ลิขิตรักเหมียวนำพากับยอดหญิงชาวนาอัปลักษณ์

    ตอนที่ 24 สองฝ่ายไร้การติดค้าง (2)

    ตอนที่ 24 สองฝ่ายไร้การติดค้าง (2)

            “เดี๋ยวก่อน!” ทั้งสองยังเดินไปได้ไม่ไกลนัก ก็ได้ยินเสียงเรียกของเยี่ยซิน ฉางชิงนึกว่าเรื่องทุกอย่างกำลังจะดีขึ้น แต่กลับไม่คิดเลยว่าเยี่ยซินจะเอ่ยว่า “จำเอาไว้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าแซ่เยี่ย ไม่ใช่แซ่หลี่ อย่าได้เรียกผิดอีก”

            “ขอรับ แม่นางเยี่ย!” ฉางชิงฉางหย่วนมองตากันคราหนึ่ง ก่อนจะยิ้มเจื่อนตอบกลับไป

            “ซินเอ๋อร์ พวกเขา...” เยี่ยซื่อเห็นเช่นนั้นก็มองลูกสาวด้วยความกังวล สองคนนั้นดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป คิดว่าเจ้านายที่อยู่เบื้องหลังผู้นั้นก็คงใหญ่โตไม่น้อย ลูกสาวตนทำเช่นนี้ จะไม่เป็นการทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจหรอกหรือ แต่ว่า เมื่อคิดถึงสิ่งที่ลูกสาวพูดออกไปเมื่อสักครู่นี้ ชัดเจนว่าสองคนนั้นแอบมองดูพวกตนอยู่ แต่กลับถูกลูกสาวจับได้ เลยทำให้ลูกสาวโมโหเช่นนี้

            “ท่านแม่ ไม่มีอะไรแล้วเจ้าค่ะ ไม่ต้องไปสนใจพวกเขาหรอก” เยี่ยซินโบกมือปัดส่งๆ จากนั้นก็ไปจัดการสิ่งต่างๆ ต่อ ทั้งเด็กทั้งคนแก่ต่างก็ยังไม่ได้กินอาหารเช้า ในบ้านแม้แต่หม้อถ้วยกระบวยจานก็ยังไม่มี จึงทำได้แค่ย่างกินกันเท่านั้น

            เยี่ยซื่อจ้องมองลูกสาวด้วยความกังวล จากนั้นก็มองไปยังแผ่นหลังของฉางชิงฉางหย่วนที่เดินไกลออกไป แล้วถอนหายใจ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ถือซะว่าไม่กลัวเพราะไม่มีอะไรจะเสียแล้วก็แล้วกัน พวกเขาในตอนนี้ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง มีอะไรจะต้องกลัวอีกล่ะ

            ในตอนนี้เอง เยี่ยเฉินและสือโถวตื่นแล้ว ถึงแม้ว่าเมื่อคืนจะต้องนอนในถ้ำ แต่อารมณ์ของทั้งสองนั้นกลับดียิ่งนัก อาจเป็นเพราะสภาพจิตใจที่ไม่เหมือนกัน แม้แต่เยี่ยเฉินที่อ่อนแอและป่วยมาแต่ไหนแต่ไรก็ยังรู้สึกว่าโล่งโปร่งสบาย

            “ตื่นกันหมดแล้ว รีบไปล้างหน้าล้างตาเถิด ข้าจับกระต่ายมา ยังมีไก่ป่าด้วย อีกเดี๋ยวก็กินได้แล้วล่ะ”

            เยี่ยซินเห็นว่าสีหน้าของทั้งสองไม่เลวเลย จึงรู้สึกโล่งใจ เพราะต้องมานอนข้างนอกเช่นนี้ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็บาง ทั้งยังไม่มีหมอนผ้าห่ม เยี่ยซินยังกลัวอยู่เลยว่าเด็กทั้งสองจะเป็นหวัดเอา ดีที่ไม่เป็นอะไร

            เมื่อได้ยินว่ามีของกิน สือโถวก็กระโดดไปมาอย่างดีใจ รีบไปล้างหน้าที่ริมแม่น้ำอย่างมีความสุข กลับเป็นเยี่ยเฉินที่มองน้องสาวของตัวเองอย่างเป็นห่วง “เจ้าขึ้นเขาไปคนเดียวหรือ”

            “เปล่าเจ้าค่ะ วันนี้โชคดีเจอเข้ากับกระต่ายที่ออกมาหากินแถวเชิงเขา ก็เลยจับมันมา”

            เยี่ยซินส่ายหน้ายิ้ม

            “แมวนี่มาจากไหนกัน” เยี่ยเฉินได้ยินเช่นนั้นแล้วก็สบายใจ พอกำลังจะหมุนตัวกลับ ก็พบเข้ากับอาชิวที่กำลังนั่งเลียอุ้งเท้าอย่างเบื่อหน่ายอยู่ข้างกองไฟ

            “วันนี้จับแมวจรได้จากภูเขา ข้ารู้สึกชอบมัน ก็เลยพากลับมาด้วยเสียเลย ตั้งชื่อให้มันว่าอาชิว น่ารักใช่หรือไม่เจ้าคะ” เยี่ยซินโกหกโดยที่หน้าไม่แดงใจไม่เต้นเลยสักนิด

            เยี่ยเฉินนั่งยองลง ยื่นมือไปนึกอยากลูบหัวเล็กๆ ของอาชิว แต่กลับถูกอาชิวร้องเมี้ยวใส่แล้วหลบออก ทั้งยังยกอุ้งเท้าลูบหวีขนอีก “เมี้ยว อย่ามาแตะตัวข้าเชียว หัวของข้า ใช่สิ่งที่ชาวบ้านคนธรรมดาอย่างเจ้าจะจับได้หรือ”

            “โอ้ เจ้าแมวนี่นิสัยแปลกไม่เหมือนใครเลยนะ ไม่ยอมให้ข้าเข้าใกล้เสียด้วย” แม้ว่าเยี่ยเฉินจะไม่เข้าใจในสิ่งที่อาชิวพูด แต่ก็สัมผัสได้ถึงความต่อต้านของอีกฝ่าย เขาจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา แต่ก็ไม่ได้ฝืนต่อ หมุนตัวเดินไปยังริมแม่น้ำ

            เยี่ยซินจ้องมองแผ่นหลังของเยี่ยเฉิน จากนั้นก็มองไปที่อาชิว พอเห็นว่ามันยังคงเลียอุ้งเท้าอย่างไม่สนใจ ไม่ลืมตาด้วยซ้ำ จึงส่ายหน้าหัวเราะอย่างอดไม่ได้ “อาชิว รากวิญญาณของเยี่ยเฉินและสือโถวเป็นอย่างไรบ้าง”

            “เยี่ยเฉินมีสามรากวิญญาณธรรมดาทั่วไป แต่เสี่ยวสือโถวนั่น กลับมีรากวิญญาณเดี่ยวที่หากได้ยาก” อาชิวตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะคิด จากนั้นก็เงยหน้ามองเยี่ยซิน “ทำไมรึ เจ้าจะพาพวกเขาไปบำเพ็ญเพียรด้วยกันหรือ”

            “อื้ม พวกเขาเป็นคนที่สนิทกับข้ามากที่สุดในโลกนี้ แน่นอนว่าข้าต้องหวังให้พวกเขามีอนาคตที่ดีกว่านี้”

            เยี่ยซินมองดูแผ่นหลังของสองพี่น้องที่อยู่ริมแม่น้ำ หากให้พูดก็เป็นเพราะพวกเขาคอยคุ้มครองและเป็นห่วงตัวนางอยู่เสมอ จึงควรค่าที่จะให้นางปฏิบัติด้วยอย่างจริงใจ ถ้ามิใช่เพราะว่าเยี่ยซื่ออายุมากไปละก็ นางเองก็อยากจะให้นางมาบำเพ็ญเพียรด้วยกันเช่นกัน แต่ว่าบำเพ็ญเพียรไม่ได้ก็ไม่เป็นไร นางจะดูแลบำรุงร่างกายให้กับนางเป็นอย่างดี พยายามทำให้นางมีชีวิตอยู่ได้นานอีกหน่อย

            “พวกเขามาบำเพ็ญเพียรกับข้าได้หรือไม่ หรือว่ามีเคล็ดวิชาอื่นที่เหมาะกับพวกเขาหรือเปล่า” เมื่อได้รู้ว่าพี่ชายน้องชายทั้งสองมีรากวิญญาณเหมือนกัน เด็กสาวก็อดที่จะดีใจไม่ได้ นางจึงถามอาชิว

            “ ‘เคล็ดวิชาหลอมรวมจิตและสรรพสิ่ง’ นั้นเหมาะสมกับแค่เจ้าของมิติสรรพสิ่งเท่านั้น ส่วนเคล็ดวิชาอื่นๆ แน่นอนว่าย่อมมี...แต่ว่านะ...” อาชิวเหลือบมองเยี่ยซินเล็กน้อย แววตาแฝงความนัยบางอย่าง

            เยี่ยซินจ้องมองมันอยู่เนิ่นนาน เมื่อเห็นว่าดวงตาของมันจ้องมองไปที่เนื้อย่างเขม็งก็รู้สึกตัวได้ในทันที เอ่ยให้คำมั่นว่า “ขอแค่ช่วยข้าทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ ข้ารับรองว่าทั้งชีวิตนี้ของเจ้าจะได้กินปลากินเนื้อแบบไม่มีวันหมดเลย เป็นไง”

            “ตกลง!” อาชิวยกอุ้งเท้าขึ้นมาหยุดอยู่ตรงหน้าเยี่ยซิน นางชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วยกมือขึ้นแปะกับอุ้งเท้าของมันหนึ่งที หนึ่งคนหนึ่งสัตว์จึงได้บรรลุข้อตกลงกันเช่นนี้ เยี่ยซินทอดถอนอยู่ในใจ การที่ไม่มีความสามารถมากพอถือเป็นปัญหาใหญ่เสียจริง หากตัวนางรู้เรื่องพวกนี้บ้างก็คงไม่ต้องถึงกับมาขอร้องแมวตัวหนึ่งใช่หรือไม่

            “เจ้าอย่าได้คิดว่าการขอร้องแมวคือความไม่เป็นธรรมต่อเจ้าเชียว หากเป็นผู้อื่น ข้าคงไม่มีทางยินดีช่วยเหลือเช่นนี้หรอกนะ”

            เป็นอีกครั้งที่อาชิวรับรู้ถึงความคิดใจในของเยี่ยซิน จึงเบ้ปากด้วยความไม่พอใจ “แน่นอนว่าหากเจ้าบำเพ็ญเพียรได้ถึงขั้นที่สองก็จะสามารถเปิดหอคลังตำราในมิติได้ เมื่อถึงตอนนั้น เจ้าก็สามารถหาของเหล่านี้เองได้แล้ว”

            

            เยี่ยซินได้ยินอาชิวพูดเช่นนั้นก็รู้สึกโกรธขึ้นมา สัมผัสได้ว่าเจ้านี่กำลังแกล้งนางอีกแล้วใช่หรือไม่ แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่มันพูด นางก็รีบถามต่อ “ความหมายของเจ้าคือ ในมิติยังมีหอคลังตำราที่ข้าไม่ยังไม่รู้อีกอย่างนั้นหรือ”

    คล้ายกับเรื่องลิขิตรักเหมียวนำพากับยอดหญิงชาวนาอัปลักษณ์ ที่คุณอ่าน