ณ ตำหนักของฮองเฮา
“ถวายบังคมเพคะ” ผิงหลางและเหวยเหนียงแสดงความเคารพต่อหญิงสูงศักดิ์
“มีอะไรอย่างนั้นหรือเหวยเหนียง”ฮองเฮาทรงรอฟังทั้งๆ ที่ทรงพอจะเดาวัตถุประสงค์ของเหวยเหนียงออก
“พระองค์ทรงทราบวัตถุประสงค์ของหม่อมฉันแล้วไม่ใช่หรือเพคะ” เหวยเหนียงกล่าวอย่างรู้ทัน
“เจ้าบอกมาเถิด ถึงเรารู้แต่คนอื่นไม่รู้นี่” ฮองเฮาทรงต้องการให้บุคคลอื่นทราบด้วยไม่ใช้รู้กันเฉพาะหมอดูเท่านั้น
“หม่อมฉันต้องการช่วยชีวิตซูเยี่ยนและบุตรบุญธรรมของพระองค์เพคะ”เหวยเหนียงทูล
“แต่ซูเยี่ยนเป็นนักโทษฐานคบชู้เจ้ายังจะให้เราช่วยชีวิตเขาอีกอย่างนั้นหรือ” ฮองเฮาตรัส
“พระองค์ทรงจัดฉากให้ใครสักคนมาปลอมเป็นซูเยี่ยนและสั่งให้ชายคนนั้นไปมีความสัมพันธ์กับพระสนมปิงปิงไม่ใช่หรือเพคะ”เหวยเหนียงกล่าวตามตรง
“เราจะกล้าทำแบบนั้นได้อย่างไรที่เจ้าพูดเช่นนี้ก็เพื่อปกป้องอดีตสามีของเจ้าหรือเปล่า” ฮองเฮาทรงทำเป็นไม่รู้เรื่อง
“ในเมื่อในคืนเกิดเหตุพระองค์ทรงสั่งให้ทหารองครักษ์พักหนึ่งวัน แล้วซูเยี่ยนจะอยู่ที่ตำหนักของพระสนมได้อย่างไรเพคะ”เหวยเหนียงกล่าว
“บางทีซูเยี่ยนอาจฉวยโอกาสช่วงว่างงานไปหาพระสนมปิงปิงถึงที่ห้องของพระนางก็เป็นได้”ฮองเฮาตรัส
“พระองค์ทรงทราบดีว่าความจริงเป็นเช่นไรพวกเราอย่าถกเถียงกันเลยเพคะ” เหวยเหนียงไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับพระองค์
“ก็ดีเหมือนกันเราไม่อยากเสียเวลาอีก ในเมื่อวันนี้เจ้ามาช่วยคนงั้นมาเล่นเกมช่วยคนกันหน่อยเป็นไง หากเจ้าชนะทั้งสามเกมบุคคลที่เจ้าต้องการช่วยชีวิต พวกเขาทั้งหมดก็จะรอดชีวิต” ฮองเฮาทรงเสนอ
“ได้เพคะ” เหวยเหนียงตอบรับยอมเล่นเกม
“เจ้าแน่ใจนะการเล่นเกมครั้งนี้อาจทำให้เจ้าสูญเสียอะไรบางอย่างไปเจ้าจะยอมเสียสละขนาดนั้นเลยอย่างนั้นหรือ” ฮองเฮาทรงเตือนไว้ก่อน
“หม่อมฉันยินดีเดิมพันด้วยชีวิตเพคะ”เหวยเหนียงทำใจไว้แล้ว
“ช่างเป็นแม่พระซะเหลือเกินนะ”ฮองเฮาทรงรู้สึกหมั่นไส้
“หม่อมฉันสัญญากับอาจารย์ไว้แล้วว่าจะใช้วิชาโหราศาสตร์เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ไม่ใช่ทำลายผู้อื่น” เหวยเหนียงพยายามเตือนฮองเฮา
“เจ้ากำลังว่ากระทบเราอยู่นะเหวยเหนียง”ฮองเฮาทรงกริ้ว
“หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ” เหวยเหนียงกล่าว
“เอาล่ะในเมื่อเจ้าสมัครใจยอมเล่นเกมเอง แล้วอย่าหาว่าเราใจร้ายก็แล้วกัน” ฮองเฮาตรัสเสียงเย็น
“หม่อมฉันเตรียมใจไว้แล้วเพคะ”เหวยเหนียงกล่าวอย่างมุ่งมั่น
“มันจะดีหรือเหวยเหนียง” ผิงหลางกล่าวด้วยความเป็นห่วง
“นี่คือคราวเคราะห์ของข้าข้าหนีไม่พ้นหรอกผิงหลาง เจ้าคอยสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ นะ” เหวยเหนียงกล่าวกับเพื่อน
“เชิญเจ้าไปอยู่รวมตัวกับเหล่านางกำนัลด้านโน้นนะผิงหลาง” ฮองเฮาตรัสสั่งผิงหลาง
“เพคะ” ผิงหลางยอมทำตามแต่โดยดี
******************************
เกมที่ 1
“งั้นมาเริ่มเกมแรกกัน ทหาร!เจ้าจงพานักโทษทั้งสามมาที่นี่เดี๋ยวนี้” ฮองเฮาตรัสสั่งทหาร
ผ่านไปไม่นานทหารก็คุมตัวบัณฑิตทั้งสามในสภาพสะบักสะบอมไปทั้งตัวมาเข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์ของฮองเฮา
“บัณฑิตเหล่านี้ทำผิดอะไรเพคะเหตุใดถึงต้องลงโทษถึงขั้นทรมานร่างกายด้วย” เหวยเหนียงตกใจ
“พวกมันตั้งตัวเป็นปรปักษ์ต่อฝ่าบาทแถมยังเป็นผู้นำปลุกปั่นเหล่าบัณฑิตด้วยกันให้ร่วมมือกันต่อต้านฝ่าบาทอีกต่างหาก”ฮองเฮาทรงเห็นว่าบัณฑิตทั้งสามสมควรถูกลงอาญาแล้ว
“พวกเขาแค่มีความเห็นแตกต่างจากพระดำริของฝ่าบาทเท่านั้นนะเพคะพวกเขาไม่ได้ทำถึงขั้นก่อการกบฏเสียหน่อย” เหวยเหนียงคิดว่าลงโทษเกินกว่าเหตุ
“อีกหน่อยพวกเขาคงรวบรวมเหล่าจอมยุทธ์ให้ร่วมมือกับพวกเขาด้วยเราจำเป็นต้องกำจัดพวกเขาทั้งสาม เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม” ฮองเฮาทรงระแวง
“ทรงจะประหารพวกเขาอย่างนั้นหรือเพคะ”เหวยเหนียงสงสัย
“ใช่! เราจะประหารพวกเขาแต่หากเจ้าชนะเกมแรกครั้งนี้ไปได้ เจ้าจะสามารถช่วยชีวิตทั้งสามคนได้” ฮองเฮาตรัส
“เกมคืออะไรเพคะ” เหวยเหนียงยอมเล่นเกม
“ในเมื่อทั้งสามคนยังคงดื้อดึงไม่ยอมเลิกปลุกระดมเหล่าบัณฑิตเราก็เลยไปจับตัวชาวบ้านที่คาดว่าจะเป็นญาติโกโหติกาของพวกเขามาต่อรองนั่นจึงทำให้พวกเขายอมจำนนต่อฝ่าบาทและยอมเลิกเป็นผู้นำชุมนุมประท้วงเกมที่จะให้เจ้าเล่นก็คือ เจ้าจงหาว่าในกลุ่มชาวบ้านที่เราไปจับกุมมานี้ ใครกันที่เป็นพ่อแม่ของเหล่าบัณฑิตทั้งสามคนหากเจ้าทายถูกโดยสามารถหาพ่อแม่ของบัณฑิตทั้งสามคนเจอ เราจะไว้ชีวิตพวกเขาและไม่เพียงเท่านั้น เจ้ายังสามารถเล่นเกมถัดไปได้ แต่ถ้าเจ้าแพ้เกมนี้นักโทษทั้งสามคนนี้ก็ต้องตาย และเจ้าก็ไม่อาจเล่นเกมต่อไปได้ นั่นหมายความว่า เจ้าจะไม่สามารถช่วยอดีตสามีและเด็กวัย8 ขวบที่เกิดในคืนเดือนหงายได้” ฮองเฮาตรัสกติกา
"ที่พระองค์ทรงให้หม่อมฉันหาพ่อแม่ของบัณฑิตเพื่อที่ว่าพระองค์ทรงจะได้จับพ่อแม่ของบัณฑิตเป็นเครื่องต่อรองอีกใช่มั้ยเพคะ”เหวยเหนียงมองออก
“เราอาจไม่ได้ทำแค่ต่อรองแต่จะประหารพ่อแม่ของบัณฑิตไปเลย หากพวกเขายังไม่ล้มเลิกต่อต้านฝ่าบาทอีก” ฮองเฮาตรัส
“งั้นขอเวลาให้หม่อมฉันตั้งสมาธิก่อนเพคะ” เหมยเหนียงหลับตาทำสมาธิก่อนที่จะมองดูโหงวเฮ้งของชาวบ้านแต่ละคน
เหวยเหนียงมองไปที่ชาวบ้านก็เห็นว่าพวกเขาถูกมัดมือไขว้ด้านหลังใช้ผ้ารัดปากและใช้ผ้าปิดตาไว้และเมื่อมองไปที่บัณฑิตก็พบว่าพวกเขาเองก็ถูกมัดไม่ต่างกันและนอกจากจะปิดปากไม่ให้พวกเขาพูดแล้วยังปิดตาเพื่อไม่ให้พวกเขาส่งสายตาและส่งสัญญาณบอกเหวยเหนียงด้วย
เหวยเหนียงเดินไปพยุงท่านลุงที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายสุดให้มานั่งอยู่เคียงข้างบัณฑิตคนที่หนึ่งจากนั้นก็ค่อยเดินไปพยุงตัวท่านป้าที่อยู่ด้านขวาสุดให้มานั่งอยู่เคียงข้างบัณฑิตคนที่หนึ่งเช่นกัน
“เอ่อพ่อแม่ของบัณฑิตคนที่หนึ่งนั่งห่างกันขนาดนี้เลยอย่างนั้นหรือ” ผิงหลางตะโกนถาม
“พวกท่านทั้งสองกำลังอยู่ในช่วงทะเลาะกันพวกเขาไม่คุยกันมาสักพักแล้ว” เหวยเหนียงตะโกนตอบ
“ทหาร! แก้ผ้ารัดปากให้พวกเขาทั้งสาม”ฮองเฮาตรัสสั่ง
“พะย่ะค่ะ” ทหารรับคำ
“นี่ใช่พ่อแม่ของเจ้าหรือไม่”ฮองเฮาตรัสถามบัณฑิตคนที่หนึ่ง
“ใช่แล้วพะย่ะค่ะ” บัณฑิตคนที่หนึ่งกล่าว
“แล้วเหตุใดท่านทั้งสองไม่นั่งด้วยกันล่ะ”ฮองเฮาทรงสงสัย
“พวกเราทะเลาะกันเรื่องลูกพะย่ะค่ะพวกเราต่างโทษซึ่งกันและกันที่ทำให้ลูกกลายเป็นคนแข็งข้อเช่นนี้” ท่านพ่อของบัณฑิตคนที่หนึ่งกล่าว
“ท่านพ่อขอรับข้าทำเพื่อส่วนรวมนะขอรับ” บัณฑิตคนที่หนึ่งกล่าว
“หยุดเถอะนะลูก ถือว่าแม่ขอร้องแม่มีลูกเพียงคนเดียว แม่ไม่อยากเสียลูกไป” ท่านแม่ของบัณฑิตกอดลูกชาย
“หากข้าเลิกเป็นแกนนำพวกท่านจะต้องคืนดีกันนะขอรับ” บัณฑิตคนที่หนึ่งกล่าวข้อแม้
ทั้งสองสามีภรรยามองหน้ากันแล้วกอดกันต่อหน้าต่อตาทุกคน
“พวกเราเลิกทะเลาะกันเถอะนะ”ท่านพ่อกล่าว
“เจ้าค่ะท่านพี่” ท่านแม่ของบัณฑิตยอมหายโกรธ
“เอาล่ะ ถือว่าเจ้าทายถูกในครอบครัวแรกต่อไปก็เป็นบัณฑิตคนที่สอง” ฮองเฮาทรงไม่อยากให้เสียเวลาอีก
เหวยเหนียงมองไปที่ชาวบ้านจนทั่วก็ไม่เห็นท่านพ่อท่านแม่ของบัณฑิตคนที่สองเลยนางก็เลยควักเหรียญทั้งสองเหรียญมาเสี่ยงทาย จากนั้นก็นับนิ้วพอทำนายได้นางก็เลยเดินไปหาพ่อเฒ่าและแม่เฒ่าที่นั่งอยู่ด้วยกัน
“พวกเขาน่าจะเป็นตายายได้แล้วจะเป็นพ่อแม่ของบัณฑิตคนที่สองได้อย่างไร” ฮองเฮาตรัสอย่างแปลกพระทัยเพราะพระนางเองก็ไม่เห็นพ่อแม่ของบัณฑิตคนที่สองเช่นกัน
“พ่อแม่ของเขาตายไปแล้วเพคะเขาเหลือแต่ท่านตากับท่านยายที่คอยเลี้ยงดูเขา” เหวยเหนียงอธิบาย
หลังจากทหารแก้ผ้ารัดปาก คลายผ้าปิดตาและแก้เชือกที่มัดข้อมือออก ฮองเฮาก็ทรงถาม “เป็นความจริงอย่างนั้นหรือ”
“พวกเขาเป็นท่านตาและท่านยายของกระหม่อมจริงๆพะย่ะค่ะ” บัณฑิตคนที่สองกล่าว
“เจ้านี่ช่างเป็นหมอดูที่เก่งจริงๆ” ฮองเฮาตรัสไปเช่นนั้นเอง และทรงดำริด้วยความอิจฉาว่า “อาจารย์ถ่ายทอดวิชาจนหมดเปลือกจริงๆ คงรักและเอ็นดูเหวยเหนียงมากสินะ”
“ท่านตา ท่านยาย ขอรับข้าผิดไปแล้ว อภัยให้ข้าด้วย” บัณฑิตคนที่สองรู้สึกผิด
“พวกข้าเชื่อใจในการกระทำของเจ้าไม่ว่าเจ้าตัดสินใจทำสิ่งใด พวกข้าเชื่อว่านั่นเป็นสิ่งที่ดีงามเสมอ” ท่านตากล่าว
“ขอบคุณขอรับท่านตา” บัณฑิตคนที่สองกล่าวอย่างซึ้งใจ
“เอาล่ะเหลือบัณฑิตคนสุดท้ายแล้ว” ฮองเฮาตรัส
เหวยเหนียงจึงลุกไปหาท่านเศรษฐีและฮูหยินของเขาจากนั้นก็เชิญให้พวกเขาเดินตามไปนั่งอยู่เคียงข้างบัณฑิตคนที่สาม
“เอาล่ะเกมจบแล้ว” ฮองเฮาทรงอยากเริ่มเกมที่สองทันที
“ช้าก่อนเพคะหม่อมฉันยังเลือกไม่เสร็จเพคะ” เหวยเหนียงกล่าว
“หมายความว่ายังไง” ฮองเฮาทรงแปลกพระทัย
เหวยเหนียงจึงลุกไปหาท่านตาท่านยายของบัณฑิตคนที่สองแล้วเชิญให้พวกเขาไปนั่งอยู่กลุ่มเดียวกับบัณฑิตคนที่สาม”
“พวกเขาเป็นท่านตาท่านยายของบัณฑิตคนที่สองไม่ใช่หรือแล้วเกี่ยวข้องอะไรกับบัณฑิตคนที่สาม” ฮองเฮาทรงไม่เข้าพระทัย
“ทูลฮองเฮาท่านเศรษฐีและฮูหยินไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ ของบัณฑิตผู้นี้เพคะบัณฑิตคนที่สามคือฝาแฝดที่มีใบหน้าต่างจากบัณฑิตคนที่สองนั่นหมายความว่าพวกเขาเป็นพี่น้องกันแท้ๆ เพคะ” เหวยเหนียงกล่าว
“เจ้าจะบอกว่าบัณฑิตคนที่สามเป็นหลานของท่านตาท่านยายที่เจ้าพามานั่งในกลุ่มด้วยสินะ”ฮองเฮาทรงเข้าพระทัย
“ถูกแล้วเพคะ” เหวยเหนียงกล่าวอย่างมั่นใจ
พอทหารแกะผ้ารัดปากออก ฮูหยินก็รีบพูด “ไม่จริง!หวงเฟยเป็นลูกชายแท้ๆ ของข้า”
“ท่านอย่าปกปิดลูกชายเลยเจ้าค่ะท่านควรให้ลูกชายตอบแทนบุญคุณทั้งพวกท่านและพ่อแม่แท้ๆ ของเขาด้วยนะเจ้าคะ”เหวยเหนียงกล่าว
“ในเมื่อพ่อแม่แท้ๆของเขาก็ตายไปแล้ว แล้วทำไมต้องให้ลูกชายข้าไปตอบแทนบุญคุณอีกล่ะ” ท่านเศรษฐีไม่เข้าใจ
“อย่างน้อยก็ให้เขาได้ทำบุญเผากระดาษเงินกระดาษทองให้พ่อแม่ของเขาที่ตายไปบ้างสิเจ้าค่ะ”เหวยเหนียงอธิบาย
“ที่ท่านกล่าวเช่นนี้นั่นหมายความว่าเรื่องที่หมอดูเหวยเหนียงกล่าวล้วนเป็นเรื่องจริงใช่มั้ยขอรับ”บัณฑิตคนที่สามกล่าวด้วยความตกใจ
“ใช่แล้วล่ะ! มันเป็นเรื่องจริง ในตอนนั้นตากับยายยากจนมากแถมพ่อแม่ของเจ้ายังถูกโจรป่าปล้นชิงและฆ่าทิ้งอีกต่างหาก พวกเขาสองสามีภรรยาที่ตายไปได้ทิ้งแฝดคนละฝาให้พวกเราเลี้ยงดูพวกเราเลี้ยงไม่ไหวจริงๆ จึงได้ไปขอร้องให้ท่านเศรษฐียอมรับเจ้าเป็นบุตรเพราะพวกข้าได้ข่าวว่าฮูหยินของท่านเศรษฐีมีลูกไม่ได้ประกอบกับท่านเศรษฐีเป็นคนรักเดียวใจเดียว เขาไม่ยอมมีอนุภรรยา จึงยังไม่มีบุตรท่านเศรษฐีสงสารพวกข้าและอยากมีลูก จึงยอมรับเลี้ยงเจ้าเป็นบุตรของเขา” ท่านตาอธิบาย
“เป็นความจริงมั้ยขอรับท่านพ่อ”บัณฑิตคนที่สามกล่าว
ท่านเศรษฐีพยักหน้า
บัณฑิตคนที่สามจึงคุกเข่าคำนับท่านตาและท่านยายจากนั้นก็คำนับท่านพ่อและท่านแม่บุญธรรมด้วยความเคารพรักเช่นเดิม
“ลุกขึ้นเถิดลูก” ฮูหยินของท่านเศรษฐีกล่าว
“ถึงพวกท่านไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆของข้า แต่ข้ายังคงเคารพและรักพวกท่านเช่นเดิมนะขอรับ” บัณฑิตคนที่สามกล่าว
“ขอบใจมากหวงเฟยพ่อดีใจที่รับเจ้ามาเลี้ยง” ท่านเศรษฐีดีใจที่เลือกคนไม่ผิด
“เอาล่ะ เกมที่หนึ่งจบลงไปแล้วเจ้าเป็นฝ่ายชนะ ทหาร! ปล่อยตัวบัณฑิตทั้งสามและชาวบ้านให้เป็นอิสระได้”ฮองเฮาตรัสสั่ง
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ ฮองเฮาและขอบคุณหมอดูเหวยเหนียง” บัณฑิตทั้งสามกล่าว
ฮองเฮาทรงดำริว่า “เจ้าช่างเป็นหมอดูที่เก่งจริงๆแต่คงเป็นได้อีกไม่นานหรอก”
******************************
เกมที่ 2
“ในเมื่อเจ้าต้องการช่วยเหลือบุตรบุญธรรมของเราให้รอดพ้นจากพิธีบูชายัญในค่ำคืนนี้งั้นก็เข้าสู่เกมที่สอง” ฮองเฮาตรัส
ทหารได้พาตัวเด็กผู้หญิงวัย 8 ขวบที่เกิดในคืนเดือนหงายจำนวน20 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีบุตรบุญธรรมของฮองเฮานามว่า ชางเว่ยอยู่ด้วย พวกนางต่างทำทรงผมดังโงะทั้งสองข้างหรือการมัดจุกทั้งสองข้างให้เป็นก้อนกลมๆ คล้ายซาลาเปาและให้พวกนางสวมชุดแดงเหมือนกันหมดทุกคน
“เอาล่ะวันนี้แม่มีเกมให้พวกเจ้าเล่น พวกเจ้าจงไปหลบอยู่หลังผ้าม่านทึบแสงนั่นจากนั้นก็วิ่งสลับตำแหน่งกันเรื่อยๆ จนกว่าแม่จะบอกให้หยุดพวกเจ้าค่อยหยุดยืนหันหลังให้ ลูกๆ พร้อมมั้ย” ฮองเฮาตรัส
“พร้อมเจ้าค่ะ” เด็กทั้ง 20 คนกล่าวพร้อมกัน
เด็กน้อยทั้ง 20 คนเดินไปอยู่หลังผ้าม่านทึบแสงที่พอเห็นแค่เงาของพวกนางจากนั้นก็วิ่งสลับตำแหน่งตามคำสั่งของแม่บุญธรรมไปเรื่อยๆ จนครบทั้งหมด 20 รอบ
“พวกเจ้าหยุดสลับที่กันได้”ฮองเฮาตรัสสั่ง
เด็กน้อยยืนหันหลังให้กับเหวยเหนียง
“เป็นยังไงเจ้าทายถูกหรือไม่ว่าใครคือชางเว่ย” ฮองเฮาตรัส
“ถึงหม่อมฉันช่วยชางเว่ยได้แต่เด็กอีก 19 คนที่เหลือพระองค์ทรงสามารถให้พวกนางคนใดคนหนึ่งยอมสละชีวิตสังเวยพิธีบูชายัญของพระองค์ได้นี่เพคะ”เหวยเหนียงต้องการหยุดยั้งพิธีบูชายัญไม่ใช่ช่วยชีวิตแค่ชางเว่ยคนเดียว
“ขอเพียงเจ้าเลือกถูกเรายอมปล่อยเด็กทั้งหมดให้กลับไปหาพ่อแม่ของพวกนางก็ได้” ฮองเฮาทรงยิ้มมุมพระโอษฐ์
“เป็นความจริงงั้นหรือเพคะพระองค์ทรงอุตส่าห์ยอมเสาะแสวงหาพวกนางด้วยตัวพระองค์เองทรงยินยอมปล่อยพวกนางไปงั้นหรือเพคะ” เหวยเหนียงแปลกใจ
“เราพูดแล้วไม่คืนคำหรอกน่า”ฮองเฮาตรัส
เหวยเหนียงรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลแต่บอกไม่ได้ว่านั่นคืออะไร “ขอหม่อมฉันตั้งสมาธิก่อนเพคะ”
สักพักเหวยเหนียงก็เดินสำรวจในระยะไกล เพราะทหารคุมเชิงไม่ให้หมอดูเข้าใกล้ผ้าม่านพอทำนายได้แล้ว เหวยเหนียงก็เลยว่า “หม่อมฉันขอเลือกเด็กน้อยลำดับที่17 เพคะ”
“เอาล่ะเปิดผ้าม่านได้” ฮองเฮาตรัสสั่ง
พอผ้าม่านเปิดออก ฮองเฮาก็ตรัสสั่งอีกว่า “พวกเจ้าหันกลับมาได้”
เด็กน้อยทั้ง 20 คนหันกลับมา และนั่นจึงทำให้รู้ว่าเด็กคนที่17 คือ ชางเว่ยจริงๆ
“เฮ! เด็กคนนั้นเป็นชางเว่ยจริงๆด้วย เจ้าเป็นหมอดูที่เก่งจริงๆ ” ผิงหลางร้องเฮด้วยความดีใจและเดินไปหาเหวยเหนียงเพื่อไปแสดงความยินดีกับนาง แต่พอไปถึง ผิงหลางก็ชะงัก“เจ้าร้องไห้ทำไมน่ะเหวยเหนียง”
เหวยเหนียงทำนายจากการดูโหงวเฮ้งของเด็กน้อยจนรู้อะไรบางอย่างนางปาดน้ำตาและกล่าวว่า “ฮือฮือ ชางเว่ยมีพี่สาวฝาแฝดอีกคนและนางได้เสียสละยอมกรีดเลือดบูชายัญตั้งแต่เมื่อวานแล้ว พิธีบูชายัญสิ้นสุดไปแล้วพวกเราหลงกลแล้ว ผิงหลาง”
ฮองเฮาทรงยิ้มมุมพระโอษฐ์ “เจ้าเก่งมาก!ถูกแล้ว! เราได้ให้ชางหวินยอมเป็นเครื่องสังเวยแทนชางเว่ยและเราก็จัดพิธีบูชายัญตามฤกษ์ยาม เจ้าเองก็น่าจะรู้นี่”
“แต่ไหนพระองค์ตรัสว่าจะประกอบพิธีกรรมในค่ำคืนนี้นี่เพคะ”ผิงหลางแย้ง
“อ้อ! เจ้าหมายถึงเรื่องที่เราประกาศในงานเลี้ยงนั่นใช่มั้ยเราเองก็อยากจะบอกความจริงแต่เผอิญว่าเรามองเห็นเหวยเหนียงปลอมตัวเป็นนางกำนัลให้กับพระสนมเหมยหลิงเราก็เลยจำต้องโกหกไปอย่างนั้น” ฮองเฮาตรัส
“พระองค์ทรงไม่กลัวบาปกลัวกรรมบ้างเลยอย่างนั้นหรือเพคะ”เหวยเหนียงกล่าวทั้งน้ำตา
“เราทำเพื่อแคว้นของพวกเราต่างหากหากผู้ปกครองแคว้นมีดวงที่แข็งแกร่งแคว้นของพวกเราจะได้อยู่ยั่งยืนนานตราบชั่วลูกชั่วหลานไงล่ะหรือว่าเจ้าอยากให้แคว้นพวกเราล่มสลายและตกเป็นของท่านอ๋องแห่งแคว้นหลีกันล่ะ”ฮองเฮาทรงดำริว่าพระองค์ทรงทำถูกแล้ว
“แคว้นฉินจะยั่งยืนนานไม่ได้เกิดจากผู้นำประเทศที่มีดวงดีดวงแข็งแกร่งแต่ต้องเกิดจากผู้นำที่มีคุณธรรมและปกครองแผ่นดินโดยธรรมต่างหากเพคะ” เหวยเหนียงแย้ง
“แล้วค่อยพิสูจน์กันต่อไป เอาล่ะเราทำตามสัจจะแล้วนะ ทหาร! จงพาเด็กๆพวกนี้ไปส่งให้ถึงบ้านพ่อแม่ของพวกนาง” ฮองเฮาตรัสสั่ง
“พะย่ะค่ะ” ทหารรับคำ
“ความจริงพระองค์ทรงจะปล่อยเด็กเหล่านี้อยู่แล้วใช่มั้ยเพคะ”ผิงหลางกล่าว
“ใช่! เราก็แค่นำเด็กๆมาเป็นเครื่องมือในการเล่นเกมที่สองเท่านั้น ต่อไปพวกเรามาเล่นเกมสุดท้ายกันเถอะ”ฮองเฮาทรงไม่อยากเสียเวลาอีก
******************************
เกมสุดท้าย
“ในเมื่อเจ้าต้องการช่วยชีวิตซูเยี่ยนเกมต่อไปก็คือ เราจะให้เจ้าเลือกกระบอกไม้ไผ่จำนวน 2 กระบอกจาก6 กระบอกที่วางเรียงกันอยู่ตรงหน้าเจ้า โดยให้เลือกเปิดทีละกระบอกภายในกระบอกไม้ไผ่นั้นจะมีไม้เซียมซีอยู่หากเจ้าเปิดเจอไม้เซียมซีที่เขียนว่าคำว่า ซูเยี่ยน บนไม้นั้นซูเยี่ยนก็จะรอดชีวิต” ฮองเฮาตรัสกติกาเกมที่ 3
“แล้วจะมีประโยชน์อะไรเพคะในเมื่อเขายังไม่พ้นมลทิน” เหวยเหนียงกล่าว
“เราจะล้างมลทินให้เขาด้วยดีมั้ย”ฮองเฮาตรัสเสนอ
“ทรงทำอย่างไรเพคะ” เหวยเหนียงอยากรู้
“ให้เจ้าเลือกให้เจอคำว่าซูเยี่ยนบนไม้เซียมซีให้ได้ก่อนเถอะแล้วเจ้าจะรู้เองว่าเราจะล้างมลทินให้ซูเยี่ยนได้อย่างไร” ฮองเฮาทรงไม่อยากอธิบาย
“งั้นหม่อมฉันเลือกเลยนะเพคะ”เหวยเหนียงกล่าว
“ช้าก่อนเหวยเหนียง! เราต้องเตือนเจ้าก่อน กระบอกไม้ไผ่มีพิษทั้งหมดสี่กระบอกอีกสองกระบอกไม่มีพิษ จงเลือกดีๆ หากเจ้าไม่อยากเสี่ยงชีวิต จงเลิกเล่นและกลับไปซะโดยที่สองเกมแรก เรายังคงรักษาสัจจะยอมปล่อยนักโทษบัณฑิตและเด็กๆ ไป คิดดีๆนะเหวยเหนียงว่าเจ้าจะยอมให้อดีตสามีตายแต่ตัวเจ้าปลอดภัยหรือเจ้ายอมประสบเคราะห์ภัยแต่ซูเยี่ยนรอดชีวิต แต่ไม่ใช่สิเจ้าเป็นหมอดูที่เก่งนี่ เจ้าคงรอดตัวไปได้” ฮองเฮาตรัสอย่างมีเลศนัย
“เจ้าต้องเลือกกระบอกไม้ไผ่ที่ไม่มีพิษและช่วยท่านซูเยี่ยนได้แน่”ผิงหลางเชื่อมั่นในตัวหมอดู
เหวยเหนียงยิ้มบางๆ นางไม่ตอบอะไรเหมือนล่วงรู้อะไรบางอย่าง
เหวยเหนียงเดินไปเลือกกระบอกไม้ไผ่อันแรกพร้อมกับเปิดจุกออก จากนั้นก็หยิบไม้เซียมซีมาอ่าน แล้วทูลว่า “กระบอกนี้มีเซียมซีที่เขียนคำว่าซูเยี่ยนเพคะ”
“ก็ยังดีที่เจ้าเลือกกระบอกที่ไม่มีพิษงั้นเลือกกระบอกสุดท้ายเถิด” ฮองเฮาตรัส
เหวยเหนียงหายใจลึกๆก่อนจับกระบอกไม้ไผ่ที่เรียงในลำดับสุดท้าย ด้วยอาการมือสั่น
“เจ้ากลัวอะไรอย่างนั้นหรือ”ฮองเฮาทรงยิ้มมุมพระโอษฐ์และตรัสว่า “เจ้าแน่ใจนะว่าจะเลือกกระบอกนั้น”
“หม่อมฉันแน่ใจเพคะ” เหวยเหนียงกลืนน้ำลายแล้วตอบอย่างมั่นใจ
“งั้นเปิดดูสิ” ฮองเฮาทรงลุ้น
เหวยเหนียงเปิดจุกกระบอกไม้ไผ่ออกทำให้ควันพิษที่อัดในกระบอกพุ่งเข้าตาของเหวยเหนียงเข้าเต็มๆ นางปล่อยทุกสิ่งอย่างแล้วจับไปที่ตาของตัวเอง จากนั้นก็ร้องด้วยความเจ็บปวด “โอ๊ยข้าแสบตาเหลือเกิน ช่วยข้าด้วย”
ผิงหลางกำลังจะวิ่งเข้าไปหาเหวยเหนียงแต่ทหารเข้ามาขวางเอาไว้
“ช้าก่อนผิงหลาง! เหวยเหนียงถูกพิษแล้ว เจ้าไม่ควรเข้าใกล้นางในตอนนี้ เจ้าอาจถูกพิษไปด้วย”ฮองเฮาทรงเตือน
“นี่เหวยเหนียงเลือกพลาดอย่างนั้นหรือเพคะแบบนี้ท่านซูเยี่ยนจะต้องตาย แถมเหวยเหนียงยังได้รับพิษอีก” ผิงหลางกล่าว
“เอาล่ะ เด็กๆพวกเจ้าจงสวมถุงมือ แล้วช่วยกันประคองเหวยเหนียงให้ไปอาบน้ำชำระร่างกายดีๆจากนั้นก็เรียกท่านหมอมาตรวจอาการของนาง” ฮองเฮาตรัสสั่ง
“เพคะ ฮองเฮา” นางกำนัลรับคำ
“ขอหม่อมฉันไปดูเหวยเหนียงจะได้มั้ยเพคะ”ผิงหลางรู้สึกเป็นห่วงเหวยเหนียงมาก
“เจ้าไม่อยากรู้หรอว่าเซียมซีในกระบอกไม้ไผ่ที่เหวยเหนียงเลือกนั้นเขียนว่าอะไร” ฮองเฮาตรัส
“ก็ต้องเป็นเซียมซีเปล่าอยู่แล้วเพคะในเมื่อเหวยเหนียงเลือกผิด” ผิงหลางไม่อยากดู
“ทหาร!สวมถุงมือแล้วหยิบไม้เซียมซีมาอ่าน”ฮองเฮาตรัสสั่งทหาร
“ไม้เซียมซีนี้มีอักษรว่าซูเยี่ยนสลักอยู่พะย่ะค่ะ”ทหารรายงาน
“เหวยเหนียงเลือกถูกแล้ว!แต่กระบอกที่มีไม้เซียมซีที่สลักชื่อซูเยี่ยนนั้นมีพิษด้วย” ฮองเฮาทรงเฉลย
“หมายความว่าเหวยเหนียงยอมช่วยท่านซูเยี่ยนแม้ตัวเองจะต้องได้รับพิษงั้นหรือเพคะ”ผิงหลางเพิ่งเข้าใจ
“ถูกแล้ว! เรานับถือนางจริงๆนับว่านางรักอดีตสามีมากถึงขั้นยอมเสี่ยงชีวิตเช่นนี้” ฮองเฮาตรัสอย่างสะพระทัยที่เหวยเหนียงยอมติดกับเพื่อผู้ชาย
“พระองค์ทรงจงใจให้เหวยเหนียงได้รับพิษงั้นหรือเพคะ”ผิงหลางรู้สึกแค้นใจแทนเพื่อน
“ช่วยไม่ได้นะเหวยเหนียงอยากบูชาความรักด้วยวิธีนี้เองเราไม่ได้บังคับให้นางเลือกกระบอกที่มีพิษเสียหน่อย” ฮองเฮาตรัส
“แล้วพระองค์ทรงจะล้างมลทินให้ท่านซูเยี่ยนยังไงเพคะ”ผิงหลางอยากรู้
“ทหาร! พานางกำนัลประจำตำหนักพระสนมปิงปิงทั้งสองคนไปที่ศาลและบอกให้พวกนางเล่าความจริงให้ใต้เท้าง่วนจื่อฟังให้ละเอียด” ฮองเฮาตรัสสั่ง
“ที่แท้ก็มีพยานรู้เห็นแต่พระองค์ทรงจับพยานเหล่านั้นไว้ ทำไมพระองค์ถึงทรงต้องทำเช่นนี้ด้วยเพคะ”ผิงหลางไม่เข้าใจ
“เลิกถามหาเหตุผลเถิดผิงหลางนั่นไง เหวยเหนียงมานั่นแล้ว พิษชนิดนี้มีผลทำให้เหวยเหนียงตาบอดไปตลอดชีวิตไม่มียาแก้หรอก เจ้าจงพานางไปพักสติอารมณ์เถิด” ฮองเฮาทรงดำริว่าพระองค์ทรงปราณีต่อเหวยเหนียงแล้วที่ไม่ฆ่านาง
“ที่แท้ทรงต้องการกำจัดเหวยเหนียงพอนางตาบอด นางก็ไม่สามารถทำนายดวงชะตาให้ใครได้อีก ใช่มั้ยเพคะ” ผิงหลางเพิ่งเข้าใจ
“ฉลาดมาก! จงปลอบขวัญนางเถิดไม่เช่นนั้นนางอาจคิดสั้นฆ่าตัวตายได้เพราะตอนนี้นางคงคิดว่าตนไร้ค่ากลายเป็นคนพิการตาบอดไปแล้ว” ฮองเฮาทรงดำริอีกว่าถึงพระองค์ทรงไม่สังหารเหวยเหนียงยังไงตัวนางก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ในสภาพที่ตาบอดได้หรอก
“หม่อมฉันทูลลาเพคะ” ผิงหลางรีบเดินไปประคองเหวยเหนียงกลับบ้านของผิงหลางก่อน
เหวยเหนียงยื่นมือไขว่คว้าหาผิงหลาง
ผิงหลางรีบจับมือเหวยเหนียงไว้
“ซูเยี่ยนเป็นอย่างไรบ้าง”เหวยเหนียงอยากรู้
“มีพยานบุคคลไปช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ให้ท่านซูเยี่ยนแล้วเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงนะเหวยเหนียง” ผิงหลางกล่าว
“ดีแล้ว ดีแล้ว” เหวยเหนียงโล่งอกที่ฮองเฮาทรงทำตามสัจจะ
ผิงหลางปาดน้ำตาเพราะสงสารเหวยเหนียงจับใจนางพยายามประคองเหวยเหนียงไปตามทางอย่างระมัดระวังเพราะเกรงว่าผู้ที่เพิ่งตาบอดอาจยังไม่เคยชินกับสภาพเช่นนี้