บทที่134 กลียุคที่คืบคลาน
เหตุการณ์สังหารล้างจวนขุนนางกรมสรรพวุธเป็นที่โด่งดังทั่วแคว้นเว่ยเช่นเดียวกับความผิดมหันต์ที่ร้ายแรงของมันก็ถูกถ่ายทอด ดังนั้นแม้มันจะเป็นขุนนางเก่าแก่ที่มีความดีความชอบมากมายผู้คนจึงมิได้นึกถึง กลับสาปส่งมันด้วยซ้ำที่ลอบติดต่อกับคนนอกแผ่นดินใหญ่ซึ่งเป็นพวกชนเผ่าที่คอยเป็นภัยกับแผ่นดินแคว้นเว่ยมาตลอด
แต่การถูกสังหารล้างทั้งจวนของเสนาบดีกรมสรรพวุธสำหรับขุนนางบางผู้ทหารบางคน รวมถึงเหล่าสหายของมัน กลับมองว่ามีลับลมคมนัยมากกว่าเรื่องที่ปรากฏ หากพิจารณาให้ดีนี่เปรียบเสมือนคำเตือนจากองค์จักรพรรดิให้พวกมันได้รู้ว่าแท้จริงใครมีอำนาจมากที่สุดขอเพียงแค่ชี้นิ้ว ทุกสิ่งก็จบลงได้อย่างง่ายดายแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนั้นความคิดเห็นใดที่พวกมันเคยเห็นพ้องกับเสนาบดีกรมสรรพวุธความเห็นเหล่านั้นก็ได้ถูกความกลัวเข้าทับถม ความกล้าที่จะชูคอแข็งข้อ เปลี่ยนเป็นความหวาดหวั่นแลขวัญผวาไม่รู้ว่าเมื่อใดที่พวกตนจะประสบเหตุเช่นเดียวกับเสนาบดีกรมสรรพวุธนั่น ดังนั้นตอนนี้พวกมันจึงทำได้เพียงเงียบปากสงบท่าที และไม่แสดงความเป็นปฏิปักษ์ใด มีแต่ทำเช่นนี้พวกมันรวมถึงครอบครัวของพวกมันจึงจะอยู่รอดปลอดภัยดังเดิมได้
เมื่อไร้หัว หางก็ไร้ทิศทางตัดหัวพิชิตหาง จักรพรรดิแคว้นเว่ยองค์ปัจจุบันนับว่าเดินหมากป้องกันศัตรูได้อย่างแยบคายอย่างแท้จริง
กองกำลังที่คิดเพาะบ่มแลสนับสนุนองค์ชายผู้สืบสายโลหิตขององค์จักรพรรดิพระองค์ก่อนเริ่มถูกถอนรากถอนโคนโดยที่ยังมิทันจะได้เปิดฉากเริ่มต้น!
เส้าเทียนมีสีหน้าซีดเผือดทั้งตื่นตระหนกต่อข่าวการสังหารล้างจวนเสนาบดีกรมสรรพวุธบุรุษชราผู้นี้มีพระคุณกับมันมาก มันย่อมเคารพนับถือบุรุษชราผู้นี้ ครั้งหนึ่งที่มันบาดเจ็บจากการถูกโจรภูเขาเล่นงานก็เป็นบุรุษชราผู้นี้ช่วยเอาไว้ ประการสำคัญ น้องสาวของมันก็ถูกฝากไว้ที่จวนเสนาบดีกรมสรรพวุธด้วย!
เด็กหญิงแม้จะมิใช่น้องสาวที่แท้จริงแต่นางก็คือบุตรีของขุนนางที่ภักดี ขุนนางที่สละชีวิตเพื่อช่วยเหลือมารดามันและมันให้หนีรอดจากเงื้อมมือของอ๋องเว่ยที่เป็นจักรพรรดิองค์ปัจจุบันนี้ขุนนางผู้นั้นต้องตกที่นั่งลำบากทั้งตระกูล มันจึงได้ฝากฝังบุตรีเพื่อจะไปสละชีวิตช่วยตนเช่นนั้นเส้าเทียนมันจึงให้คำมั่นสัญญาต่อฟ้าดินว่าจะดูแลเด็กหญิงผู้นั้นเป็นอย่างดีทว่าสถานที่ที่มันคิดว่าปลอดภัยสำหรับนาง กลับกลายเป็นว่านำพามัจจุราชไปสู่นาง เป็นมันที่นำพานางไปหาความตาย
“ปล่อยข้า!"
เส้าเทียนคำรามก้องคล้ายคนเสียสติมันพยายามดิ้นหลุดจากการคร่ากุมขององครักษ์ซ้ายที่อยู่ข้างกาย องครักษ์ซ้ายซุนหวงกล่าวว่า
“พระองค์โปรดระงับสติก่อน"
“น้องสาวข้าตกอยู่ในอันตรายจะให้ข้าใจเย็นได้อย่างไร!"
องครักษ์ขวาหนานเฟิงมีสีหน้ายุ่งยากแม้มันมิอยากกล่าวแต่มันก็ต้องกล่าว
“เหตุการณ์สังหารล้างจวนเกิดขึ้นอย่างฉับพลันไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้วพะยะค่ะ ทุกคนล้วน…..”
เส้าเทียนย่อมคิดได้แต่เพราะคิดได้มันจึงเกิดความเดือดดาลละคนคลั่งแค้น
“ข้าจะไปดูกับตา"
องครักษ์ซ้ายซุนหวงกล่าวด้วยความตรึงเครียด
“ตอนนี้คนที่คิดสนับสนุนพวกเราล้วนเก็บตัวเงียบและตัดขาดการติดต่ออย่างสิ้นเชิงพวกเราเหลือเพียงตัวคนเดียวแล้ว หากเคลื่อนไหวโดยพละการย่อมไม่ดีแน่”
องครักษ์ขวาหนานเฟิงกล่าวเสริม
“นี่อาจเป็นความเห็นแก่ตัวของพวกกระหม่อมแต่พวกกระหม่อมก็อยากขอให้พระองค์ทรงเห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่อาณาประชาราษฎร์เหล่านั้นและระงับสติอารมณ์ลงก่อนเถิดพะยะค่ะ"
องครักษ์ซ้ายกล่าวต่อ
“เพราะหากแม้แต่ต้องสิ้นพระองค์ไปแผ่นดินแคว้นเว่ยก็คงต้องสิ้นความหวังไปด้วย"
เส้าเทียนหลั่งน้ำตา
“เพียงแค่น้องสาวข้ายังปกป้องไม่ได้แล้วข้าจะปกป้องทุกคนได้หรือ”
กล่าวคำนี้เข่าทั้งสองของมันก็ทรุดลงใบหน้าซุกลงกับพื้น พร้อมหมัดขวาทุบลงจนแผ่นดินแตกระแหง มันเคยเสียใจอย่างมากมาแล้วครั้งหนึ่งนั่นคือเมื่อตอนสูญเสียมารดา ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองที่มันได้รู้สึกเช่นนั้น ซึ่งผู้ที่ทำให้มันเสียใจถึงสองครั้งสองคราก็คือจักรพรรดิแคว้นเว่ยองค์ปัจจุบัน!
เส้าเทียนกำหมัดแน่นแม้เมื่อครู่มันเสียสติ แต่มันก็รู้ว่าหากตนไปจวนเสนาบดีกรมสรรพวุธตอนนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์เรื่องเกิดขึ้นไปแล้ว คนตายก็ตายไปแล้ว แม้แต่จวนก็ถูกเผาไปแล้ว มันไปก็คงไปติดกับดักคนโฉดเท่านั้นแต่ที่มันดึงดันที่จะไป เป็นเพราะมันโกรธมาก โกรธจนอยากจะฆ่าคน พอเริ่มได้สติ ตอนนี้จึงรู้ว่าแม้มันไปก็ยังมิอาจฆ่าคนมันยังไม่มีกำลังพอ นอกจากกำลังยอดฝีมือแล้ว ไม่ว่าจะด้านทหาร อาวุธ ผู้สนับสนุน มันล้วนไม่มีทั้งสิ้นไปตอนนี้จึงเท่ากับยอมเอาชีวิตไปทิ้ง ซึ่งนี่มิอาจนับเป็นการแก้แค้นให้แก่มารดาและน้องสาวได้!
ช่วยเหลือผู้คนแน่นอนมันย่อมอยากช่วยแต่การแก้แค้นให้มารดาและน้องสาว นี่คือความประสงค์สูงสุดของมันในตอนนี้
“อ๋องเว่ย!”
เสียงคำรามของเส้าเทียนดังกึกก้องความเจ็บปวดใจ แลคลั่งแค้นใจคล้ายทลายออกจากเสียงคำรามนี้ แต่สิ่งที่ปรากฏออกมากลับไม่ใช่เพียงเสียงที่ทลายดูเหมือนว่าระดับพลังฝีมือของมันก็คล้ายจะทลายออกอย่างไม่รู้ตัวด้วย มันที่พึ่งได้รู้ว่าตนมีพรสวรรค์ในการฝึกมหาวิถีวจนะยุทธ์มาไม่นานได้รับการชี้แนะจากสององครักษ์ ได้ศึกษาคัมภีร์ชั้นเลิศมากมาย มันฝึกมาถึงระดับหนึ่งก็พบทางตันยังมิอาจทะลวงข้ามมันเฝ้าหาคำตอบและกฎเกณฑ์ให้มันได้ทะลวงมาหลายวันแต่ยังไม่พบวาสนา วันนี้กลับเป็นความสูญเสียและความคลั่งแค้นที่พามันทลายหน้าผาที่ยากก้าวข้ามนี่อาจเป็นวาสนาจากการสูญเสีย แต่ไหนแต่ไรมามันก็มักพานพบวาสนาจากการสูญเสีย ฟ้าคล้ายส่งเสริมชีวิตมันเช่นนี้ซึ่งมันไม่ต้องการแม้เพียงนิด
“ข้าจะให้เจ้าได้ชดใช้!”
เรื่องที่วางแผนเตรียมมาตลอดหลายปีขององครักษ์ซ้ายขวาเสมือนถูกฝั่งตรงข้ามดักทางถูกแม้ตัวตนของพวกมันยังไม่เปิดเผย ทว่าดูเหมือนเหล่าคน เหล่าขุนนาง เหล่าทหารที่ลอบสนับสนุนพวกมันอย่างลับๆในวังจะปลีกตัวหนีห่างไปหมดแล้ว เมื่อไร้ซึ่งเสนาบดีกรมสรรพวุธคนสำคัญ พวกมันก็ไร้ซึ่งกำลังอย่างทันตา
หลังจากส่งเส้าเทียนผู้เป็นองค์ชายของพวกมันเข้าสู่สถานที่เก็บตัวฝึกวิชาดังเดิมสององครักษ์ก็ต้องออกมาปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด พวกมันมองฝูงชนที่เข้ามาใช้บริการในโรงน้ำชาซึ่งบางส่วนก็ต่างมาแสวงโชคเสี่ยงดวง มองคนเหล่านั้นไปพลางก็ถอนหายใจด้วยความเครียดไปพลาง
“ตอนนี้เห็นทีจะมีเพียงม่อจือที่พึ่งได้"
“แต่ไหนเลยจะพึ่งอำนาจของมันได้"
ม่อจือที่กล่าวถึงย่อมเป็นทหารแห่งเมืองชายแดนผู้เที่ยงธรรมและกล้าหาญผู้นั้นหลังจากที่มันมีโอกาสได้พบเส้าเทียน มันก็ปฏิญาณตนที่จะถวายชีวิตให้แก่สายเลือดสืบทอดสุดท้ายขององค์จักรพรรดิพระองค์ก่อนผู้นี้แต่ความภักดีของมันไหนเลยจะแปรเปลี่ยนผลลัพธ์ เมื่อพลังอำนาจไม่เพียงพอ มันจึงนับเป็นเพียงกำลังพลที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งมิอาจต้านทานทั้งกองทัพได้อยู่ดี
หากย้อนคืนกลับกว่าสิบปีที่แล้วแน่นอนว่าด้วยพลังอำนาจของม่อจื่อล้วนช่วยพวกมันได้ ทว่านับแต่อ๋องเว่ยครองบัลลังก์มันก็ค่อยๆ จัดสรรตำแหน่งของเหล่าคนได้อย่างลงตัว และพอไล่ลำดับเหตุการณ์มาถึงตอนนี้ทั้งหมดล้วนเกิดประโยชน์ต่อตัวอ๋องเว่ยเองทั้งสิ้น
“อ๋องเว่ยผู้นี้นอกจากความละโมบลุ่มหลงดูท่ามันก็เจ้าเล่ห์มากแผนการมิใช่น้อย"
“มิรอให้ฝ่ายเราต้องเผยหางเพียงยืนยันด้วยหลักฐานที่มั่นใจ พวกมันก็มุ่งเป้าตัดกำลังได้อย่างฉับพลันแลแม่นยำยากรับมือ"
“พวกเราออกจะดูแคลนแลประมาทมันเกินไปจริงๆ"
“ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ดีแน่พวกเราจะเอากำลังจากที่ใดมาสู้กับมัน หรือเราจะพ่ายแพ้แล้วจริงๆ หรือแผ่นดินแคว้นเว่ยจะผลัดเปลี่ยนสู่กลียุคไม่มีวันหวนคืน"
แม้สององครักษ์จะเชื่อมั่นในสายเลือดสุดท้ายขององค์จักรพรรดิผู้ปรีชาแลเที่ยงธรรมในอดีตแต่เมื่อไร้ซึ่งกำลังสนับสนุนพวกมันก็เริ่มเห็นว่าความเชื่อมั่นใกล้จะมอดดับลงไปเรื่อยๆไม้ซีกมิอาจงัดไม้ซุงฉันใด นับประสาอะไรกับคนสี่คนจะคัดง้างกองกำลังทั้งแคว้นได้
คิดมาถึงตรงนี้สององครักษ์ก็รู้สึกเจ็บปวดใจเหล่าขุนนางที่เคยภักดี เหล่าทหารกล้าในอดีต เหล่าคนที่มีอุดมการณ์แลปณิธานต้องกันตอนนี้พวกมันล้วนหดหัวทำตัวดั่งคนขาดเขลาจนสิ้นแล้ว
เพราะยอมขาดเขลาจึงยากต่อต้านเพราะมิอาจต่อต้านจึงไร้โอกาสจะกอบกู้!
.
.
.
ราชโองการจากวังหลวงมาถึงเมืองชายแดนนายทหารหัวหน้ากองด่านหน้าปราบชายแดนนามม่อจือ มันได้ถูกแต่งตั้งโยกย้ายให้ไปเป็นหัวหน้าผู้ดูแลม้าศึกแทนหรือจะเรียกให้ง่ายก็คือผู้ดูแลคอกม้านั่นเอง อำนาจทางการทหารที่ไม่เคยมีอยู่แล้วของมันบัดนี้จึงยิ่งถูกลดบทบาท ถูกแยกห่างจากเหล่าสหายแห่งกองกำลังทหาร ความสัมพันธ์ทางการทหารยิ่งห่างไกลการสื่อสารเกลี้ยกล่อมย่อมลำบาก เพียงคนดูแลคอกม้า ต่อให้มันมีใจจะเคลื่อนไหวอันใดมันก็เป็นเพียงผู้ที่มีแค่ใจแต่มิอาจเคลื่อนไหวเท่านั้น
จักรพรรดิแห่งแคว้นเว่ยองค์ปัจจุบันนี้ลงมือได้อย่างฉับไวแลแยบคายอีกหน
ยิ่งได้เห็นม่อจือถูกลดอำนาจเหล่าขุนนางแลทหารบางคนก็ยิ่งอยู่ไม่เป็นสุข ความกดดันบีบคั้นพวกมันอย่างมหาศาล ไม่รู้วันไหนราชโองการจะมาเยือนดังนั้นพวกมันจึงมิอาจก้มหน้าทำตัวเงียบได้อีก พวกมันเริ่มหันเหเข้าหาขุนนางของฝ่ายองค์จักรพรรดิมีเพียงแสดงจุดยืนเช่นนี้ ราชโองการจึงจะไม่มาเยือนพวกมัน!
ที่แคว้นเว่ยในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมายังมีเหล่าขุนนางที่คล้ายแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งกดขี่ประชาชน อีกฝ่ายกลับช่วยเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนแต่ทว่าในวันนี้กลับไม่มีใครเป็นปากเป็นเสียงอีกแล้ว มีแต่เหล่าขุนนางและทางการที่ชอบเอารัดเอาเปรียบผู้คนทั้งยังสร้างความลำบากให้เห็นอยู่ดาดเดื่อนการชายแดนก็ยิ่งเข้มข้น คนในมิให้ออก คนนอกต้องตรวจสอบอย่างถ้วนถี่ก่อนเข้า ทั้งราคาที่ต้องจ่ายในการเหยียบเข้าสู่แผ่นดินแคว้นเว่ยก็สูงเอาการคนพเนจรต้องเสียเงินเทียบเท่ากับค่าอาหารในโรงเตี๊ยมหรูหราหนึ่งมื้อ แต่สำหรับเหล่าพ่อค้าวาณิชย์หรือผู้มาประกอบธุรกิจในแคว้นเว่ยต้องจ่ายถึงสามเท่าผลประโยชน์จึงยิ่งหลั่งไหลเข้าหาจักรพรรดิแห่งแคว้นเว่ยราวสายธาร
ฮุ่ยจวินที่ยืนอยู่หน้าเมืองชายแดนแคว้นเว่ยมีคิ้วที่ขมวดแน่นทหารชายแดนแคว้นปิดกั้นเส้นทางการเชื่อมต่อระหว่างแคว้นสนิท มีกองกำลังรักษาแน่นหนาเข้าออกยากกว่าเดิมเป็นไหนๆ ซ้ำยังพบว่าต้องจ่ายค่าผ่านทางมิใช่น้อย ลำพังมันที่ปกครองสามพรรคใหญ่ในดินแดนตะวันตกการเงินจึงมิใช่ปัญหา แต่สำหรับชาวบ้านทั่วไปที่ต้องเข้าออกหาของป่าล่าสัตว์เพื่อเลี้ยงชีพวันๆ ต้องหาอาหารเลี้ยงปากท้องเพียงมื้อต่อมื้อ พวกมันคงไม่มีปัญญาจะจ่ายได้ แต่หากเข้าออกเช่นที่ผ่านมามิได้พวกมันก็ยิ่งจะได้รับผลกระทบที่หนาหนักเช่นเดียวกัน
“นี่มันอะไร?”
ฮุ่ยจวินกล่าวถามทหารชายแดนร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งที่ยืนขวางทางประจันหน้ามันอยู่ทหารผู้นั้นกล่าวเสียงแข็ง
“นั่นมิใช่คำถามที่เจ้าควรถามเจ้ามีหน้าที่จ่ายก็ควรจ่าย มิเช่นนั้นมาจากที่ใดก็ต้องกลับไปที่นั่น"
ได้ฟังวาจาของทหารตรงหน้าเสียงชาวบ้านก็ต่างดังกระเซ็งแซ่ด้วยความทุกข์ร้อน หลายผู้วิ่งเข้าไปคุกเข่าอ้อนวอนแต่นอกจากพวกมันจะมิได้รับน้ำใจแล้ว ก็มีเพียงหลังเท้าและฝ่ามือที่พวกมันได้รับ
“คำอ้อนวอนไม่มีราคาพอจะเข้าได้อย่าทำให้ข้าต้องอารมณ์เสียมากกว่านี้!”
ฮุ่ยจวินทอประกายตาที่วาวโรจน์
“นี่คือสิ่งที่ทหารหาญควรปฏิบัติต่อประชาชนของตนเองหรือ"
ทหารผู้นั้นถลึงตามองตอบมัน
“ใช่แล้วจะทำไม"
เสมอมาระหว่างยุทธภพกับการปกครองเปรียบดั่งน้ำคนละบ่อมิก้าวก่ายผู้ฝึกฝีมือล้วนมุ่งในมหามรรคของตนเพื่อให้ผ่านพ้นจากสามัญสู่สูงสุด แต่ฮุ่ยจวินนั้นแตกต่างมันฝึกพลังฝีมือมิได้มุ่งเพียงมหามรรคที่อยู่จุดสูงสุดเท่านั้น ทว่ามันมีปณิธาณแต่แรกเริ่มนับแต่ก้าวขาสู่มรรคาที่มันเลือกเดินนี้มันต้องการมีพลังสูงสุด พลังที่ใช้เพื่อปกป้อง ปกป้องคนรัก ปกป้องสหาย ปกป้องปลาเล็กที่ถูกปฐพีกลืนกินมันได้เลือกเดินในเส้นทางที่แน่ชัดแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีเส้นกั้นใดมาขวางมัน
ไม่ว่าจะเป็นยุทธภพหรือการปกครองหากกลืนกินปลาเล็กอยู่เช่นนี้ มันก็จะไม่มีทางปล่อยผ่าน!
หนึ่งดรรชนีจึงมุ่งออกมิทันที่ทหารผู้นั้นจะตั้งตัว ร่างของมันก็ลอยละลิ่วคืนกลับหลังไปไกลด้วยนัยน์ตาที่เหลือกค้างจุกเสียดมันสิ้นท่าเพียงชั่วพริบตา
พริบตาเดียวนี้ว่ารวดเร็วแล้วแต่เหล่าทหารชายแดนคนอื่นยังมิทันได้ตั้งตัวแลเงื้ออาวุธออกมาด้วยซ้ำ สายลมที่กวาดม้วนราวกับท้องคลื่นใต้มหานทีก็สาดซัดเข้าใส่พวกมันจนแตกกระเจิดกระเจิงเสียขบวนไปสิ้น
เพียงหนึ่งดรรชนีกับอีกสิบฝ่ามือของฮุ่ยจวินทหารชายแดนกลุ่มนี้ก็ถูกสยบไร้การต่อต้าน!
สิ่งที่เกิดตรงหน้าเป็นเพียงปลายเหตุแต่ต้นเหตุย่อมเกิดจากภายใน หัวคิ้วของฮุ่ยจวินที่ขมวดจึงมาจากข้อเท็จจริงนี้ ปกติคนของแคว้นเว่ยก็ลำบากมามากพอแล้วมันจากไปได้ไม่นาน กลับมาอีกคราความลำบากกลับเพิ่มพูนอีกเท่าตัว
“เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่"