แคว้นเว่ยโชคดีที่มีฮ่องเต้ปรีชาสามารถเช่นไรการมีทัพสกุลหานคอยปกปักรักษาก็นับเป็นความโชคดีเช่นนั้นเพราะหากฮ่องเต้คือฝ่ามือปิดผืนฟ้า บังลม บังฝนให้ประชาชนของพระองค์กองทัพสกุลหานก็เป็นราชสีห์เคียงบัลลังก์ที่พร้อมจะพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าไม่ว่าจะต้องเจออะไร
แต่ไหนแต่ไรคนสกุลหาทำหน้าที่เป็นโล่บังแคว้นเว่ยมาตลอดนับหลายชั่วอายุที่ทำหน้าดูแลปกปักแคว้นมาชื่อเสียงเรื่องความจงรักภักดีเป็นที่พูดถึงรุ่นต่อรุ่นและนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ทัพสกุลหานพาชัยกลับมาให้ชาวประชาเสียงฝีเท้าม้าย่ำเข้ามาในเมืองเป็นจังหวะ เสียงเกราะเงินกระทบกันดังกังวานไปทั้งท้องถนนแลดูน่าเกรงขามชาวบ้านไม่ว่าชายหรือหญิงต่างออกมามุงเต็มสองข้างทางเพื่อให้ได้ชื่นชมวีรบุรุษที่ทำให้พวกเขานอนหลับสนิทใช้ชีวิตสงบสุข
หน้าสุดของขบวนจะเป็นใครไปไม่ได้เสียนอกจากท่านแม่ทัพชายผู้ที่กุมกองทัพเรือนหมื่นและเป็นนายท่านจวนสกุลหานคนปัจจุบันแม้ว่าอายุของเขาจะเข้าสู่วัยหกสิบกว่าแล้วก็ตามส่วนถัดไปด้านหลังไม่ห่างกันก็คือน้องชายร่วมบิดามารดาหลานชายอีกห้าคนที่ทำหน้าที่คนสกุลหานเช่นเดียวกับถัดไปที่อาชาศึกตัวใหญ่สีนิลแทบจะรั้งท้ายก็คือ หานฟางเยี่ยน หนุ่มน้อยหน้าหยกเป็นนักรบที่อายุน้อยที่สุดในรุ่นนี้หรือที่ใครๆ เรียกว่าคุณชายน้อยเขาเป็นบุตรชายคนเล็กของท่านโหวและเป็นบุตรชายคนเดียวที่กว่าจะลืมตาดูโลกได้พี่สาวทั้งสองก็ออกเรือนไปหมดแต่ถึงกระนั้นคุณชายน้อยก็หาได้ทำตัวบอบบางสำอางไม่ว่ากันว่าเพียงสามปีคุณชายน้อยคนนี้ก็คลั่งใคร่อาวุธหกปีจับดาบฝึกกับพี่ชายในลานบ้านสิบปีติดตามบิดาเข้ากองทัพใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในค่ายราวชายชาติทหารพออายุสิบสี่เขาก็ออกทัพจับศึกร่วมกับบิดา และพี่ๆ
และศึกแรกก็ทำให้เขามีชื่อเพราะสามารถสังหารนายกองที่แอบแฝงตัวมาสืบข่าวในกองทัพและแฝงตัวเข้าไปในทัพศัตรูทำลายคลังเสบียงสำเร็จทำให้ทัพหานคว้าชัยมาได้อย่างง่ายดาย
และถึงเขาจะเป็นบุรุษออกสนามรบฆ่าฟันศัตรูไปมากมายแต่เขาก็ยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบหกไร้ประสาที่แค่มีสตรีเข้าใกล้ใบหน้าก็แดงซ่านวางตัวไม่ถูกอยู่ดี
ขณะที่กองทัพสกุลหานเคลื่อนเข้ามาในตัวเมืองคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เฝ้ารอให้พวกเขากลับมาก็กำลังยืนมองออกไปทางท้องถนนอย่างตื่นเต้นสีหน้าพวกเขามีแต่ความคิดถึง มือเล็กหลายคู่ช่วยกันกอบกุมแบ่งปันความอุ่นให้กันพลางส่งยิ้มดีใจ
เข้ามาแล้วววว ทัพหานเข้าเขตเมืองชั้นในแล้ววว
ยิ่งได้ยินเสียงบ่าวตะโกนบอกเขาพวกนางทั้งต่างก็ยิ่งพากันตื่นเต้นขยับเท้า ชะเง้อมองออกไปอย่างทำอะไรไม่ถูกสำหรับพวกนางข่าวการรบชนะของทัพสกุลหานเป็นข่าวที่น่ายินดีที่สุดกว่าเรื่องไหน ๆยิ่งถ้าได้มีข่าวว่าใครบาดเจ็บคืนนั้นพวกนางถึงนอนหลับได้สนิท เพราะการเป็นคนในครอบครัวทหารแม้จะเต็มภาคภูมิแต่ก็ไม่เคยหลับได้สนิทและไม่ต้องระแวงในวันที่พวกเขาออกศึก
มาแล้ววว เห็นแม่ทัพแล้ว
เสียงบ่าวรับใช้ชายตะโกนพลางกระโดดชี้ไปทางตัวเมืองด้วยความตื่นเต้นทำนายหญิงสกุลหานต่างพากันวิ่งกรูออกไปกลางถนนหน้าจวนใบหน้าพวกนางทุกคนเต็มไปด้วยความยินดีบางคนเริ่มมีน้ำตาเมื่อเห็นว่าสามีกลับมาโดยไร้บาดแผล
ภาพที่แม่ทัพทั้งหลายกระโดดลงจากอาชาพุ่งตัวเข้ามาหาคนในครอบครัวช่างเป็นภาพที่หน้าประทับใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพนายน้อยหานพี่พุ่งเข้ากอดมารดาแน่น
และภาพนั้นก็ทำให้สตรีอีกคนที่เฝ้ามองอยู่ไม่ห่างน้ำตาคลอมือทั้งสองข้างจับแน่นกับขอบประตูจวนมองใบหน้าที่นางเห็นแต่วันแรกด้วยความภาคภูมิใจไม่ต่างกับว่านางคือมารดาแท้ ๆ ของเขา ก่อนรอยยิ้มจะฉาบกว้างบนใบหน้านางเมื่อคนที่เฝ้ามองหันมายังทิศที่นางอยู่
“เมี่ยนเมี่ยนข้าคิดถึงท่าน”คำกล่าวธรรมดาที่ออกมาจากปากนายน้อย ทำคนเฝ้ามองน้ำตาไหล ลู่เมี่ยนเมี่ยน ปล่อยมือออกจากบานประตูก้าวออกจากมุมมืดเข้าไปหาคนที่นางเลี้ยงอย่างถนอมด้วยความคิดถึงไม่ต่างจากที่เขากล่าวว่าคิดถึงนาง
“คุณชายน้อย”
น้ำเสียงสั่นของนางทำเด็กหนุ่มระบายกว้างสายตาของเขาที่มองนางเต็มไปด้วยความเอ็นดูก่อนที่เขาจะลูบหลังมือนางที่ประคองมือของเขาเบาๆแล้วกล่าวคำที่รู้อยู่แล้วว่าจะออกมาจากปากเขา
“ข้าคิดถึงตันตันเมี่ยนฝีมือท่าน”
“เจ้าค่ะ ข้าน้อยจะทำให้นะเจ้าค่ะ”
“อื้ออ เอาคืนนี้เลยข้าจะไปหาท่าน”
“อื้ออ”ดวงหน้าเปื้อนน้ำตาพยักรัวพลางมองนายน้อยเดินห่างออกไปตามหลังบิดามารดาของเขาเข้าไปภายในเรือน เช่นเดียวกับคนอื่น ๆในสกุลหานที่เริ่มแยกย้ายกลับไปเรือนของตนเหลือเพียงนางคนเดียวที่ยังยืนอยู่ตรงนั้นมองแผ่นหลังใหญ่ที่ไม่แน่ใจว่ากว้างขึ้นขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน
ครั้งนั้นที่นางเห็น แผ่นหลังนั้นยังเท่าฝ่ามือนางไม่ใช่หรือ
เมี่ยนเมี่ยนอดไม่ได้ที่นางจะนึกย้อนไปตอนที่นางได้พบกับทารกน้อยตัวแดงก่ำไม่ได้ตอนนั้นนางพึ่งย้ายเข้ามาในจวนนี้ไม่กี่วันและเป็นช่วงเศร้าโศกที่สุดเพราะสูญเสียบุตรในครรภ์ไปทั้งที่ยังไม่มีโอกาสได้ดูโลกใบนี้นางจำเรื่องวันนั้นได้ขึ้นใจ หลังจากที่ท่านแม่ทัพลากนางขึ้นมาจากปรโลกได้เขาก็ให้ที่อยู่ที่กิน รักษาดูแลนางอย่างดีทว่าเป็นนางเองที่ไม่อาจทนอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกเพราะสูญเสียบุตรในครรภ์ไปทั้งที่อีกไม่ถึงเดือนจะได้พบกันแล้วคืนนั้นฝนตกหนักท้องฟ้าแปรปรวนจนนางหดหู่เหลือทนคิดลาโลกไปหวังได้พบบุตรตัวน้อยในที่ใดสักแห่งแต่เรื่องไม่คาดคิดมักเกิดขึ้นกับนางเสมอในเวลาที่นางกำลังยืนบนเก้าอี้จับผ้าที่แขวนบนขื่อแน่นแม่บ้านเก่าแก่กลับพุ่งเข้ามาในห้องท่าทางผงะตกใจของหญิงชราทำนางชะงักตามไม่ต่างกันทว่าเพียงไม่นานแม่บ้านผู้นั้นก็พุ่งเข้ามาพร้อมดึงนางลง ไม่คิดสนใจ ไถ่ถาม กล่าวเพียงนายหญิงคลอดคุณชายน้อยแล้วต้องการให้นางไปช่วยดู
เมี่ยนเมี่ยนไม่คิดว่าตัวนางจะช่วยอะไรได้แต่ก็ยอมวิ่งตามไปลืมเรื่องที่คิดปลิดชีพตนไปเสียสนิทยิ่งได้เห็นสภาพอิดโรยไร้แรงของผู้มีพระคุณที่กำลังหายใจอ่อนใจนางก็ร้อนรนอย่างลืมตัวได้สติกลับมาอีกทีก็ตอนที่นายท่านยื่นห่อผ้ามาตรงหน้าแล้วเอ่ยว่า
ช่วยเลี้ยงเขาได้หรือไม่?
น้ำนมจากอกเจ้าช่วยแบ่งปันให้เขาได้หรือไม่?
ในตอนนั้นท้องฟ้ามืดที่ปกคลุมไปทั่วในหัวใจนางพลันสว่างราวไม่เคยมีเมฆหนาสายตาร้องขอพร้อมกับเสียงเล็กร้องดังลั่นทำนางพูดไม่ออกทำได้เพียงคลี่ยิ้มยินดีพยักหน้าปล่อยน้ำตาคลอก่อนจะหลบไปอีกมุมเปิดเสียงเผยอกให้เด็กน้อยตัวแดงเข้ามาครอบครองและจากวันนั้นนางก็เป็นผู้อุ้มชายคุณชายน้อยราวมารดาแทนนายหญิงที่ร่างกายอ่อนแอไร้น้ำนม
“ตันตันเมี่ยนเมี่ยนของท่านหอมไปถึงหน้าเรือนเลยยย”
เมี่ยนเมี่ยนหันไปทางหน้าเรือนมองร่างสูงใหญ่ในชุดลำลองที่เดินเร็วเข้ามาท่าทางเช่นนี้นางเห็นมาตั้งแต่เขาเป็นเด็กมือหนาที่โบกควันจากชามบะหมี่เรียกรอยยิ้มจากนางได้เสมอ
ทั้งสองนั่งเคียงกันเช่นทุกครั้งสายตาของหญิงวัยกลางคนมองปากหนาที่เคี้ยวไปพลางเล่าเรื่องราวที่พบเจอไปพลางอย่างมีความสุข
“เมี่ยนเมี่ยนหมี่ของท่านอร่อยเช่นนี้ไม่ได้กินทุกวันเสียดายแย่”
“เช่นนั้นก็มาทุกวันสิเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องรอให้ท่านบอกข้าก็จะมา และจะมานอนกับท่านด้วย”
และจริงอย่างที่เขาว่าเพราะหลังกินอิ่มนายน้อยหานก็พุ่งตัวไปที่เตียงนอนแม่นมทันทีท่อนขายาวแข็งแรงยกขึ้นไขว้พลางขยับเบา ๆเช่นเดียวกับท่อนแขนทั้งสองที่ย้ายไปรองใต้ศีรษะสายตามองขื่อไม้ที่นอนมองทุกวันเมื่อครั้งยังเยาว์
“ปลาตัวนั้นท่านยังไม่เอาออกอีกหรือ?” ปลาที่เขาหมายถึงก็คือปล่ากระดาษที่ได้มาเมื่อตอนห้าปีตอนนั้นเขาได้มีโอกาสออกไปเดินเล่นในงานโคมไฟ เห็นโคมไฟกระดาษรูปปลาก็ร้องจ้าอยากจะได้ทว่ายามนั้นเมี่ยนเมี่ยนมีเงินติดตัวไม่มากจากโคมไฟปลาก็ได้มาเพียงปลากระดาษตัวจ้อยแทน
“เพราะท่านชอบ ข้าเลยไม่ได้เอาออก”
เสียงพูดเงียบลงราวทั้งสองกำลังอยู่ในห้วงของความทรงจำ ทว่าไม่นานอยู่ๆ คนที่นอนกระดิกเท้าสบายใจก็ใบหน้าแดงซ่าน ลดท่อนขาลงแลดูเกร็งอย่างไร้สาเหตุเขาเม้มปากแน่นโดยไม่รู้ตัวพร้อมสะบัดหัวไปหลายครั้งจนคนที่นั่งจ้องอยู่แปลกใจกับท่าทางนั้นของเขาก่อนร่างบนที่นอนจะหุนหันลุกขึ้นนั่งพร้อมสัมผัสริมฝีปากตัวเอง
“คุณชายนั่นท่านเป็นอะไรหรือ?”
ฟางเยียนละสายตามองไปทางแม่นมที่อยู่ต่ำกว่าก่อนจะยิ้มแห้งมองสีหน้าประหลาดของนางพลางขยับตัวแก้เขินสายตาไม่ประสาเมื่อครู่ก็เช่นกันเขาจ้องมองคนที่เลี้ยงดูแต่เด็กนิ่งกวาดมองใบหน้าคุ้นเคยนิ่งแล้วขยับตัวเข้าใกล้นาง
“เมี่ยนเมี่ยน เข้าหอต้องทำแบบไหนหรือใยพี่สามถึงพูดกับพี่สะใภ้ว่า ข้าจะเข้าหอกับเข้าทั้งคืนไปเลยดูสิว่าจะต่อขาให้เจ้าตัวเล็กนี่ได้หรือไม่ มันเป็นแบบไหนหรือที่ว่าเข้าหอต่อแขนขาให้เจ้าตัวน้อย”
ลู่เมี่ยนเมี่ยนแทบสำลักน้ำลายต่อหน้าเด็กหนุ่มนางมองใบหน้ากระจ่างเต็มไปด้วยความอยากรู้ของคนตรงหน้าก็อดทำนางเขินขึ้นมาไม่ได้สำหรับฟางเยียนเรื่องพันนี้เขาใสซื่อยิ่งนักไม่เหมือนเรื่องในสนามรบที่เจนจัดไม่ต้อง ต้องพูดก็รู้ไปหมด
“เมี่ยนเมี่ยนท่านอย่าจ้องข้าเช่นนั้นสิท่านบอกมาเร็วที่พี่สามพูดหมายความว่าอย่างไร”
“เรื่องเข้าหอท่านจะรีบร้อนไปทำไมเจ้าคะ”
“เถิดน่า ท่านบอกข้ามาเร็วข้าอยากรู้ไม่เช่นนั้นข้าไปถามพี่สี่นะ ขอให้เขาบอกอย่างไรเขาเสเพลเช่นนั้นต้องรู้แน่”
เพียงได้ยินชื่อคุณชายสี่บุตรชายท่านอาของคุณชายน้อยนางก็อยากกุมขมับนึกปวดหัวขึ้นมาทันที หากเขาไปถามเรื่องเช่นนี้กับพี่ชายไม่พ้นไปที่หอนางโลมหรือหากเป็นอย่างนั้นมิสู้นางบอกเขาเองไม่ดีกว่าหรือ
“เร็วสิ ไม่เช่นนั้นข้าไปหาพี่สี่นะ”เด็กหนุ่มพูดพร้อมทำท่าลุกขึ้นจะลงจากเตียง ก่อนจะหันไปมองมือที่โดนรั้งเอาไว้แล้วยิ้มกริ่มมองคนที่แทบไม่ให้เขาเข้าใกล้พี่ชายจอมเสเพลคนนี้
“ชายหญิงเข้าหอ ก็คือ..การที่พวกเขาแนบชิดกัน”
“แล้วต่อแขน ต่อขาเล่าเป็นแบบไหนต้องใช้เวลาทั้งคืนหรือ?”
“ข้าจะบอกเรื่องนี้ท่านได้อย่างไรกัน”
“ทำไมจะไม่ได้ เมื่อก่อนท่านสอนข้าทุกเรื่องเรื่องนี้ก็สอนข้าด้วยสิ เผื่อวันที่ข้าต้องเขาหอ”