื่อทำการตรวจสอบและปรับปรุง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจั่วต้าเหนียนสูญเสียเงินไปมหาศาลจากเหตุการณ์นี้
แต่ที่กดดันกว่าคือครอบครัวของเหยื่อปฏิเสธที่จะยอมรับข้อตกลงใดๆ หากยังไม่พบศพของพวกเขาพวกเขายืนกรานว่าหากไม่พบศพ อุทยานแห่งนี้ต้องถูกปิดตลอดไป
เนื่องจากจั่วต้าเหนียนทุ่มเงินทั้งหมดกับโครงการนี้เขาจึงพยายามหาทางแก้ไข และได้ว่าจ้าง ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ จากหลายแห่งให้มาช่วยเหลือ
แต่พวกนั้นก็แค่พวกต้มตุ๋นหลอกเอาเงินไปโดยไม่ได้ช่วยอะไรเลย
เรื่องที่แย่ที่สุดคือสามวันก่อนจั่วต้าเหนียนอุตส่าห์เชิญหมอผีชื่อดังจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมา
แต่ทันทีที่เขาเดินมาถึงท่าเรือก็หน้าถอดสีแล้ววิ่งหนีเตลิดไปอย่างไม่คิดชีวิต…
สุดท้ายจั่วต้าเหนียนจึงต้องติดต่อไปยังคนรู้จักมากมาย จนกระทั่งได้รับคำแนะนำจาก‘คนกลาง’ ลึกลับ
และนั่นเองที่นำพาเขามาพบกับอาจารย์ของผม
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผมอดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า ‘คนกลาง’ คนนั้นเป็นใครกันแน่ ถึงสามารถติดต่อ ‘ใต้เท้า’ได้โดยตรง
เพราะอย่าลืมว่าตอนที่‘ใต้เท้า’ คนนั้นโทรมา อาจารย์ของผมไม่ได้มีเพียงแค่สีหน้าเคร่งเครียดเท่านั้นแต่ยังแฝงความเคารพเล็กๆ เอาไว้ด้วย
แม้จะสงสัยแต่ผมก็ไม่ได้ถามอะไรเพียงแค่ยืนฟังเงียบๆ อยู่ข้างๆ
เมื่อได้รับข้อมูลทั้งหมดอาจารย์มีสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย
เขาไม่ได้พูดอะไรกับจั่วต้าเหนียนหรือคนอื่นๆอีก เพียงแค่จุดบุหรี่ขึ้นสูบ ก่อนจะหันมาพูดกับผม “ไปค้นดูว่า วันที่เกิดเรื่องเมื่อสี่ปีก่อนตรงกับวันอะไรในปฏิทินจันทรคติส่วนฉันจะไปดูน้ำสักหน่อย”
คืนนี้พระจันทร์ดูสว่างเป็นพิเศษ
พื้นผิวน้ำสะท้อนแสงเป็นประกายระยิบระยับบนผิวน้ำมีม่านหมอกบางๆ ลอยขึ้นมา
ในอากาศยังอบอวลไปด้วยกลิ่นอ่อนๆของน้ำในทะเลสาบ
อาจารย์เดินไปที่ขอบท่าเรือก้มมองด้านล่าง
เขาคาบบุหรี่ไว้ในปากก่อนจะถลกแขนเสื้อขึ้นแล้วค่อยๆ ย่อตัวลง
จากนั้นก็ค่อยๆเอื้อมมือไปแตะผิวน้ำ
แต่แล้ว…
ทันทีที่ปลายนิ้วของอาจารย์สัมผัสกับผืนน้ำผิวน้ำตรงหน้าพลันปั่นป่วน เกิดเป็นฟองน้ำขนาดใหญ่ผุดขึ้นมา
ก่อนที่อาจารย์จะทันได้ตอบสนองร่างของเขาก็ถูกแรงบางอย่างกระชากไปข้างหน้าอย่างรุนแรง
“ตูม!”
ร่างของอาจารย์ร่วงลงไปในทะเลสาบทันที
น้ำกระเซ็นขึ้นสูงกว่าตัวคนเสียอีก…