เมื่อได้มองเหอจิ่วเหนียงอย่างถี่ถ้วนแล้วจางหย่งก็ใเล็กน้อย ตลอดทางที่ลี้ภัยพวกเขาได้รับความลำบากจนแทบเอาตัวไม่รอด ทั้งาเ็ ทั้งสูญเสียทรัพย์สิน และยังต้องมาอยู่ในตรอกผู้ลี้ภัยนี่อีก
แต่ครอบครัวสกุลลู่กลับมีเนื้อตัวสะอาดสะอ้าน สีหน้าเอิบอิ่ม เห็นได้ชัดว่าการเดินทางของพวกเขาเป็ไปอย่างราบรื่น น้ำที่เอาให้พวกเขาดื่มยังเติมน้ำตาลลงไปด้วย
ช่างน่าเหลือเชื่อจริง ๆ
ที่ผ่านมาฐานะของครอบครัวลู่เทียบกับตระกูลจางไม่ได้ด้วยซ้ำ พวกเขาไปพบเจอเื่มหัศจรรย์อะไรมากันแน่?
ชายหนุ่มเพียงเม้มริมฝีปากโดยไม่พูดอะไร แต่เด็กน้อยในอ้อมแขนกลับพยักหน้าหงึกหงักอย่างรู้ความ
เหอจิ่วเหนียงอุ้มชิ่วยามาไว้ในอ้อมแขนแล้วป้อนน้ำให้
ลู่กุ้ยหลานกลับมาพอดี เสียงะโเรียกด้วยความดีใจดังมาแต่ไกล “พี่สะใภ้สาม!”
ลู่กุ้ยหลานเป็บุตรสาวคนสุดท้องของครอบครัวลู่ แต่งงานเข้าตระกูลจางประมาณห้าถึงหกปีแล้ว ครอบครัวนางอยู่ในตัวเมืองชางโจว ชีวิตไม่ลำบาก นางช่วยเหลือครอบครัวบิดามารดาเสมอมา ตอนนี้ถึงคราวตัวเองตกระกำลำบาก แต่นางก็รู้สึกอุ่นใจเพราะรู้ว่าครอบครัวเดิมต้องไม่ทิ้งนางแน่นอน
“น้องหญิง ในที่สุดก็เ้าเจอแล้ว วิเศษจริง ๆ ท่านพ่อท่านแม่เป็ห่วงเ้ามาก!”
เหอจิ่วเหนียงอุ้มเด็กหญิงลุกยืนขึ้น ตอนนี้ชิ่วยาตื่นแล้ว แต่เนื่องจากป่วยจึงอยู่ในอาการสะลึมสะลือ
“ใช่ ได้เจอพวกท่านแล้ว วิเศษจริง ๆ!”
ขณะที่กล่าวน้ำตาของลู่กุ้ยหลานก็ไหลออกมา
นางกังวลมาตลอดว่าครอบครัวของตนที่มีฐานะยังตกต่ำจนมาถึงจุดนี้ แล้วครอบครัวของบิดามารดาล่ะจะเป็อย่างไร ตลอดทางไม่รู้ต้องพบเจอสิ่งใดบ้าง
ตอนนี้เห็นพี่สะใภ้ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างปลอดภัยทุกประการ อีกทั้งสีหน้ายังเปล่งปลั่ง สตรีผู้กลัดกลุ้มจึงรู้สึกโล่งใจมากจริง ๆ
“ท่านพ่อกับท่านแม่ปลอดภัยดีใช่หรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “ปลอดภัยดี ทุกคนสบายดี พวกเราเจอคนมีเงินช่วยเหลือเอาไว้ระหว่างทางจึงไม่ได้ลำบากเท่าไร”
“เช่นนั้นก็ดี ๆ”
ลู่กุ้ยหลานตื่นเต้นจนถูฝ่ามือไปมา อยากจะจับมือเหอจิ่วเหนียง แต่รู้ว่าตนเพิ่งไปรับจ้างทำความสะอาดมามืออาจสกปรก จึงพยายามยั้งมือเอาไว้
“สามีของเ้ากับคุณชายจางาเ็ ชิ่วยาก็ป่วยอยู่ด้วย เราพาพวกเขาไปโรงหมอก่อนเถอะ อย่ามัวชักช้าเลย!”
เหอจิ่วเหนียงกับลู่กุ้ยหลานไม่ได้สนิทกันมากนัก จึงไม่ได้พูดคุยไถ่ถามอะไรกัน อย่างไรเสียตอนนี้ต้องจัดการเื่สำคัญก่อน
ลู่กุ้ยหลานเผยสีหน้าละอายใจ “พวกข้า…พวกข้าไม่มีเงินแล้ว…”
ระหว่างทางพวกเขาถูกโจรปล้น โชคดีที่ยังเหลือเงินพอให้จ่ายค่าผ่านด่านเข้าเมือง ตอนนี้ไม่มีเงินติดตัวสักแดงเดียว แม้แต่ปิ่นปักผมที่นางซุนมอบให้ก็จำนำไปแล้ว ไม่อย่างนั้นมีหรือนางจะปล่อยให้สามีและบุตรสาวทนเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เช่นนี้
“ข้ามี อย่าเพิ่งพูดเื่นี้เลย พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น รักษาตัวให้หายก่อนเถอะ!”
เหอจิ่วเหนียงอุ้มชิ่วยาเดินออกไปจากตรงนี้ ที่นี่มลพิษทางกลิ่นรุนแรงมาก นางแทบทนไม่ไหวแล้ว
ลู่กุ้ยหลานขานตอบรับไปคำหนึ่ง ไม่ทันได้กล่าวขอบคุณ อีกฝ่ายก็เดินออกไปแล้ว นางจึงรีบประคองผู้เป็สามีขึ้น และให้นางเสิ่น น้องสะใภ้ประคองจางหย่ง ก่อนจะเดินออกจากตรอกผู้ลี้ภัย
จางซงยังอยู่ในอาการสลบไสล ลู่กุ้ยหลานประคองเขาอย่างยากลำบาก กระทั่งหาโรงหมอที่ใกล้ที่สุดได้
ระหว่างทางเหอจิ่วเหนียงแจกจ่ายซาลาเปาให้ครอบครัวจางคนละลูกเพื่อให้พวกเขามีแรง
นานมากแล้วที่ครอบครัวจางไม่ได้กลิ่นหอมของเนื้อเช่นนี้ หากใช้คำว่ามูมมามมาบรรยายการกินของพวกเขาในตอนนี้ก็ไม่ถือว่าเกินจริงเลย
ในโรงหมอเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่คนมาซื้อยา เด็กในร้านเห็นคนเข้ามามากมายเช่นนี้ก็ยิ้มแย้มหน้าบานเป็กระด้งทันที “เชิญเข้ามาข้างในก่อนขอรับ เชิญขอรับ ท่านหมออยู่ด้านหลัง ประเดี๋ยวข้าน้อยจะไปตามให้ขอรับ!”
เอ่ยยังไม่ทันจบเขาก็วิ่งไปหลังร้านแล้ว ปากพลางะโก้องไปด้วยว่า ‘ได้เวลาทำงานแล้ว!’
ไม่นานนักก็มีบุรุษสองคนเดินออกมา คนหนึ่งเป็ชายชรา อีกคนเป็ชายวัยกลางคน คาดว่าน่าจะเป็พ่อลูกกัน
“นี่ไปโดนอะไรมาหรือ?”
หมอหนุ่มกว่าเห็นคนที่ถูกประคองเข้ามาจึงรีบเข้าไปช่วย ส่วนหมอวัยชรานิ่งสงบกว่า และรีบให้เด็กในร้านจัดเตรียมพื้นที่เพื่อให้จางซงนั่งลง
“าแนี่น่าจะประมาณเจ็ดถึงแปดวันแล้วกระมัง เ้าดูสิ มันเน่าจนหนอนจะอยู่ได้แล้ว! ขืนช้ากว่านี้เกรงว่าอยู่ไม่รอดถึงพรุ่งนี้แน่!”
อากาศร้อนจัด แถมกลิ่นตัวของผู้ลี้ภัยเหล่านี้ก็รุนแรง จึงทำให้แมลงตอมโดยไม่อาจเลี่ยง โดยเฉพาะแมลงวันยิ่งชอบวางไข่ที่เน่าเปื่อยเช่นนี้
ก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงตรวจดูแผลที่ขาจางซงมาแล้ว แต่บริเวณหน้าอกนางยังไม่ได้ตรวจดู อย่างไรเสียในยุคสมัยนี้ก็ให้ความสำคัญต่อการวางตัวระหว่างชายและหญิงมาก หากนางกระชากเสื้อผ้าสามีของน้องสาวต่อหน้าผู้คนละก็มิวายต้องถูกประณามเป็แน่
ลู่กุ้ยหลานได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจ “ท่านหมอ ท่านช่วยสามีข้าด้วยนะเ้าคะ ไม่ใช่ว่าพวกข้าไม่อยากพาเขามาหาหมอ แต่ข้าหมดหนทางแล้ว!”
หญิงสาวคร่ำครวญพลางปาดน้ำตา หากไม่ใช่เพราะต้องพยายามทำงานเก็บเงินเพื่อมาซื้อยา นางไม่มีทางทิ้งบุตรสาวที่กำลังป่วยหนักไปรับจ้างเช็ดอึเช็ดฉี่ให้คนอื่นเป็แน่ นางกับนางเสิ่นรับจ้างมาทั้งวันได้เงินมาแค่สิบอีแปะ แม้แต่ยาราคาถูกที่สุดก็ยังซื้อไม่ได้ นางพยายามมากแล้วจริง ๆ
“อาการหนักถึงเพียงนี้แล้ว ข้าจะพยายามทำอย่างสุดความสามารถ”
ท่านหมอถอนหายใจพลางส่ายหน้าไปมา
ลู่กุ้ยหลานมองว่าสภาพของสามีน่าจะไม่สามารถช่วยได้แล้ว พลันนั้นน้ำตาแห่งความเ็ปจึงไหลอาบหน้าอย่างไม่อาจห้ามได้อีกต่อไป
เหอจิ่วเหนียงทนดูไม่ไหวจึงอดกล่าวออกมาไม่ได้ “ท่านหมอ แผลหนองแบบนี้ควรตัดส่วนที่เน่าเปื่อยออกให้หมดใช่หรือไม่ เช่นนั้นจะช้าต่อไปไม่ได้แล้ว!”
ขืนมัวแต่พูดอยู่นี่แล้วเมื่อไรจะลงมือเสียที!
“อ๋อ ใช่ ๆ เพียงแต่แผลนี่กว้างมาก ต่อให้ตัดส่วนที่เน่าเปื่อยออกหมดก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าแผลจะไม่เน่าเพิ่มอีกนะ”
หมอชรากล่าวพลางส่ายหน้า จากนั้นให้เด็กผู้ช่วยเตรียมกริชกับเชิงเทียนเพื่อเตรียมตัดแต่งแผล
“ท่านหมอ ข้าได้ยินมาว่าน้ำเกลือและเหล้าช่วยฆ่าเชื้อได้ หลังจากตัดส่วนที่เน่าออกหมดแล้วสามารถใช้อย่างใดอย่างหนึ่งล้างแผลได้ใช่หรือไม่?”
ใช่ว่าเหอจิ่วเหนียงอยากยุ่มย่าม แต่เพราะนางเห็นว่าหมอสูงวัยผู้นี้ไม่มีทีท่าจะล้างแผลให้จางซงเลย นางจึงจำต้องเอ่ยปากเป็การเตือน
“จริงอย่างที่เ้าว่า!” หมอชราหันมองคนพูดและกล่าวชื่นชม “แม่นางผู้นี้มีความรู้ไม่น้อยเลย เพียงแต่ของสองอย่างที่เ้าว่ามาหากนำมาล้างแผลคนไข้จะเ็ปมาก สภาพเขาเป็ถึงขั้นนี้แล้ว ขืนกระตุ้นให้เ็ปอีก เกรงว่าเขาจะทนไม่ไหว…”
การรักษาในยุคนี้ทำได้เพียงแบบง่ายที่สุด หมอในยุคนี้ก็มีความตระหนักรู้น้อยนัก เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้จึงทำได้เพียงส่ายหน้าไปมา
แต่อาการของคนทั้งสามไม่เหมือนกัน เหอจิ่วเหนียงเพิ่งจะให้พวกเขากินยาเข้าไป ขอเพียงทำแผลให้เรียบร้อยก็ไม่เป็อะไรแล้ว ดังนั้นนางจึงเอ่ยอีกครั้ง “ท่านหมอ เขาสลบเช่นนี้ต่อให้เจ็บก็คงไม่รู้สึกมากนักหรอก ถึงอย่างไรก็ต้องทำแผลให้สะอาด ไม่อย่างนั้นอากาศร้อนจัดแบบนี้ ปัญหาตามมาภายหลังไม่รู้จบแน่!”
หมอชรารู้สึกว่าที่หญิงสาวกล่าวมามีเหตุผล จึงให้เด็กผู้ช่วยไปเตรียมเหล้ามา
อาการของจางซงสาหัสมากจึงต้องรักษาเขาก่อน เมื่อเห็นเนื้อเน่าเปื่อยที่ส่งกลิ่นเหม็นถูกคมกริชเฉือนออกทีละนิด จางหย่งที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ก็หวาดกลัวจนขาอ่อน เมื่อนึกว่าอีกเดี๋ยวก็จะถึงคราวของตน สีหน้าที่ซีดอยู่แล้วก็ซีดเซียวหนักกว่าเดิม
หลังจากตัดแต่งแผลจนสะอาดแล้วหมอสูงวัยก็ล้างแผลให้จางซง เนื่องจากกลัวว่าเขาจะทนไม่ไหว จึงหันไปเอ่ยกับผู้เป็บุตรชาย “เ้าเอาผ้ายัดปากเขาไว้ ป้องกันไม่ให้เขากัดลิ้นตัวเอง”
เมื่อได้ยินดังนั้นน้ำตาของลู่กุ้ยหลานก็ยิ่งไหลพราก เพราะนางไร้ความสามารถ ถึงทำให้สามีต้องทุกข์ทรมานถึงเพียงนี้
เหอจิ่วเหนียงรู้ดีว่าสถานการณ์ของน้องเขยในยามนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว เพียงแต่นางไม่อาจพูดอะไรได้ จึงทำเพียงจับมือปลอบใจลู่กุ้ยหลาน
ทันทีที่เหล้ากระทบาแ จางซงที่สลบไสลมาตลอดก็ขยับตัว แต่เขายังไม่ฟื้นคืนสติ มีเพียงเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผากและฟันที่กัดแน่นเป็สัญญาณบ่งบอกว่าเขาเ็ปขนาดไหน
.
.
.