โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล

    บทที่ 72 ทหารปลายแถว

    บทที่ 72 ทหารปลายแถว

     

     

     

    หลังจากพ้นแนวป่าทึบภาพค่ายพักแรมชั่วคราวก็ปรากฏแก่สายตาเต็นท์หลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กึ่งกลางลานกว้างถูกล้อมรอบไว้ด้วยเต็นท์สนามหลังเล็กอีกนับสิบหลังโดยมีกองไฟกองโตถูกจุดทิ้งไว้ตรงกลาง

     

    รอบบริเวณค่ายมีเหล่าชายฉกรรจ์สวมชุดเกราะพร้อมอาวุธครบมือเดินตรวจตรากันอย่างขวักไขว่ และมันเป็นจริงอย่างที่เทสบอก...ทุกคนล้วนมีเครื่องหมายคำถามลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ

     

    [ผู้พิทักษ์หุ้มเหล็ก - เลเวล ???]

     

    [พลธนูคันศรยาว - เลเวล ???]

     

    [อัศวินพันธะอักขระเวท - เลเวล ???]

     

    ผมเผลอกำหมัดขวาแน่นด้วยระดับความสามารถของผมในตอนนี้ อย่าว่าแต่จะปกป้องคนในทีมเลยลำพังแค่หาทางหนีเอาชีวิตรอดออกไปจากกลุ่มคนพวกนี้ผมก็ยังมองไม่เห็นหนทางเลยสักนิด

     

    ทันทีที่พวกเราก้าวเท้าเข้ามาในลานกว้างสายตาทุกคู่ก็จับจ้องมาที่พวกเราทันที บางคนแสดงสีหน้าเคร่งเครียดดุดันขณะที่บางคนกลับยิ้มเยาะราวกับกำลังขบขันในสภาพอันน่าเวทนาของพวกเรา

     

    โรแลนด์เอ่ยทักทายพวกพ้องทหารด้วยท่าทีสบายๆก่อนจะเดินนำพาพวกเราตรงไปยังเต็นท์หลังใหญ่ใจกลางค่าย

     

    “หัวหน้า ข้าขอเข้าไปได้ไหม?”

     

    โรแลนด์เอ่ยปากขออนุญาตเมื่อมาถึงหน้าเต็นท์หลังใหญ่

     

    “เข้ามา”

     

    เสียงเข้มหนักแน่นทรงพลังตะโกนสวนกลับมา

     

    โรแลนด์หันมาพยักหน้าส่งสัญญาณให้พวกเราเดินตามเขาเข้าไปด้านใน

     

    ทันทีที่ก้าวพ้นม่านเต็นท์ตัวอักษรระบบก็ลอยเด่นขึ้นเหนือศีรษะของชายวัยกลางคนในชุดเกราะครึ่งตัวร่างกายของเขาสูงใหญ่กำยำ เส้นผมสีดำหยักศกรับกับใบหน้าเข้มขรึมดูน่าเกรงขาม

     

    [จอมยุทธ์มนตรา - เลเวล ???]

     

    เขากำลังนั่งจัดการกองเอกสารอยู่ใจกลางห้องพลางขมวดคิ้วแน่นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง

     

    “ข้าสั่งให้เจ้าไปลาดตระเวนไม่ใช่รึ?”

     

    น้ำเสียงของชายตรงหน้าเต็มไปด้วยอำนาจอันน่าเกรงขาม

     

    “ทำไมถึงกลับมาเร็วนักแถมยังหิ้วพวกขอทานพวกนี้มาด้วยเพื่ออะไร?”

     

    โรแลนด์ก้มศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการทำความเคารพก่อนจะฉีกยิ้มประจบ

     

    “หัวหน้า ข้าไม่ลืมภารกิจหรอกครับตอนนี้ข้าปล่อยให้ทาลอนบินลาดตระเวนแทนอยู่ ส่วนที่ข้ารีบกลับมาก็เพราะว่า...”

     

    เขาผายมือมาทางพวกเราทุกคน

     

    “ข้าพบคนพวกนี้หลงเข้ามาในเขตของท่านลอร์ดครับพวกเขาคือ... ผู้พลัดถิ่น!”

     

    หัวหน้าทหารเบิกตากว้าง

     

    “ผู้พลัดถิ่นงั้นรึ?”

     

    น้ำเสียงแฝงแววตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิดเขารีบลุกพรวดจากเก้าอี้ตรงดิ่งมาหาพวกเราทันที

     

    วินาทีนั้นเองผมสัมผัสได้ถึงกระแสมานาที่ระเบิดปะทุออกจากร่างของเขาแม้จะไม่มีกลิ่นอายสังหารปนอยู่ แต่แรงกดดันมหาศาลกลับทำเอาผมชาววาบไปทั้งตัวมันหนักหน่วงจนร่างกายของผมแข็งทื่อขยับไม่ได้เลยทีเดียว

     

    ทันทีที่ละอองมานาเหล่านั้นแทรกซึมเข้ามาสัมผัสของเส้นสายพลังก็แผ่ซ่านไปทั่วก่อนจะชอนไชตรวจสอบทุกซอกทุกมุมของร่างกาย

     

    ความรู้สึกนี้มันน่าขยะแขยงชวนคลื่นไส้สิ้นดี...ราวกับผมกำลังยืนเปลือยกายล่อนจ้อนอยู่ต่อหน้าเขา โดยไม่อาจปกปิดความลับใดๆได้เลยแม้แต่น้อย

     

    คนที่โดนผมใช้สัมผัสมานาตรวจสอบ...จะรู้สึกขยะแขยงแบบนี้เหมือนกันไหมนะ?

     

    หลังจากผ่านช่วงเวลาอันแสนทรมานไปครู่หนึ่งกระแสมานาอันบ้าคลั่งก็สงบลง พร้อมกับสีหน้าที่เคยตื่นเต้นแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังอย่างชัดเจน

     

    “อ่อนแอสิ้นดี”

     

    ชายผมหยักศกพ่นลมหายใจพลางส่ายหัวด้วยความสมเพช

     

    “คนที่มีมานาเข้มข้นที่สุดกลับเป็นแค่คนพิการส่วนคนอื่นๆ ก็กระจอกสิ้นดี... ส่วนสัตว์มนตราตัวนี้...”

     

    สายตาของเขาเลื่อนไปมองเจ้าบิสกิตที่ตอนนี้กำลังตัวสั่นงกหลบอยู่ข้างขาของลิลลี่มันส่งเสียงครางหงิงๆ ออกมาด้วยความลนลาน

     

    การตรวจสอบมานาอันป่าเถื่อนเมื่อครู่คงส่งผลกระทบต่อมันไม่ต่างจากผมนัก

     

    “ข้าดูไม่ออกเลยว่ามันคือสายพันธุ์อะไรแต่ดูแล้วก็ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร... พวกนี้มันไร้ค่าชัดๆบอกฟินเนแกนให้ส่งพวกมันไปที่สโตนเฮเวน ให้ทางนั้นไปปวดหัวจัดการกันเอง”

     

    ชายผมหยักศกกล่าวตัดบทพลางโบกมือไล่อย่างไม่ไยดีก่อนจะหันกลับไปนั่งจัดการเอกสารบนโต๊ะต่อโดยไม่ชายตามองพวกเราอีกเลย

     

    โรแลนด์เองก็แสดงสีหน้าผิดหวังออกมาอย่างปิดไม่มิดเขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหันมาตวาดใส่พวกเรา

     

    “ได้ยินที่ท่านสเตอลิง สั่งแล้วใช่ไหม?รีบย้ายก้นของพวกแกตามข้ามาได้แล้ว!”

     

    พูดจบเขาก็หันหลังเดินนำพวกเราออกจากเต็นท์หลังใหญ่ทันที

     

    ระหว่างเดินผ่านกลุ่มทหารพวกเราพยายามทำตัวให้เงียบที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทว่าในกลุ่มกลับมีอยู่ตัวหนึ่งที่ไม่เคยคิดจะอ่านบรรยากาศเลย

     

    ทันทีที่ผ่านกองไฟกลางลานเจ้าคอร์กี้จอมแสบก็ชูคอขึ้น เชิดจมูกสูดกลิ่นฟุดฟิดก่อนจะออกตัววิ่งตามกลิ่นอาหารไปทันที

     

    ลิลลี่อุทานด้วยความตกใจพลางส่งสายตาขอความช่วยเหลือมาทางผม

     

    เจ้าหมาตะกละ ไม่ดูสถานการณ์เลยหรือไงอยากโดนจับทำหมาหันสิท่า!

     

    ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่รีบแยกตัวสาวเท้าตามเจ้าบิสกิตไป ทว่ากลับช้าไปก้าวหนึ่งเพราะตอนนี้มันไปถึงเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว

     

    [พลธนูคันศรยาว - เลเวล ???]

     

    ตัวอักษรระบบลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะของทหารคนที่เจ้าบิสกิตเข้าไปนั่งกระดิกหางคลอเคลียขออาหาร

     

    ภาพตรงหน้าทำเอาผมลังเลที่จะเข้าไปดึงตัวมันออกมาชายคนนี้เลเวลสูงกว่าผมริบรับ หากทำอะไรให้เขาไม่พอใจขึ้นมาผมอาจโดนสอยร่วงได้ในพริบตา

     

    ทว่าโชคยังดีที่ทหารคนนั้นไม่ได้ถือสาเขามองเจ้าคอร์กี้ขนนุ่มพลางหัวเราะร่าก่อนจะหยิบเนื้อแห้งชิ้นโตส่งให้มันอย่างเอ็นดู

     

    เจ้าหมาน้อยจึงเดินคาบเนื้อชิ้นใหญ่ส่ายตูดกลับมาหาผมทันที

     

    มันมองผมด้วยแววตาภาคภูมิใจใบหน้าดูทะเล้นกวนประสาทหนักกว่าเดิมเสียอีกเจ้าบิสกิตเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะใช้หัวโหม่งขาผมเบาๆ พลางชูเนื้อแห้งในปากขึ้นมา

     

    ผมอึ้งไปซักพัก... ก่อนจะมองมันด้วยความรู้สึกตื้นตันและสับสนปนเป

     

    ในนาทีนี้อาหารแต่ละชิ้นถือว่ามีค่ามาก การที่เจ้าตัวแสบยอมแบ่งเนื้อแห้งชิ้นนี้ให้ทำเอาผมทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว

     

    ความซาบซึ้งแล่นริ้วจนผมจุกในอก ผมได้แต่พยักหน้าให้มันเบาๆก่อนจะยื่นมือลงไป

     

    ทว่าทันทีที่มือของผมยื่นไปถึงเจ้าหมาจอมเจ้าเล่ห์กลับสะบัดตูดวิ่งแน่บกลับไปหากลุ่มทันทีแถมยังพยายามเคี้ยวกลืนเนื้อแห้งชิ้นนั้นลงคออย่างเอาเป็นเอาตายราวกับกลัวโดนแย่ง!

     

    “...”

     

    ผมได้แต่ค้างมือกลางอากาศก่อนจะเอื้อมลงไปเกาหน้าแข้งแก้เขิน

     

    ไอ้หมากะล่อน ฝากไว้ก่อนเถอะ!

     

    เมื่อพวกเราเดินมาถึงเต็นท์สนามท้ายค่ายชายร่างผอมซูบในชุดเกราะหนังเก่าๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น

     

    [ผู้ล่าในเงา - เลเวล ???]

     

    อักษรบนหัวของเขายังคงเป็นเครื่องหมายคำถามบ่งบอกว่าเลเวลห่างชั้นจากพวกเราเกินไป

     

    “ฟินเนแกนหัวหน้ามีคำสั่งให้พาพวกผู้พลัดถิ่นไปสโตนเฮเวน”

     

    โรแลนด์สั่งพลางชี้มาทางพวกเรา

     

    “แต่...ข้าต้องจัดการกองเสบียงพวกนี้ก่อน”

     

    ฟินเนแกนแย้งด้วยท่าทีนอบน้อม

     

    “นี่เป็นคำสั่งของหัวหน้ารีบไปจัดการให้เรียบร้อย!”

     

    “รับทราบ...”

     

    แม้จะดูไม่เต็มใจแต่ฟินเนแกนกลับไม่กล้าขัดโรแลนด์เลยแม้แต่น้อย

     

    ดูจากชุดเก่าซอมซ่อก็เดาได้ไม่ยากว่าเขาคงเป็นเพียงทหารปลายแถวไร้ความสำคัญและคงเพราะเหตุนี้เขาถึงต้องรับหน้าที่พาพวกไร้ประโยชน์อย่างพวกเราไปส่งยังจุดหมาย

     

    ผมใช้สายตาลอบประเมินฟินเนแกนอย่างละเอียดรูปร่างของเขาค่อนข้างผอมแห้งจนดูเหมือนคนขาดสารอาหารมากกว่าคนมีกล้ามเนื้อแถมความเร็วในการเดินก็ไม่ได้รวดเร็วฉับไวเท่าโรแลนด์

     

    ชัดเจนว่าหมอนี่อ่อนแอกว่ามากแม้ระบบจะยังขึ้นเครื่องหมายคำถามแต่อสัญชาตญาณผมบอกเลยว่าชายคนนี้ไม่ได้อันตรายเท่าไรนัก

     

    แฮดวินเองก็ดูเหมือนจะมองออกเช่นกัน พวกเราลอบสบตากันครู่หนึ่งก่อนจะแกล้งก้มหน้าทำตัวเชื่องๆ เดินตามทหารปลายแถวคนนี้ไปเงียบๆ

     

    หลังจากจัดการเอกสารและรับห่อเสบียงเสร็จฟินเนแกนก็พาพวกเราเดินลัดเลาะไปตามทางเท้าเล็กๆ ตามชายป่า

     

    เราเดินกันอยู่หลายชั่วโมงจนกระทั่งฟินเนแกนสั่งให้หยุดพัก

     

    เขาโยนถุงหนังใส่น้ำให้พวกเราสองใบพร้อมกับก้อนขนมปังที่แข็งราวกับก้อนหินโดยไม่พูดอะไรสักคำ  

     

    ผมรับขนมปังต่อมาจากลีออนแล้วพยายามจะบิมันออกเป็นสองส่วนแต่เจ้าขนมปังนี่กลับแข็งเป๊กราวกับหินจนสุดท้ายผมต้องยอมสละมานาใช้ทักษะการสั่นพ้องหั่นมันออกมา

     

    นึกแล้วก็ขำไม่ออก...ขนาดจะกินอาหารประทังชีวิตยังต้องดิ้นรนใช้สกิลช่วยเลยแฮะ

     

    พอมองไปทางฟินเนแกนดูเหมือนเขาเองก็ประสบปัญหาไม่ต่างกันขนมปังมันแข็งเกินไปจนเขาต้องกินไปพลางดื่มน้ำอึกใหญ่ตามไปพลางเพื่อช่วยให้กลืนลงคอ

     

    ผมสบตากับเทสพลางพยักพะเยิดไปทางฟินเนแกนเธอพยักหน้ารับเบาๆ อย่างเข้าใจ เมื่อมองไปรอบๆทุกคนในกลุ่มต่างก็มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน

     

    แน่นอนว่าถ้าคนคุมตัวเราเป็นโรแลนด์คงไม่มีใครกล้าทำอะไร แต่สำหรับทหารปลายแถวคนนี้ มันไม่น่าจะเกินมือพวกเรา

     

    แต่เพื่อความชัวร์ผมจำเป็นต้องเช็กระดับมานาของเขาให้แน่ชัดก่อนจะวางแผนลงมือ

     

    คิดได้ดังนั้นผมจึงลุกขึ้นเดินตรงไปหาฟินเนแกนแสร้งทำทีเป็นขอน้ำเพิ่ม

     

    “ผมขอน้ำดื่มเพิ่มได้ไหมครับขนมปังแข็งจนกลืนไม่ลงเลย”

     

    ฟินเนแกนเหลือบมองครู่หนึ่งก่อนจะโยนถุงหนังมาให้

     

    “ขอบคุณ”

     

    ผมเอ่ยพลางยกถุงหนังใส่น้ำขึ้นดื่ม

     

    ในระหว่างที่กำลังดื่มน้ำ ผมก็เริ่มเปิดใช้สมาธิคู่ขนานความคิดแรกของผมจดจ่อกับการแสดงท่าทางให้เป็นธรรมชาติ

     

    ส่วนความคิดที่สองกำลังควบแน่นมานาจนเป็นเพียงเส้นใยบางเฉียบแล้วลอบแผ่ออกไปแตะตัวฟินเนแกนอย่างเงียบเชียบ

     

    เมื่อเส้นใยมานาเส้นแรกสัมผัสถูกตัวเขาทุกอย่างยังคงเงียบสงบ...

     

    ผมลอบผ่อนลมหายใจ เป็นไปตามคาดหมอนี่ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าคนอื่น ขอแค่ระดับมานาในร่างของเขาไม่ได้สูงระดับสัตว์ประหลาดผมก็จะส่งสัญญาณให้ทุกคนรุมจัดการเขาทันที

     

    ทว่าในจังหวะที่เส้นใยมานาของผมกำลังจะชอนไชเข้าตรวจจับกระแสพลังในร่าง

     

    มานามหาศาลก็พลันระเบิดทะลักออกมาจากร่างของฟินเนแกนอย่างกะทันหัน

     

    พริบตานั้นร่างของเขาเลือนหายไปต่อหน้าต่อตาก่อนจะมาปรากฏตัวขึ้นทางด้านหลังของผมในระยะประชิด

     

    “แกนี่มัน... ทุเรศจริงๆ”

     

    สิ้นประโยคนั้นโลกทั้งใบของผมก็ดับวูบลงทันที!

     

     

    คล้ายกับเรื่องโหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล ที่คุณอ่าน