ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่47 ร้อยเล่ห์พันลวง มารบงการจิต

    ใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาเหนือชายฝั่งอันวิเวก เสียงคลื่นกระทบโขดหินดังเป็นจังหวะอ้อยอิ่ง ทว่าภายใต้ความสงบนั้น คือบรรยากาศที่ตึงเครียดประหนึ่งสายฟ้าเงื้อมคมรอจู่โจม


    ร่างในชุดดำของอวี้เหวินยืนนิ่งประหนึ่งเงาสลัวในม่านรัตติกาล สองตาจับจ้องไปยังบุรุษตรงหน้า ผู้ซึ่งบัดนี้หาใช่เพียงชายวัยกลางคน หากแต่ครึ่งหนึ่งของใบหน้ากลับกลายเป็นอสูรอันน่าสะพรึง ร่างกายแปรเปลี่ยน กล้ามเนื้อปูดโปน เกล็ดสีดำสนิทผุดขึ้นราวอสรพิษจำแลง เงาของง้าวดำในมือขยับไหวเพียงนิด กลับแผ่กลิ่นอายสังหารออกมาราวกับทะลวงอากาศ


    อวี้เหวินไม่กล่าววาจาใดให้เปลืองถ้อยคำ ขณะที่จันทราเบื้องบนยังไม่ทันเคลื่อนคล้อยจากยอดฟ้า เขาก็พุ่งออกประหนึ่งอัสนีสาดฟาด!


    หมัดแรกพุ่งทะลวงอากาศเป็นประกายเพลิง ปะทะตรงกับเคียวมารของหลิวหง เสียงดังสนั่นดั่งเหล็กกล้ากระทบหินผา แรงสั่นสะเทือนสะท้านไปทั่วร่างของหลิวหงจนเขาต้องถอยหลังพลางยกเคียวขึ้นยันตัวไว้ กลับถูกแรงมหาศาลผลักให้ลอยขึ้นจากพื้นไปเล็กน้อย


    “โอ้…” เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังแผ่ว ราวเสียงกระซิบของปีศาจร้าย “…เจ้ามีเรี่ยวแรงเหนือกว่าเด็กหญิงผู้นั้นเสียอีก เช่นนี้...การสังหารเจ้าจึงนับว่าคุ้มค่ามิใช่น้อย”



    ปลายลิ้นแลบเลียริมฝีปากอย่างวิปริต แต่ยังไม่ทันได้กระชากคำขาด อวี้เหวินกลับพุ่งเข้าอีกครั้ง


    หมัดอัคนีสังหาร กระแทกออกในจังหวะที่สอง เปลวเพลิงแผ่ซ่านราวจะหลอมละลายอากาศ หลิวหงฟาดง้าวสวนกลับ เกล็ดมารบนแขนแวววาวรับแสงเพลิงที่พวยพุ่ง ฟาดฟันกันอย่างอำมหิต กระบวนท่าปะทะกระบวนท่า เสียงฟาดฟันดังก้องสะท้อนเหนือชายฝั่งอันว่างเปล่า


    อวี้เหวินก้าวสืบเข้า เคลื่อนไหวแผ่วเบาดั่งเงาจันทร์ในสายน้ำ เงาร่างแลบไหวไปตามสันคลื่น กระบวนท่า ‘เงาไร้นาม’ ใช้ปะปนกับ ‘เตาอัสนีวิบัติ’ และ ‘ชิงกายตะวันคำรณ’ ทำให้ร่างกายของเขาแผ่ไอร้อนดั่งเปลวอาทิตย์ หลอมรวมกับพลังสายฟ้าที่ไหลเวียนในกระดูกและเอ็น


    ส่วนหลิวหงกลับเปลี่ยนท่วงท่า อสูรในตัวเขาเริ่มเผยเค้าโครงเดิม ง้าวดำในมือหันเป็นวิถีโค้งสะบั้น อากาศแหวกเป็นเส้นสีดำทะมึนดั่งจะฉีกฟ้าฉีกดิน เขาเคลื่อนไหวหนักหน่วง แต่ทว่ากลับเฉียบคมและทรงพลัง


    เสียงลมพัดแรงผ่านปลายคมง้าว ‘คร่าชีพลิขิต’ เปล่งเสียงหวีดหวิวราววิญญาณสาปแช่ง ทั้งสองรุกและรับ ซัดกันอย่างไม่เปิดช่องว่างให้ตั้งตัว


    หนึ่งรุกด้วยหมัดเปลวเพลิง หนึ่งฟาดด้วยง้าวมาร


    หมัดของอวี้เหวินมีทั้งพลังและความเร็ว อาศัย ‘เกราะเหล็กสังวาลย์’ เสริมให้ทุกจังหวะโจมตีมีน้ำหนักแน่นยิ่งขึ้น ส่วนหลิวหงนั้นแม้เป็นอสูร แต่กลับแฝงเล่ห์เหลี่ยมไว้ในทุกการเคลื่อนไหว


    เนิ่นนานผ่านไป ร่างทั้งสองผละออกจากกัน ยืนหยัดเผชิญหน้าอีกครั้ง ห้วงลมหายใจหอบกระชั้น บาดแผลลึกกรีดเป็นทางยาวบนผิวกาย บ่งบอกถึงการปะทะที่ไร้ปรานีแม้เพียงเสี้ยววินาที


    “เจ้าหนู…” เสียงแหบพร่าของหลิวหงดังแผ่ว “พลังกายเจ้าแข็งแกร่งเกินคาด เป็นดั่งหน่ออ่อนชั้นเลิศที่ยากจะพบพาน หากเป็นข้าในวันวาน ข้าอาจเมตตารับเจ้าไว้ใต้สำนัก…”


    เขาหยุด เลียริมฝีปากที่เปรอะเปื้อนโลหิต ดวงตาครึ่งอสูรฉายแวววิปริตดุจสัตว์ร้ายกระหายเลือด


    “…แต่ในยามนี้ จงสละชีพของเจ้ามาเสีย!”


    อวี้เหวินแค่นเสียงเย็นชา “หึ…ด้วยสภาพเช่นเจ้าหรือ? มิบังควรเป็นอาจารย์ของข้า!”


    คำสิ้นสุด หมัดเพลิงระเบิดออกอีกครั้ง ฟาดเข้าไปพร้อมแรงกายและเปลวไฟร้อนระอุ หลิวหงใช้ง้าวรับไว้ ก่อนตวัดเฉือนสวนกลับ พวกเขาต่อสู้กันอีกครั้ง ครู่ใหญ่ผ่านไปในความดุเดือด เลือดไหลซึมจากบาดแผลทั้งสองฝั่ง ผืนทรายชายฝั่งถูกเหยียบย่ำจนกระจาย


    แล้วในที่สุด ต่างฝ่ายต่างหยุดยืนด้วยลมหายใจหนักหน่วง เปลวไฟยังลุกไหม้ปลายหมัดของอวี้เหวิน ขณะที่ไอพิษดำจากง้าวมารยังลอยวนรอบร่างหลิวหง


    อวี้เหวินเปล่งวาจาช้าๆ ราวกับกดทับความรู้สึกบางอย่างไว้ภายใต้สุ้มเสียงอันราบเรียบแต่หนักแน่นดุจขุนเขา


    “เจ้า...มิใช่ผู้ที่ข้าเคยรู้จัก เจ้าเป็นใครกันแน่? เหตุใดจึงต้องบงการเรื่องราวเหล่านี้? ล่อลวงชีวิตผู้คนมาสังเวยด้วยจุดประสงค์ใดกัน?”


    เสียงหัวเราะเย็นเยียบดังจากลำคอของหลิวหง คล้ายเสียงกระซิบของภูตพราย “หึๆ…เจ้าหนุ่มน้อย ความสงสัยของเจ้านี่ช่างมากมายเสียจริง”


    รอยยิ้มประหลาดปรากฏบนใบหน้า ดวงตาทอประกายวาววับดุจเปลวเพลิงในความมืด “แล้วในสายตาของเจ้าเล่า ข้าเป็นเช่นไร?”


    อวี้เหวินมิหวั่นไหว ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นดุจศิลา “เจ้ามีอุบายลึกล้ำ ซ่อนเร้นแผนการอันแยบยล ข้าเชื่อว่า ตั้งแต่ข้าก้าวเท้าเข้ามา ณ ที่แห่งนี้ ทุกการเคลื่อนไหวของข้าล้วนอยู่ในฝ่ามือของเจ้าแล้ว อสูรหลงหมิ่น...การหายตัวไปของผู้คน...ทุกสิ่งเริ่มแปรเปลี่ยนนับแต่เจ้ากลับมาจากเกาะพิศวงนั่น”


    เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว สายตาคมกริบจับจ้องร่างตรงหน้ามิคลาย


    “เจ้า...มิใช่ผู้ใหญ่บ้านหลิวหง หากแต่เป็นผู้บงการเบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด เป็นปีศาจร้ายจากเกาะต้องสาปนั่น...และเจ้ากำลังสวมใส่ร่างของเขาอยู่!”


    ร่างของหลิวหงชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเสียงหัวเราะต่ำทุ้มจะดังขึ้นแผ่วเบา ทว่ากลับเยียบเย็นจนขนลุกเกรียว


    “เจ้าหนูนี่...ช่างเฉลียวฉลาดเกินวัย ข้าขอคารวะจากใจจริง…ข้ายิ่งรู้สึกสนใจในตัวเจ้าเสียแล้ว หากเจ้าไม่ขัดขืน มาเป็นบริวารของข้าเถิด ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”


    อวี้เหวินหาได้ใส่ใจคำล่อลวงนั้น กล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มขรึม “ข้าถามว่า...ใช่หรือไม่!”


    ความเงียบปกคลุมชั่วครู่ ก่อนหลิวหงจะส่ายศีรษะช้าๆ แววตาฉายความเยือกเย็นดุจห้วงน้ำลึกไร้ก้นบึ้ง


    “ถูกต้อง เจ้าคาดการณ์ได้แม่นยำ ข้ายึดครองร่างของมัน ตั้งแต่วันที่มันเหยียบย่างขึ้นสู่เกาะ ข้าก็ครอบงำจิตวิญญาณของมัน และใช้ร่างนี้จัดการทุกสิ่งตามความปรารถนาของข้า”


    แววตาของเขาเริ่มเย็นชาลง ราวกับแผ่นน้ำแข็งพันปี

    “และเหตุผลที่ข้าต้องกระทำการเช่นนี้ ก็เพราะ..”


    ยังไม่ทันสิ้นคำ อวี้เหวินกลับเอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างฉับพลัน ราวกับล่วงรู้ความลับนั้นมานาน


    “เจ้า...ต้องการโลหิตและเนื้อหนัง เพื่อฟื้นฟูพลังของตน!”

    ดวงตาอสูรของหลิวหงเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นประกายลึกล้ำยากหยั่งถึง


    “เจ้ารู้...ถูกต้องแล้ว ข้าต้องการฟื้นฟูคืนสู่ร่างเดิมของข้า”

    รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นอีกครั้ง รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยเล่ห์เหลี่ยมและความลับดำมืด


    “เห็นแก่ความเฉลียวฉลาดของเจ้า ข้าจะบอกให้ก็เเล้วกัน...ก่อนที่เจ้าจะสิ้นลมหายใจ…”



    ใต้ฟ้าสีเทายามรัตติกาล ริมชายฝั่งทะเลที่ลมกรรโชกโบกสะบัดเกลียวคลื่นดั่งโหมร้องบรรเลงเพลงโศก หยาดโลหิตที่หยดลงบนผืนทรายผสมกลิ่นคาวเข้ากับกลิ่นไอทะเลราวคำสาป… อวี้เหวินยืนอยู่ท่ามกลางม่านลม แววตาแม้เด็ดเดี่ยว แต่ดวงจิตกลับสั่นคลอนเล็กน้อยจากถ้อยคำเบื้องหน้าที่เพิ่งได้ยิน


    ตรงหน้าของเขา คือร่างของ "หลิวหง" ดวงตาสีดำดั่งเหวลึกจับจ้องเขาด้วยรอยยิ้มคล้ายเยาะหยัน มือข้างหนึ่งกระชับอาวุธง้าวใหญ่สีดำสนิทซึ่งแผ่คลื่นมารออกมาทุกคราที่สะบัด ด้ามยาวและลำคมดั่งงูมารพันธนาการโลกา อาวุธซึ่งผู้คนในยุทธภพเคยขนานนามว่า “คร่าชีพลิขิต”


    หลิวหงในร่างอสูรก้าวหนึ่งก้าวออกมา เกล็ดสีดำเสียดสีกันส่งเสียงครืดคราดเย็นเยียบ มันหัวเราะเบา ๆ ก่อนกล่าวเสียงแหบพร่า


    “เจ้าหนุ่ม... เจ้ารู้หรือไม่ ว่าข้าเดิมทีหาใช่คนธรรมดา...”

    มันเงยหน้ามองนภาสีคราม รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมพลันปรากฏ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้นที่ฝังรากลึก


    “ร้อยปีก่อน ผู้คนในแดนใต้ต่างขนานนามข้าว่า ‘มารบงการจิต’ ผู้ชักใยจิตใจมนุษย์ให้ตกสู่ห้วงฝันอันลวงหลอก วิชาของข้าไม่เน้นยุทธภพ แต่เน้นใจผู้คน วิชามารที่ข้าสืบทอดมานั้นมาจากปรมาจารย์สำนักเงาแดงที่หายสาบสูญไป ท่านผู้นั้นคือผู้เชี่ยวชาญด้านจิตมารตัวจริง เคล็ดวิชาและอาวุธของข้าจึงล้ำค่าเกินกว่าจะประเมิน..."


    เสียงของมันแผ่วลง ราวเสียงกระซิบของวิญญาณร้ายในป่าช้า


    “ใครเลยจะคาดคิด... ว่าความล้ำค่านั้น จะยั่วยวนสายตาอันโลภโมโทสันของเหล่าตาเฒ่าในสุสานดาบทลายสวรรค์ พวกมัน... กระหาย!” มันแค่นเสียงเย็นเยียบ “ข้าถูกล่าสังหารจนถึงทะเลสาบซูหรงแห่งนี้ ดิ้นรนราวสัตว์ป่าจนตรอก ร่างกายแหลกสลายมิเหลือชิ้นดี แต่ก่อนลมหายใจสุดท้ายจะดับลง ข้า... ได้ใช้เคล็ดวิชามาร สกัดเอาแก่นแท้แห่งพลัง ซุกซ่อนทุกสิ่งล้ำค่าไว้ใต้เกาะแห่งนี้ พวกมันฆ่าได้เพียงร่างเนื้อ แต่ไม่อาจแตะต้องแม้ปลายเล็บของสมบัติ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”


    เสียงหัวเราะก้องกังวาน สะท้านผืนน้ำทะเลสาบจนคลื่นลมปั่นป่วน


    “ข้าใช้เวลาเนิ่นนานนับร้อยปี กลืนกินโลหิตสัตว์ร้าย สูบซับกลิ่นอายชีวิตของผู้คน เพื่อเสริมสร้างแก่นแท้แห่งตน จนกระทั่ง... ชายผู้น่าสงสารนาม ‘หลิวหง’ หลงเข้ามายังเกาะต้องสาปแห่งนี้”


    ดวงตาสีเพลิงของมันเรืองรอง “ข้าจึงยึดครองร่างของมัน ใช้กลลวง วิชาสะกดจิตที่พวกเจ้าไม่อาจหยั่งถึง แล้วเริ่มการล่าครั้งใหม่...”


    น้ำเสียงของมันทุ้มต่ำ แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจอย่างประหลาด


    “ข้าล่อลวงเหยื่อมายังเกาะแห่งนี้ แสร้งเป็นผู้บาดเจ็บ เป็นชายวิกลจริต สร้างเรื่องราวอันน่าเวทนา สุดท้าย... พวกมันก็กลายเป็นอาหารอันโอชะของข้า เมื่อผู้คนเริ่มหวาดระแวง ข้าจึงส่ง ‘หลงหมิ่น’ ออกไปปรากฏกายต่อหน้าผู้บ่มเพาะ หวังจะใช้ความกลัวกระตุ้นให้พวกมันรวมตัวกันเข้ามาสังหาร แล้วข้าก็จะกลืนกินพวกมันทั้งหมด!”


    มันกล่าวพลางแสยะยิ้มอำมหิต ดวงตากลับมาจับจ้องที่อวี้เหวินอย่างเย้ยหยัน

    “และบัดนี้... ถึงคราวของพวกเจ้าแล้ว”


    อวี้เหวินยังคงยืนหยัดมั่นคง แววตาดำมืดลึกล้ำดุจห้วงอวกาศ ฉายประกายสงบนิ่ง ทว่าภายในกลับก่อตัวด้วยคลื่นลมแห่งพลังที่พร้อมจะปะทุ เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


    “เช่นนั้นเหตุใด... เจ้าจึงต้องรอถึงห้าวัน จึงเผยโฉม? มิเกรงว่าพวกเราจะหนีกลับไปเสียก่อนรึ?”


    หลิวหงแค่นเสียงหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอ่ยวาจาด้วยเสียงทุ้มต่ำเป็นกลอนราววาจาผู้ชำนาญยุทธ

    ‘จักวางหมากต้องรู้กระดาน

    จักวางการต้องหยั่งใจศัตรู

    เพียงผู้ฉลาดเท่านั้นที่ซ่อนเงาไว้เบื้องหลังม่านหมอก’


    “ประการแรก ข้าต้องรู้จำนวนพวกเจ้า รู้พลังจริงของพวกเจ้าว่าเป็นตามคำขอในภารกิจหรือไม่ สอง... ข้าต้องแน่ใจว่าเจ้ามิได้พาผู้ใดแอบตามมา แม้ข้าจะใช้วิชามาร แต่ยามนี้ข้ายังมิได้ฟื้นฟูสมบูรณ์"


    มันแค่นเสียงพลางกล่าวต่อ

    "เมื่อเห็นว่าพวกเจ้าคิดจะกลับ ข้าจึงปรากฏตัวให้เห็น พร้อมให้อสูรปรากฏอีกครั้ง ยั่วให้พวกเจ้าเชื่อว่านี่คือภารกิจจริง แล้วให้อสูรหายไปอีกครั้ง พวกเจ้าก็จะหมกตัวอยู่ในวงล้อมของมัน รอเวลา… รอข้า”


    คำพูดของมันหยุดลงแค่นั้น ก่อนเอ่ยต่อด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม


    “ข้าแค่ต้องการให้พวกเจ้าพึ่งข้า เชื่อใจข้า จนกระทั่ง... วันนั้น วันที่เจ้ากินอาหารในเรือนบ้านข้าเข้าไป”


    เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาอวี้เหวินหรี่ลงทันที แววตาวูบหนึ่งผ่านคล้ายลังเล


    (เหยียนเฟยเคยกล่าวว่า อาหารนั้นไม่มีสิ่งใดผิดปกติ... เช่นนั้นเหตุใดกัน?)


    หลิวหงในร่างอสูรหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน มันมองสีหน้าของอวี้เหวิน ราวกับล่วงรู้ความคิดในใจ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่แฝงด้วยเล่ห์ร้าย


    “อาหารนั้น… แน่นอน ไม่มีพิษ ไม่มีกลิ่น ไม่มีพิรุธ”

    เขายิ้มเย็น “แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่... คือ ‘เฉิงอวี่’ พืชหายากจากแดนเหนือ มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ไม่ต่างจากเครื่องหอมทั่วไป แต่มัน… ค่อย ๆ ซึมซับเข้าสู่จิตใจ ยิ่งจิตอ่อนล้า ยิ่งเร่งปฏิกิริยา”


    มันเงยหน้าหัวเราะเบาๆ อีกครั้ง เสียงนั้นชวนขนลุก

    “กลิ่นของมันอบอวลอยู่ทั่วเรือนของข้า ในวันนั้น... พวกเจ้าสูดดมมันเข้าไปจนเต็มปอด และสามวันล่วงเลยไปแล้ว วันนี้... คือวันที่พิษของมันเริ่มสำแดงฤทธิ์...”


    ฉับพลัน คล้ายพายุโหมกระหน่ำซัดสาดเข้ามาในจิตใจของอวี้เหวิน คลื่นพลังจิตที่เคยสงบนิ่งเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง เขารู้สึกราวกับสติสัมปชัญญะกำลังหลุดลอย ดวงตาเหม่อลอยไร้จุดหมาย ความคิดสับสนวุ่นวาย ราวกับความมืดมิดกำลังคืบคลานเข้าปกคลุมหัวใจทีละน้อย...


    “เจ้ารู้หรือไม่?” หลิวหงเอ่ยพลางแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ “ยิ่งร่างกายของเจ้าอ่อนแรง บาดเจ็บ สูญเสียพลัง... ฤทธิ์ของเฉิงอวี่ก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นทวีคูณ”


    ดวงตาของมันวาวโรจน์ดั่งเปลวเพลิง มือค่อยๆ ยกง้าวยักษ์สีดำทะมึนขึ้นช้าๆ

    “จงสิ้นสติ... แล้วกลายเป็นของข้าซะเถอะ”


    ฉึก!


    เสียงบางอย่างแทงทะลุผิวเนื้อดังกังวาน...


    อวี้เหวินสะดุ้งเฮือก ดวงตาเขาที่เคยหม่นมัวเบิกกว้างขึ้นในบัดดล เขาหันมองไปทางด้านหลังด้วยความยากลำบาก ภาพพร่าเบื้องหน้าค่อย ๆ กระจ่างขึ้น...


    "ซิ่ว...เอ๋อร์?" เสียงเปล่งออกจากลำคออย่างแผ่วเบา แต่ว่างเปล่าไปด้วยความสับสน


    เบื้องหลังของเขา เด็กชายที่เคยดูใสซื่อบริสุทธิ์ นัยน์ตากลมโตที่เคยฉายแววซื่อตรง บัดนี้กลับแข็งกร้าว และเย็นเยียบ มือเล็กของเขาสั่นน้อย ๆ ขณะกำด้ามมีดที่เสียบเข้าหลังของอวี้เหวิน


    โลหิตสีเข้มซึมทะลุเสื้อผ้าสีดำดั่งหมึก ไหลรินหยดลงสู่ผืนทราย


    ถึงร่างของอวี้เหวินจะเหนียวแน่นประดุจเหล็กกล้า การโจมตีของเด็กเพียงหนึ่งย่อมมิอาจสร้างบาดแผลลึกได้ แต่สิ่งที่บาดลึกยิ่งกว่า...คือความรู้สึก


    "เหตุใด..." เขาเอ่ยเสียงเบา น้ำเสียงมิใช่โกรธเคือง หากแต่เต็มไปด้วยความปวดร้าว


    เด็กคนนี้...เขาเพิ่งช่วยไว้จากเขี้ยวกรงเล็บของมังกรเงาเมื่อครู่ อีกทั้งยังเป็นผู้ที่ลอบกระซิบเตือนถึงความผิดแปลกในตัวหลิวหงเมื่อไม่กี่วันก่อน เหตุใดจึงหันมาแทงข้าด้วยมือของตนเองเช่นนี้เล่า?


    แต่ยังไม่ทันที่เขาจะตรึกตรองสิ่งใดให้ชัดเจน...


    เสียงหวีดแหลมของอาวุธบางอย่างฉีกอากาศมาแต่ไกล


    "เคร้ง!"


    เสียงเคียวมหึมากวาดทะลวงเข้าหาด้วยอำนาจอันมืดดำ


    เสียงหนึ่งแว่วขึ้นจากจิตสำนึกของเขา..เสียงที่คุ้นเคยของบุรุษที่พำนักอยู่ในมิติสร้อยคอ


    “ระวัง! หลบเดี๋ยวนี้!”


    ร่างของอวี้เหวินพลันพุ่งออกไปจากตำแหน่งเดิมในเสี้ยวลมหายใจ ดึงเด็กชายออกห่างและดีดตัวตีลังกากลางอากาศ เลือดในปากกระอักพ่นออกเป็นสาย ทว่าแววตากลับแน่นิ่งดั่งเหล็กกล้า


    เขายืนทรงตัวอยู่ไกลออกไปเล็กน้อย ลมหายใจหอบถี่ มือยังยังกุมแผลแน่น ใบหน้าขาวซีดจางแววของความตกใจออกไป เหลือเพียงความสับสนรุนแรงที่แผดเผาอยู่ภายใน


    "เหตุใดเจ้าจึง..." เสียงในลำคอขาดช่วงไป


    ความเย็นเยียบจากการถูกหักหลัง ปะปนกับไออสุราที่กัดกร่อนจิตใจอย่างต่อเนื่อง ทำให้จิตสำนึกของเขาปั่นป่วน ราวกับกระจกใสที่ถูกสาดโคลนในยามพายุ


    ทุกสิ่งทุกอย่างพร่าเลือน


    “ข้าควร...ทำเช่นไรดี?” ความคิดของเขาดังก้องในหัว ราวกับเด็กชายผู้นั้นมิใช่ศัตรู หากแต่เป็นคำถามที่แทงลึกถึงแก่นหัวใจ


    เสียงหัวเราะกังวานของหลิวหงดังขึ้น


    "ฮ่าๆๆ เจ้าคงมิคิดเลยกระมัง...ว่าผู้ที่เจ้าช่วยไว้ จะเป็นผู้ปักมีดลงหลังเจ้าเสียเอง!"


    ภาพเบื้องหน้าปรากฏร่างของหลิวหง ผู้เปลี่ยนสภาพเป็นกึ่งอสูรมาร ผิวหนังบางส่วนแตกระแหงเป็นเกล็ดมืดดำ แววตาแดงฉาน ริมฝีปากที่ยืดยาวอย่างผิดมนุษย์ยกยิ้มเย้ยหยัน


    ง้าวขนาดใหญ่ในมือของมันยกขึ้นช้า ๆ คลื่นพลังอสุราพวยพุ่งออกจากมันทุกครั้งที่ฟาดลม เสียงหวีดหวิวราวเสียงวิญญาณโหยหวนกลางรัตติกาล


    อวี้เหวินทรุดตัวลงช้า ๆ มือทั้งสองกำหัวแน่น พลังจิตที่แหลกสลายเริ่มกัดกร่อนลึกเข้าไปในหัวใจของเขา


    “นี่หรือ...จุดจบของข้า? ต้องมาตายที่นี่จริงหรือ?”


    เขาคิดในใจ แววตาที่เคยเด็ดเดี่ยว บัดนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้งและไม่ยอมแพ้


    ไม่ใช่เพราะเขาเกรงกลัวความตาย...แต่เพราะเขายังมีสิ่งที่ต้องทำ ยังมีคนที่ต้องปกป้อง และคำมั่นที่ต้องรักษา


    ความอ่อนแอที่กัดกินหัวใจเขาในตอนนี้ ราวกับเงามืดอันหนาวเหน็บ