ชีวิตของนักเรียนโรงเรียนวัด ย่อมหนีไม่พ้นกิจกรรมที่เกี่ยวกับวันสำคัญทางศาสนา โดยเฉพาะเด็กที่บ้านอยู่ใกล้อย่างเรา เด็กโรงเรียนวัดพอถึงป.5 จะต้องมาเรียนรู้งานจากพี่ป.6 เพราะเมื่อถึงวันสำคัญ ทางวัดจะมีงานเวียนเทียนในตอนกลางคืน และเด็กนักเรียนที่บ้านอยู่ใกล้จะต้องมาช่วยงาน
โดยเด็ก ๆ จะมีหน้าที่ในการเตรียมดอกบัว ช่วยกันพับใส่ถังไว้รอคนที่จะมาทำบุญ เมื่อดอกไม้ในถังหมดก็ต้องเอาไปดอกไม้ที่คนไหว้แล้วมาวนเติม อีกส่วนหนึ่งก็ต้องคอยแลกเงินให้คนที่มาทำบุญหยอดเหรียญพระประจำวันเกิด แล้วก็ต้องคอยดูไม่ให้เทียนดับ
โดยซุ้มจะอยู่ตรงประตูทางเข้าที่จะมาอุโบสถ เนื่องจากเป็วัดหลวงที่นี่จึงค่อนข้างเงียบสงบ แต่เพราะมีทำเลที่ดีมาก ทำให้หลังจากที่เราเรียนจบไปแล้ว ที่วัดก็ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะอยู่ติดรถไฟฟ้าเดินทางมาสะดวก สามารถจอดรถไว้ที่ห้างแล้วเดินมาเวียนเทียนได้
การเตรียมตัวของเด็กป.5แบบเราคือ เรียนรู้งานจากพี่ป.6 แต่ในครั้งนี้เนื่องจาก เด็กบ้านใกล้ในรุ่นเรามีน้อย เลยต้องให้ป.4ที่เป็รุ่นของนุ๊กกับตาลมาช่วยเราด้วย ซึ่งเด็กป.4จะไม่ต้องอยู่จนถึงดึกแบบเรา ซึ่งเราจะต้องอยู่จนถึงสามทุ่ม แต่ป.4จะอยู่ถึงแค่หกโมงเย็น
ใน่เย็นก็จะยังไม่มีอะไรมาก เพราะยังฟ้ายังไม่มืดจึงมีคนมาทำบุญเพียงประปราย เด็กส่วนใหญ่เลยมักจะนั่งคุยกัน เรากับนุ๊กเคยมาช่วยงานกันรอบนึงแล้วั้แ่วันมาฆบูชา แต่พวกเราก็ไม่ได้คุยกัน และครูที่คุมก็ให้พวกนุ๊กกลับไปั้แ่สี่โมงเย็น จนกระทั่งรอบนี้ที่เป็วันวิสาขบูชา
ทำให้เรากับพวกนุ๊กต้องมาช่วยงานกันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้อากาศมันค่อนข้างไม่ปกติ เพราะฝนทำท่าจะตก แต่คราวนี้ครูที่คุมไม่ได้ให้พวกนุ๊กกลับั้แ่เย็นอีก ทำให้ทุกคนต้องอยู่รวมกันในเต๊นท์ หนึ่งในหน้าที่ของเด็ก ๆ คือการเฝ้าเทียนเล่มใหญ่ไว้ไม่ให้ดับ
โดยเทียนหลักเล่มนี้จะเป็เทียนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าโบสถ์ ไว้ให้คนคอยจุดธูปเทียนบูชา ตอนนั้นที่วัดยังไม่มีตู้ที่เป็ตะเกียงน้ำมัน เด็ก ๆ จึงต้องคอยสังเกตดูไม่ให้เทียนหลักดับ แต่ว่าในตอนนั้นฝนก็ดันตกลงมา
ครูผู้คุมเลยสั่งให้พวกนุ๊กที่เป็เด็กผู้ชายไปย้ายเทียนหลักเข้ามาในร่ม เพื่อไม่ให้เทียนโดนน้ำฝน ขณะที่ฝนเริ่มโปรยลงมา เด็กผู้ชายสามคนรวมถึงนุ๊กก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับเทียนได้เลย เราที่เห็นว่าฝนเริ่มลงเม็ดใหญ่ขึ้นเลยเรียกพวกนุ๊กให้เข้ามาหลบฝนในเต๊นท์ แล้วเราก็จะไปย้ายเทียนแทน
แต่ว่ามีเด็กชายสองคนยอมกลับเข้ามาหลบฝนในเต๊นท์ เหลือแค่นุ๊กที่ยังไม่ยอมแพ้ เนื่องจากน้ำตาเทียนที่ละลายไหลจนนองพื้น เมื่อเย็นตัวมันเลยยึดติดกับพื้นจนแน่น เราด้วยความเป็ห่วงนุ๊กก็เลยจะเข้าไปช่วย แต่นอกจากเราแล้วก็มีพวกเด็กผู้หญิงเช่นกัน ที่ดูจะเป็ห่วงนุ๊กไม่ต่างจากเรา แต่ว่าส่วนใหญ่จะเป็คนรุ่นเดียวกับนุ๊ก
เราที่เป็ทั้งรุ่นพี่แล้วก็เป็ห่วงมัน เลยวิ่งฝ่าฝนไปช่วยมันดึงเทียนหลักเล่มนี้ เราสังเกตเห็นแล้วว่าน้ำตาเทียนมันติดอยู่กับพื้น ทำให้ขยับไม่ได้ ด้วยความที่ฝนเริ่มตกแรงขึ้น ทั้งตัวเราทั้งตัวมันก็เริ่มที่จะเปียกฝน เราเลยตัดสินใจที่จะโยกเทียนหลัก เพื่อให้น้ำตาเทียนที่แข็งหักออกจากกัน
แต่ว่าด้วยความที่เทียนมันเป็เทียนพรรษา พอถูกจุดแล้วน้ำตาเทียนมันจะเป็หลุมลึกเหมือนแอ่งน้ำ ซึ่งมีปริมาณค่อนข้างเยอะ นุ๊กที่เห็นเราโยกให้น้ำตาเทียนที่ฐานหักมันก็เข้าใจ แต่ว่าเรากลับลืมน้ำตาเทียนในแอ่งข้างบนไป ขณะที่กำลังช่วยกันโยกจนหลุดจากพื้นได้สำเร็จ น้ำตาเทียนร้อนๆที่อยู่ในแอ่ง้าก็สาดลงมา
เราที่เห็นแบบกระทันหันก็ไม่ทันได้คิดอะไร กางแขนออกไปตามสัญชาตญาณ กันน้ำตาเทียนที่กระฉอกสาดลงมา
"เฮ้ยระวัง!" นุ๊กะโเพราะใกับปริมาณน้ำตาเทียนเหลว
"เชี่ย!!" เราก็ใเพราะมัวดูแต่ฐาน พอหันไปเห็นอีกครั้งเทียนเหลวมันก็สาดลงมาแล้ว
เราเลยทำได้แค่เอาแขนกันเอาไว้ ท่ามกลางเสียงกรี๊ดของพวกในเต๊นท์
"ว้ายระวัง!!" ครูผู้คุมก็กรีดร้องออกมาอย่างใ
ซุ่มมม
เทียนเหลวร้อน ๆ ราดลงมาบนแขนขวาของเราทั้งแขน แค่ไม่กี่วินาที แขนก็กลายเป็สีเหลืองของเทียนพรรษา แต่ว่าเราไม่มีเวลาให้ทันได้ใอะไรมากนัก เพราะฝนตกแรงขึ้นแล้ว เรากับนุ๊กเลยช่วยกันยกเทียนเข้ามาในเต๊นท์ก่อน
"เป็อะไรมากมั้ย?" พวกเด็กผู้หญิงวิ่งกรูกันไปหานุ๊ก
'นี่สินะ เสน่ห์ของไอ้พวกนักกีฬาประจำโรงเรียน'
เราได้แต่กลอกตากับภาพที่เห็นในใจ
เป็โชคดีของเราที่น้ำฝนก่อนหน้านี้ได้เปียกแขนของเราบางส่วน เลยทำให้เทียนไม่ได้ลวกแขนของเรา แค่เป็รอยแดงแล้วก็แสบร้อนนิดหน่อย
"แขนมึงเป็ไรป่ะ?" นุ๊กหันมาถามเรา
"หึ ไม่เป็ๆ แค่แสบๆนิดหน่อย"
นี่เป็ครั้งแรกั้แ่ที่มันบอกว่าไม่อยากเจอหน้าเราที่ห้างพันธุ์ทิพย์ ที่เราสองคนได้กลับมาพูดกัน แต่ว่าก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น ไม่ได้มีการชวนคุยอะไรกันต่อ นุ๊กก็แยกไปกับกลุ่มเพื่อนผู้หญิง พวกนั้นรีบเอาผ้าเช็ดหน้ามาช่วยเช็ดตัวนุ๊กกันใหญ่ ส่วนเราได้แต่นั่งแกะเทียนออกจากแขนเงียบ ๆ พลางมองสถานการณ์ของนุ๊กไปพลาง ๆ
ตอนนี้เรารู้แล้วว่านุ๊กเริ่มโตเป็หนุ่มแล้ว แล้วตาลเองก็ดูจะเริ่มที่จะสนใจในตัวนุ๊ก ตาลเป็เหมือนผู้นำของกลุ่มในรุ่นของนุ๊ก นั่นเลยทำให้ทุกคนค่อนข้างเชียร์คู่ของตาลกับนุ๊ก
แต่เหมือนฟ้าจะเล่นตลกกับเรา ฝนตกได้ไม่นานก็หยุด ถึงเทียนที่แขนเราจะถูกแกะออกจนหมดแล้วแต่มันก็ยังคงทิ้งรอยแดงจาง ๆ อยู่ จนฝนหยุดตกแล้วแจนก็ยังไม่หายแดง
'หึ ๆ ยอมเจ็บตัวขนาดนี้ ตกมาแค่เนี้ยะ เฮ้อ..แต่ก็ยังดีอย่างน้อยก็ยังได้คุยกับมัน'
เราได้แต่คิดอยู่ในใจ
เมื่อถึงเวลาใกล้จะกลับบ้านของพวกเด็กป.4 ครูผู้คุมก็จะให้เด็ก ๆ ไปเวียนเทียนกันก่อน เพราะหลังจากหกโมงเย็นเป็ต้นไปคนจะทะยอยมาเยอะมาก แล้วเด็ก ๆ จะไม่มีเวลาไปเวียนเทียนกัน เรารวมถึงพวกนุ๊กก็ได้ไปเดินเวียนเทียนด้วยกัน
พวกเด็ก ๆ ก็จะเดินเวียนกันตามประสาเด็ก เดินคุยกันบ้างหยอกเล่นกันบ้าง แต่เราก็เดินตามหลังพวกป.4ไปอย่างเงียบ ๆ พอครบสามรอบทุกคนก็จะไปรอปักธูปเทียนที่หน้าโบสถ์ พวกเพื่อนของตาลก็ดันให้ตาลไปยืนอยู่ข้าง ๆ กันกับนุ๊ก ให้ทั้งสองคนได้ปักธูปเทียนใกล้ ๆ กัน
เราที่อยู่ด้านหลังเองก็ได้เห็นภาพทุกอย่าง นี่มันก็ทำให้เราได้รู้ว่าเื่ของเรากับนุ๊กคงเป็ไปไม่ได้ ในตอนนั้นเราก็เลยได้แต่ขอพรให้นุ๊กมีความสุข เพราะเราก็ไม่รู้ว่าเื่ของเราจะเป็ยังไงต่อไป แต่อย่างน้อยก็ขอให้มันมีความสุข
วันนี้เราเองก็มีความสุขแล้ว ได้คุยกับมันที่ไม่ได้คุยกันมานาน แล้วที่สำคัญก่อนที่ฝนจะตก เราได้เจอกับอดีตคุณครูประจำชั้นของเราด้วย
"ศุภชัยลูก!! พี่ยศ ๆ ดูนี่สินี่ลูกหนู โอ้ยไม่เจอกันตั้งนานโตเป็หนุ่มขึ้นเยอะเลย" คุณครูสมถวิลเดินปรี่เข้ามากอดเราแน่น พร้อมกับรอยยิ้มอันอบอุ่น
เรายกมือไหว้อดีตครูทั้งสองของเรา ทั้งสองคบกันและทำเื่ย้ายออกไปพร้อมกัน เราได้พูดคุยกันแค่ไม่นาน เพราะดูเหมือนครูผู้ชายจะต้องไปทำธุระต่อ เรากับครูสมถวิลเลยต้องบอกลากันด้วยน้ำตาซึม ๆ
เพราะสมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ทำให้การติดต่อกันทำได้ยาก เราเลยไม่ได้ติดต่อกับครูสมถวิลอีกเลย แต่นั่นก็ทำให้เราดีใจมาก ๆ แล้วที่ได้เจอกัน
วัดปทุมฯสำหรับคนอื่นอาจจะไม่ได้เป็อะไรมากกว่าวัดที่อยู่กลางใจเมือง แต่สำหรับเรามันเป็อีกหนึ่งสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำของเรา
เราที่ได้แต่จ้องมองแผ่นหลัง ของคนที่เรารักทั้งสองคนเดินจากไป
"ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วล้วนดีเสมอ"
มันก็อาจจะจริงก็ได้ ถึงแม้สิ่งที่เกิดแล้วจะไม่ใช่เื่ที่สุขสมหวังเสมอไป แต่มันก็ทำให้ความทรงจำของเรายิ่งมีค่า
"อย่างน้อยครั้งนึงเราก็เคยได้รักใครสักคน และถูกรักจากใครสักคน"
รัร รัตติกาวตาร
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ รัรหวังใจว่า เื่ราวของ ไนท์ จะเป็อุทาหรณ์ เป็เหมือนบทเรียนชีวิต ที่จะพอช่วยให้ทุกคนเข้าใจในความรัก ที่มีมันความซับซ้อน และไม่เสียใจกับการตัดสินใจในการเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง
ต่อให้เป็คนรักกัน ที่ถึงแม้จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานานแค่ไหน ความรัก มันก็มีวันที่จะลดน้อยลง หรืออาจจะหมดรักไปเลยก็ยังได้
ในท้ายที่สุดแล้ว วันนึงทุกคนก็ต้องแยกจาก ไม่ว่าจะ เลิกรา หรือ ล่วงลับ
สิ่งที่เราทำได้คืออยู่กับมันด้วยความเข้าใจ เก็บเกี่ยวความทรงจำที่ดี ๆ เอาไว้ให้ได้มากที่สุด และพยายามใช้ชีวิต ให้มีความสุขให้ได้มากที่สุด
บางครั้งถึงมันจะเ็ป แต่มันก็มีค่าและงดงาม เมื่อเรานึกถึงมัน