เซียวจิ่วเอ๋อร์เห็นอีกฝ่ายคับแค้นใจจนแทบอกแตกตายก็เผยยิ้มบางออกมา
“อย่างนี้สิ ข้าชอบเสียจริงที่ได้เห็นเ้าโกรธแค้นทว่าไร้ความสามารถตอบโต้”
“เ้าทำกับข้าเช่นนี้ ไม่เคยคิดถึงผลที่จะตามมาหรืออย่างไร?!”
“คำนี้ ข้าก็อยากถามเ้ากลับเหมือนกัน หลายวันก่อนที่เ้าทรมานฆ่าข้าสองแม่ลูกที่ลานบ้าน เ้าคิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาหรือไม่”
เซียวหรันถึงกับพูดไม่ออก ดวงตาของเซียวจิ่วเอ๋อร์วาบประกายเ็า นางเคลื่อนไหวรวดเร็วดึงปิ่นปักผมที่ปักอยู่บนหลังมือนางออก แล้วแทงกลับลงไปอย่างแรง
ความเ็ปแทรกซึมลึกถึงกระดูก ลามไปทั่วทั้งร่างเจ็บจนถึงเส้นเอ็น ทำให้เซียวหรันที่ไม่เคยลิ้มรสความทุกข์ยากแทบจะหมดสติ
เซียวจิ่วเอ๋อร์เห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้ว มองสำรวจตัวนายบ่าวคู่นี้ที่ทำตัวน่ารำคาญอย่างยิ่ง แต่กลับไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่คู่ควรจะเป็คู่ซ้อมของนางแม้แต่น้อย นี่ทำให้นางยิ่งไม่อาจดับโทสะในใจลงได้
เซียวหรันยังคงปฏิเสธว่าไม่ได้เป็คนลักพาตัวซิงซิงไป ทำให้เซียวจิ่วเอ๋อร์เริ่มเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ
คนตรงหน้าไม่ได้จัดว่าเป็คนที่มีความกล้าหาญอะไร หากซิงซิงถูกนางซ่อนไว้จริง เพื่อเอาชีวิตรอด นางก็ควรจะบอกออกมาแล้วว่าซิงซิงอยู่ที่ใด
หรือว่า...จะไม่ใช่ฝีมือเซียวหรันจริงๆ
แต่หากไม่ใช่นาง แล้วจะเป็ใครได้อีก
เซียวจิ่วเอ๋อร์ครุ่นคิดอย่างจริงจัง นึกถึงศัตรูที่มีอยู่ในตอนนี้
นอกจากพวกในตระกูลเซียว ก็มีเพียงแต่เ้าราชครูสารเลวผู้นั้น
ทว่าจุดประสงค์ของเป่ยมู่หานคือการสังหารนาง อีกทั้งกำหนดวันตายของนางก็ยังมาไม่ถึง ต่อให้คิดอย่างไร เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะจับตัวซิงซิงไป
ส่วนคนอื่นในตระกูลเซียว หากพวกนั้นลงมือจริง เซียวหรันก็คงไม่น่าจะไม่รู้เื่นี้
เซียวจิ่วเอ๋อร์พิงกำแพง สองมือกอดอก ใบหน้าเต็มไปด้วยความหนักใจ
เซียวหรันที่หมดสติไปครู่หนึ่ง ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะความเ็ปที่ขา พอเห็นท่าทางเหมือนกลัดกลุ้มของเซียวจิ่วเอ๋อร์ ก็คิดว่านางกำลังเสียใจที่ลงมือทำร้ายตน
“หากเ้าบอกข้ามาว่าพลังิญญาของเ้ามาจากที่ใด ข้าก็อาจจะพิจารณาไม่บอกเื่คืนนี้ออกไป”
คำพูดที่ไม่มีที่มาที่ไปของเซียวหรันทำให้เซียวจิ่วเอ๋อร์ชะงักไปชั่วขณะ แต่ไม่นานนางก็คืนสติ พร้อมมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระอา
เ้าคนโง่รนหาที่ตายนี่...
“ถ้าหลังฟ้าสางเ้าจำเื่ที่เกิดขึ้นในคืนนี้ได้ ถึงตอนนั้นเ้าอยากจะป่าวประกาศไปทั่วแคว้น ข้าก็จะไม่ขัดขวาง”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ก้าวไปยืนตรงหน้าเซียวหรัน ก่อนจะจับคางของนางไว้ สบตากับอีกฝ่ายอย่างแน่วแน่
เซียวจิ่วเอ๋อร์ได้แทรกแซงความทรงจำของเซียวหรันเล็กน้อยด้วยพลังของตน จากนั้นจึงหันไปมองสาวใช้ซินเหมยที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น
สาวใช้ผู้นั้นแสร้งทำเป็หมดสติ แต่กลับแอบสังเกตทุกการกระทำของเซียวจิ่วเอ๋อร์ คิดว่าตนปิดบังได้ดี แต่แท้จริงแล้วทุกสิ่งอยู่ในสายตาของเซียวจิ่วเอ๋อร์มาตลอด
เซียวจิ่วเอ๋อร์ตริตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปิดจุดชีพจรของซินเหมยเพื่อให้นางพูดไม่ได้ จากนั้นจึงลบล้างข่ายอาคมที่สร้างไว้ และหันหลังเดินจากไป
เซียวจิ่วเอ๋อร์ออกตามหาเบาะแสของซิงซิงไปทั่วตลอดทั้งคืน
นางค้นทุกซอกทุกมุมของตระกูลเซียว รวมถึงป่าอสูรก็ยังไม่พบร่องรอยของเด็กน้อย
เมื่อฟ้าเริ่มสาง เซียวจิ่วเอ๋อร์นอนเอนกายอยู่บนหลังคาของโรงเตี๊ยม มองดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยความปวดร้าวในใจ
นางแทบไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เพราะชีวิตของนางแทบไม่เคยสูญเสียสิ่งใดไปเลย
ในอดีตนางเคยเป็ผู้สืบทอดเ้าหุบเขาโอสถ ดำเนินชีวิตอย่างรุ่งโรจน์มาจนถึงวัยสิบแปดปี กระทั่งพลาดพลั้งเพียงครั้งเดียวต้องจบชีวิตลงสู่เส้นทางน้ำพุเหลือง[1] ครั้นลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางก็พบว่าตนมาอยู่ในโลกที่แปลกประหลาดและไม่คุ้นเคย
นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีวันที่แม้แต่เด็กคนหนึ่งยังปกป้องไว้ไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาก็อยู่ที่ตัวนางเอง นางอ่อนแอเกินไป
นางจำเป็ต้องทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็ว มิเช่นนั้นความสูญเสียในวันนี้อาจเป็เพียงจุดเริ่มต้นของหายนะ
เมื่อคิดเช่นนี้ เซียวจิ่วเอ๋อร์จึงกลับไปยังห้องพักในโรงเตี๊ยม หยิบเตาหลอมโอสถออกมา แล้วเดินทางไปยังจวนสกุลเจี่ยเพื่อเอาสมุนไพรทั้งหมดที่เจี่ยเจิ้งชูจัดหามาให้ จากนั้นนางรีบรุดออกจากเมือง มุ่งหน้าสู่ป่าอสูรโดยไม่รีรอ
ป่าอสูรกว้างใหญ่ยังคงดูน่าสะพรึงกลัวเช่นเคย สำหรับผู้อื่นแล้ว ที่นี่คือดินแดนอันตราย แต่สำหรับเซียวจิ่วเอ๋อร์ กลับรู้สึกว่าปลอดภัยอย่างยิ่ง
เหล่าอสูรที่มีรูปลักษณ์แปลกประหลาดเ่าั้ เมื่อเห็นนางก็ยังคงไม่เข้าจู่โจม เพียงแค่เดินวนเวียนรอบตัวนางไม่หยุด ราวกับกำลังตรวจสอบกลิ่นอายบางอย่าง หรืออาจจะเป็สิ่งอื่น
เซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่สามารถเข้าใจเจตนาของพวกมันได้ จึงหาพื้นที่โล่งแห่งหนึ่งก่อนจะเริ่มตั้งสมาธิในการหลอมโอสถ
เตาหลอมโอสถนั้นก็ยังคงเหมือนกับครั้งก่อน มันดูดซับพลังิญญาจากร่างนางไปมหาศาลก่อนจะเริ่มทำงานอย่างช้าๆ
เซียวจิ่วเอ๋อร์ค่อยๆ ใส่วัตถุดิบทั้งหมดลงไปในเตาหลอมโดยไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่น้อย เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น นางแทบหมดสิ้นเรี่ยวแรงจนต้องพิงต้นไม้อย่างอ่อนล้า หัวเราะทั้งน้ำตาพร้อมสบถอย่างขุ่นเคืองว่า “เ้าเตาหลอมบ้าบอนี่ ไม่ต่างจากอสูรร้ายสักนิด!”
ถ้าหากยังเป็เช่นนี้ต่อไป เกรงว่ากว่าจะหลอมยาชะล้างไขกระดูกที่จำเป็สำหรับการทะยานขึ้นสู่ขั้นเจ็ดเสร็จเรียบร้อย พลังิญญาในร่างนางอาจถูกดูดไปจนลดลงอีกขั้น กลับกลายเป็ขั้นห้าไปเสียก่อน!
เซียวจิ่วเอ๋อร์แบมือออก มองเปลวเพลิงิญญาสีฟ้าอ่อนเจือขาวในฝ่ามือของตนอย่างเหม่อลอย
บรรดาอสูรที่ล้อมรอบนางอยู่เริ่มเข้ามาใกล้ด้วยความระมัดระวังในที่สุด พวกมันพยายามเลียเปลวไฟสีอ่อนนั้นด้วยแววตาประหลาดใจ
ตัวที่กล้าหาญที่สุดคือเสือใหญ่ตัวหนึ่ง หากเซียวจิ่วเอ๋อร์จำไม่ผิด มันน่าจะเป็ตัวเดียวกับที่นางเคยเห็นเมื่อครั้งแรกที่เข้ามาในป่าอสูร เป็ตัวที่ซิงซิงเคยขี่หลัง
เพราะดวงตาทั้งสองข้างของมันสีไม่เหมือนกัน ทำให้เซียวจิ่วเอ๋อร์จดจำมันได้อย่างชัดเจน
เซียวจิ่วเอ๋อร์มองมันเลียเปลวเพลิงในฝ่ามืออย่างหิวกระหาย นางลังเลเล็กน้อยก่อนจะปล่อยพลังิญญาออกมาเพิ่มอีก
นางไม่เคยได้ยินว่าหมู่อสูรต้องพึ่งพาการดูดซับพลังิญญาของมนุษย์เพื่อดำรงชีพ อีกทั้งป่าอสูรนี้ก็แทบไม่มีใครย่างกรายเข้ามา หากมีก็มีเพียงนักล่าอสูรที่มาเพื่อสังหารพวกมัน แล้วนิสัยดูดกลืนพลังิญญานี่ถูกปลูกฝังมาได้อย่างไรกัน?
ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ เสือตัวใหญ่ตาสองสีตัวนั้นดูเหมือนจะอิ่มหนำสำราญแล้ว มันบิดี้เีอย่างสบายอารมณ์ก่อนจะเอนตัวนอนอยู่ข้างเซียวจิ่วเอ๋อร์ จากนั้นพลิกตัวหงายท้องเผยให้เห็นหน้าท้องของมัน
เซียวจิ่วเอ๋อร์ถึงกับหัวเราะทั้งน้ำตา นางยื่นมือออกไปลูบขนมันอย่างระมัดระวัง
อารมณ์ที่ขุ่นมัวและกระวนกระวายตลอดทั้งคืนดูเหมือนจะคลายลงเล็กน้อยในชั่วขณะนี้ นางลูบขนมันอยู่พักหนึ่งก่อนจะเอนตัวนอนพิงมัน ปล่อยเวลาไหลไปพร้อมกับการรอให้ยาในเตาหลอมแปรสภาพเป็เม็ดยาเสร็จสมบูรณ์
ในใจนางยังคงพะวงถึงที่อยู่ของซิงซิง ไม่รู้ตัวเลยว่าปล่อยให้เวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนกระทั่งกลิ่นหอมของโอสถในเตาหลอมลอยออกมาอบอวลไปทั่ว เป็เหตุให้เหล่าอสูริญญาพากันส่งเสียงร้องอย่างไม่สงบ นางจึงได้สติกลับคืนมา
เมื่อเปิดฝาเตาหลอมออก ยาเม็ดสีทองอร่ามร้อนระอุปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเซียวจิ่วเอ๋อร์
นางหยิบขึ้นมาหนึ่งเม็ดสูดดมกลิ่นพลางตรวจสอบ ก่อนจะยืนยันได้ว่าคุณภาพเหมือนกับโอสถที่นางเคยหลอมสำเร็จเมื่อครั้งก่อน จากนั้นจึงนับจำนวน ก่อนจะเกิดความลังเลว่าจะนำมันมาใช้หรือไม่
สองครั้งที่หลอมโอสถ นางได้ยามาแล้วทั้งหมดสี่สิบเจ็ดเม็ด หากเป็ดังที่ซิงซิงเคยกล่าวไว้ว่าโอสถนี้เป็โอสถขั้นหก เช่นนั้น...นางน่าจะมีโอกาสทะลวงขึ้นสู่ขั้นเจ็ดสำเร็จสินะ
การทะลวงจากผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหกสู่ขั้นเจ็ด จำเป็ต้องใช้ยาชะล้างไขกระดูกขั้นหกทั้งหมดหนึ่งร้อยเม็ด
โอสถขั้นสี่มีโอกาสสำเร็จอยู่ที่ห้าส่วนในขณะที่ขั้นห้าคือแปดส่วน หากเป็ขั้นหกแล้ว โอกาสสำเร็จย่อมต้องใกล้เคียงสิบส่วนอย่างแน่นอน
เพียงแต่ในแง่ของจำนวน ตอนนี้นางยังขาดอยู่อีกครึ่งหนึ่ง
ซึ่งก็หมายความว่า...
ตอนนี้มีโอกาสสำเร็จเพียงห้าส่วนเท่านั้น
หากสำเร็จ ั้แ่วันนี้ไปนางจะกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ด
หากล้มเหลว นางจะต้องสูญเสียพลังิญญาไปอย่างน้อยสามระดับ และหากโชคร้ายที่สุด อาจจะตกลงไปอยู่ในขั้นห้าเทียบเท่ากับเซียวหรันก็เป็ได้
เซียวจิ่วเอ๋อร์จ้องมองถุงโอสถในมือ สายตานิ่งสงบแต่จมอยู่กับความคิดของตน นางจ้องมันอยู่เช่นนั้นพักใหญ่ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาดในที่สุด
[1] น้ำพุเหลือง หมายถึง แม่น้ำในโลกหลังความตาย