รองผู้อำนวยการฉีหลับตาปรือ ภายในใจพลันรู้สึกเดี๋ยวขึ้น์เดี๋ยวตกนรก
ทำตาม?
หรือไม่ทำตาม?
ทุกเวลานาทีในตอนนี้เป็เหมือนเครื่องโม่แป้งที่กำลังบดขยี้ความดีและหัวใจเขาในฐานะที่เพิ่งจะเลื่อนขั้นจู้จี เขาไม่มีอำนาจมากพอที่จะปฏิเสธผู้ที่ดำรงตำแหน่งเกือบสูงสุดแห่งรัฐบาลหวาซย่าได้โดยเฉพาะหินพลังปราณที่อยู่ในกระเป๋าก้อนนี้... ราวกับเป็เปลวไฟที่กำลังแผดเผามโนสำนึกอันร่อยหรอของเขา
หนึ่งนาที... สองนาที... สามนาทีคล้อยผ่าน
สี่นาที... เวลาผ่านไปจนกระทั่งนาทีที่หก เขาลืมตาขึ้นมา พลันรีบเดินไปที่ด้านหน้าจอควบคุมก่อนกดปุ่มปุ่มหนึ่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึมดุจน้ำนิ่ง
ฉู่เทียนอีนั่งลงไป
มือขวาถือแก้วชาอันวิจิตรอยู่หนึ่งใบ ค่อยๆ จิบหนึ่งคำ “ชาดี”
ภายในห้องพักหินอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดของสวีหยางอี้กำลังจดจ่ออยู่ที่ทะเลลมปราณ!
เขารับรู้ถึงปฏิกิริยาตอบสนองของพลังปราณได้อย่างชัดเจนทะเลลมปราณกำลังค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น คุณสมบัติทางร่างกายก็ค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นแม้ตอนนี้ยังไม่รู้ แต่เขาก็พอจะคาดการณ์ได้ว่าหลังจากตัวเองเลื่อนระดับพละกำลังเขาจะไม่เหมือนเดิม!
เวลาดำเนินมาถึง่เวลาสำคัญของการบรรลุขั้น พลังปราณธรรมชาติจะเกิดปฏิกิริยาตอบสนองจนกลายเป็สภาวะ“กายแห่งพลังปราณ”เขารู้ดีว่าสภาวะกายแห่งพลังปราณของตัวเองจะสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว
ขณะที่พละกำลังในร่างกายกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อยู่ๆเขาก็รู้สึกถึงเยื่อหุ้มหนึ่งชั้น
เป็เยื่อหุ้มไร้รูปทรงที่โอบล้อมทะเลลมปราณอยู่เหมือนชามคว่ำราวกับมันอยู่ตรงนี้มาตลอด แต่เขาเพิ่งััได้
เขารู้ว่ามันคือ “เกราะป้องกันตัว”
เป็อุปสรรคที่ขัดขวางการเลื่อนตบะของตัวเอง
ต้องทำลายมัน!
เขาในตอนนี้เปี่ยมด้วยความมั่นใจ ประหนึ่งโลกทั้งใบกำลังประสานเข้ากับเขาเขาแค่ต้องโคจรพลังปราณให้ไม่ขาดสายและทลายเกราะป้องกันที่มองไม่เห็นนี้ก็พอ!
เมื่อถึงตอนนั้นก็เป็เวลาที่เขาจะบรรลุระดับย่อย!
มันเป็เวลาที่เขาจะกล้าพูดว่าเขาไม่มีทางพลาดในการประลองของเหล่าราชสีห์อันดับหนึ่งทั้งสิบสามคน!
พลังจิตของเขาควบแน่นกลายเป็ร่างพลังจิต เขาะโคำรามออกมาอย่างไม่ลังเลทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดไปกับการโจมตีทำลายล้างอย่างเดือดพล่าน!
กระบวนท่าไร้นาม เป็แค่การโจมตีทางกายภาพเท่านั้น
ทว่ากลับควบแน่นสสาร พลังปราณ และจิติญญา[1]ไปที่จุดเดียวกันบัดนี้ แก่นแท้ทั้งสามได้หลอมรวมเป็หนึ่ง!
เสียง “ตู้ม!” ดังก้อง กระแสอากาศม้วนตัวเป็ระลอกคลื่นทะเลลมปราณกระเพื่อมเล็กน้อย ทันใดนั้น สีหน้าของสวีหยางอี้ในร่างพลังจิตก็เปลี่ยนไป
ในชั่วขณะ เขารู้สึกเหมือนพลังปราณที่ดูดซับมาจากโลกด้านนอกอ่อนกำลังลงอย่างฉับพลัน
เขาใส่กำลังไปเต็มสิบ แต่ขณะที่อัดเข้าเกราะป้องกันนั้นกลับเหลือแค่หก!
เขาแทบไม่มีเวลามาไตร่ตรองความผิดปกตินี้ ในห้วงสมองเขามีเพียงคำเดียว
ลุย!
ลุยจนทะลุทัณฑ์์นี้ไปให้ได้!
กำหมัด เกร็งท้อง บิดลำตัว พลังปราณทุกอณูทั่วร่างกายรวบรวมอยู่ที่หมัดนั้นเขาทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดซัดหมัดออกไปอีกหนึ่งครั้ง!
เพียงเสี้ยววินาทีที่หมัดเขาซัดออกไป... ประหนึ่งโลกทั้งใบเคลื่อนไหวช้าลง
เขาเม้มปากแน่น สรรพสิ่งราวกับเป็ภาพเคลื่อนไหวช้าลง เขามองไปที่ร่างพลังจิตที่ถูกพลังปราณห่อหุ้มของตัวเองปลายหมัดที่ปล่อยออกไปบังเกิดดวงแสงสีขาวขึ้น มันพวยพุ่งเฉื่อยช้าจนเห็นเป็หางหมอกตามหลังพุ่งมาจากจุดไหน กระทบกลับยังจุดนั้น หลังจากที่เสียง “ฟุบ” ดังขึ้น ดวงแสงนั้นก็กระดอนกลับไปที่ทะเลลมปราณทันที
ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ดวงแสงพลังลูกที่สอง ลูกที่สาม... ก็พุ่งตามไปติดๆ จนดูเหมือนคลื่นน้ำโหมกระหน่ำที่พวยพุ่งออกจากร่างกายเขาอย่างบ้าคลั่ง!
เหนือทะเลลมปราณขึ้นไป พลังจิตที่ควบแน่นกลายเป็ร่างจำแลงกำลังระเหิดไปจากเขาอย่างรวดเร็ว!
สิ่งนั้นเป็กายแห่งพลังจิตที่ช่วยให้ผู้ฝึกตนทลายอุปสรรคเนื่องจากผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นไม่สามารถทลายด่านป้องกันได้ด้วยร่างจริงของตนเอง
ตัวเขาก็ทำไม่ได้เช่นกัน
จากมุมมองโลกด้านนอก หนังตาที่ปิดสนิทของสวีหยางอี้กระตุกแ่แต่ยังไม่เปิดออก
เขาไม่ยอม และกำลังจะลองอีกเป็ครั้งสุดท้าย
ภายในทะเลลมปราณ ร่างพลังจิตพุ่งทะยานดุจลูกศรคม เขาไม่คิดพูดให้มากความรีบคว้าจังหวะใน่เสี้ยววินาทีรัวหมัดทั้งสองข้างโจมตีใส่เยื่อหุ้มชั้นนั้นดั่งห่าฝนกระหน่ำ
เขากัดริมฝีปากแน่นพละกำลังที่เต็มเปี่ยมในร่างกายอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็วภายในทะเลลมปราณผุดบรรยากาศอ้างว้างขึ้นมาขนานใหญ่เพื่อระงับความรู้สึกอันไม่คุ้นชินนี้ เขาจึงกัดปลายลิ้นตัวเองอย่างไม่ลังเล
เืสดไหลซิบเล็กน้อย ร่างพลังจิตภายในทะเลลมปราณคำรามดังลั่น ลมหายใจเฮือกสุดท้ายทุ่มเทพละกำลังทั้งหมดหมายโจมตีเกราะป้องกัน!
ไร้เสียงะโ มีเพียงลมหายใจอันอัดอั้นเคล้าระคนความคาดหวังและความเด็ดเดี่ยวอย่างหาเปรียบไม่ได้!
เสียง “ตู้ม...” ดังอุดอู้ วงคลื่นกระเพื่อมเล็กๆ หลายวงบนอากาศค่อยๆเลือนหาย
ทั้งใบหน้าของร่างพลังจิตและร่างจริงของเขาฉายแววเจ็บใจที่อดกลั้นจนถึงที่สุดขึ้นมาทันที
มีคนปิดกั้นเส้นทางเชื่อมต่อพลังปราณของสนามประลองและโลกภายนอก...
มีคนไม่อยากให้ตัวเขาเลื่อนระดับ
ในตอนนี้ ทะเลลมปราณนิ่งสงบ ทว่ากลับถั่งโถมไปด้วยไอสังหารอย่างท่วมท้น!
อยู่ด้านหน้าประตูด่านนี้แล้วทั้งที... ขาดอีกก้าวเดียวเท่านั้นเขาก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นเลี่ยนระดับกลางได้!
แม้มีใจคิดอยากจะทำ แต่กลับทำอะไรไม่ได้!
เงียบ... เงียบกริบชนิดที่ได้ยินได้ยินเสียงไอหมอกของทะเลลมปราณใต้ฝ่าเท้าและเสียงเดือด “ปุดๆ” ของพลังปราณ
เขาหลับตาลง เนินอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง กำหมัดยกขึ้นที่มุมปากแววตาเย็นเฉียบดั่งผลึกน้ำแข็งหมื่นปี ทันใดนั้น มวลพลังเกินกว่า 100% ก็โหมซัดใส่ทะเลลมปราณอย่างรุนแรงทันที!
ไร้คลื่นทะเลพวยพุ่ง ไร้น้ำทะเลสาดกระเซ็นมีเพียงคายไอของพลังปราณพุ่งพล่านแตกกระจายเป็เส้นสายคล้ายอสรพิษนับร้อยล้านตัว
เขายืนอยู่ท่ามกลางพลังปราณที่พุ่งพล่านอยู่เหนือทะเลลมปราณราวกับเทพสังหารมาจุติก็ไม่ปาน
ณ โลกภายนอก เขาลืมตาขึ้นเงียบๆ อย่างไรคำเอื้อนเอ่ยแต่ใน่เวลานี้หากมีคนสนิทของเขาอยู่ด้วย ไม่สิต่อให้เป็คนไม่สนิทก็ไม่กล้าเข้าใกล้เขาในตอนนี้อยู่ดี
เพราะไอสังหารของเขาที่แผ่ซ่านออกมา
ความกดดันอันนิ่งเงียบเช่นนี้เกิดจากถูกขัดขวางการเลื่อนขั้นครั้งแรกทั้งที่ร่างกายตัวเองบอกว่าทำได้แต่กลับถูกสกัดกั้นการเชื่อมต่อกับพลังปราณธรรมชาติทำเอาเขาที่ปรือตาขึ้นมาครึ่งหนึ่งถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเลยทีเดียว
เขาค่อยๆ ผละออกมาจากภูมิในจิตของตัวเองอย่างเงียบๆ
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป หนึ่งชั่วโมงคล้อยผ่าน เขาก็ยังไม่ปริปากพูดไม่ะโคำราม และไม่ทำลายข้าวของอย่างเดือดดาล เพียงแต่ควักบุหรี่ออกมาหนึ่งมวน ก่อนจะจุดสูบทีละเฮือกอย่างเชื่องช้าประหนึ่งกำลังดื่มด่ำแต่ก็ยังไม่พ่นออก
“ออกจะเกินไปหน่อยแล้ว...” ในเวลาเดียวกันรองผู้อำนวยการฉีก็ชักมือกลับมาพลางพ่นลมหายใจเสียงแ่“การบรรลุระดับย่อยในครั้งแรกได้ สำหรับผู้ฝึกตนก็คือการเสริมสร้างความมั่นใจ ซึ่งเป็ขั้นตอนที่สำคัญมากหากไม่มีจิตใจที่แข็งแกร่ง ก็คงไม่สามารถทนฝึกตนได้เป็เวลานาน...”
“มันจบแล้วก็คือจบแล้ว” ฉู่เทียนอีลูบฝาครอบแก้วชาพลางเอ่ยขึ้นเรียบเฉย“ในหวาซย่ามีแต่คนเคร่งครัดกันทั้งนั้น แต่ว่า...”
เขากึ่งยิ้มกวาดตามองรองผู้อำนวยการฉี ก่อนพูดแฝงวาจาเหน็บแนม“รองผู้อำนวยการฉีปากบอกปฏิเสธ แต่ลงมือทำตาม ทำเอาฉันทึ่งอยู่เหมือนกันนะ...”
รองผู้อำนวยการฉีเอนตัวพิงเก้าอี้พลางเงยหน้ามองเพดานผ่านไปพักใหญ่จึงระบายยิ้ม “รับเงินมาแล้วก็ต้องทำตาม”
ท่ามกลางสนามประลองหนึ่งในใต้หล้ากระแสพลังปราณอันสะเปะสะปะหยุดชะงักลงทันที
ราวกับทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ทุกคนด้านนอกห้องต่างพากันตกตะลึงและมองหน้าสลับกันไปมาไม่รู้จะอธิบายสถานการณ์ในตอนนี้ออกมาอย่างไรดี
พวกเขาต่างรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นได้ สำหรับผู้ฝึกตนแล้วพลังปราณก็ไม่ต่างกับการหายใจ หากอยู่ๆ ไม่มีอากาศหายใจ ใครๆก็ต้องรับรู้ได้ทั้งนั้น
พลังปราณอ่อนกำลังลง หรือไม่เข้มข้นเหมือนก่อนหน้านับเป็เื่ปกติแต่การที่มันอ่อนกำลังลงฉับพลันใน่เวลาสำคัญแบบนี้ ไม่สิ ไม่มีเลยต่างหากทุกคนก็ต่างเข้าใจสถาการณ์ขึ้นมาทันที
“เฮ้อ...” นักเรียนคนหนึ่งส่ายหน้า “เ้านี่มันเพี้ยนรึเปล่านะ? ใครจบมาจากโรงเรียนเขาบ้าง? นี่มันไปผิดใจกับใครกันเหรอ?”
ไม่มีใครตอบ
“เขาประสาทเสียหรือไง? ถึงขนาดนี้แล้วยังไม่เปิดประตูออกมาอีก?”วัยรุ่นตัวเตี้ยคนหนึ่งเผลอยิ้มเยาะเย้ยออกมา พร้อมกับจ้องมองประตู“อะไรกัน? กลัวเหรอ? หรือว่าอาย?พวกเราไม่คิดจะเยาะเย้ยเขาสักหน่อย เหอะๆ...ก็แค่เลื่อนขั้นล้มเหลวเองไม่ใช่เหรอ?”
คนเรานี่ก็แปลก หากเป็เื่เดียวเกิดขึ้นกับตัวเองก็คงจะคร่ำครวญอ้อนวอนต่อ์ แต่เมื่อเกิดขึ้นกับคนอื่นโดยเฉพาะคนที่ดูโดดเด่นกว่าตัวเองก็มักจะเยาะเย้ยสมน้ำหน้ามากกว่านึกถึงใจเขาใจเราเสียอีก
โดยเฉพาะตอนเ้าของเื่ไม่ได้อยู่ต่อหน้าตัวเองก็มักจะพูดไปเรื่อยเปื่อย
แม้จะไม่รู้เื่การแข่งขันชิงอันดับแต่พวกเราก็รู้ดีว่าจะต้องมีวิธีจัดอันดับวิธีอื่นอยู่เป็แน่ ในยุคสมัยนี้มีที่ไหนไม่มีการจัดอันดับบ้าง? แม้กระทั่งตอนมอบโบนัสก็ยังมีการจัดอันดับผลคะแนนการทำงานเลยแล้วในโลกผู้ฝึกตนจะไปเหลือเหรอ?
เพียงแต่พวกเขานึกไม่ถึงว่าจะต้องแย่งชิงที่หนึ่งด้วยหมัดของตัวเอง
ก่อนการจัดอันดับจะเกิดขึ้น การที่ได้เห็นคนที่ทุกคนหวาดหวั่นมีพลังลมปราณลดลงหนึ่งในสิบเนื่องจากเลื่อนขั้นล้มเหลวแบบนี้ทุกคนต่างก็รู้สึกครื้นใจทันที แล้วใยจะต้องไปสนใจสวีหยางอี้อีก? เขามีค่ามากต้องใส่ใจขนาดนั้นเลยเหรอ?
บานประตูหินยังคงไม่เปิดออกราวกับสวีหยางอี้คิดจะขังตัวเองไว้ด้านในก็ไม่ปาน
“นี่มันเื่บ้าบออะไรกัน... ช่างเถอะ ไปดีกว่า ไม่เห็นมีอะไรน่าดูเลย”วัยรุ่นคนหนึ่งอ้าปากห้าว ก่อนเดินกลับห้องตัวเองอย่างี้เี
“ฉันก็นึกว่าจะได้เห็นเขาเดินออกมาในสภาพเืขึ้นหน้าแล้วพุ่งไปสาขาย่อยเค้นถามหาว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นก็ถูกตบตายคามือทำไมไม่เกิดอะไรแบบนี้ขึ้นนะ?” วัยรุ่นตัวเตี้ยพูดขึ้นอย่างเสียดายพลางยักไหล่“ไปดีกว่า อาจจะเป็กลไกทำงานอัตโนมัติของเทียนเต้าก็ได้? ที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนขั้นในสนามประลองหนึ่งในใต้หล้าฮ่าๆ”
ผู้คนค่อยๆ ทยอยพากันแยกย้าย จนผ่านไปสิบนาทีเหลือเพียงฉู่เจาหนานยืนอยู่ตรงนั้น
สองมือกอดอกจ้องมองบานประตูด้วยสายตาเย็นเยียบ บางทีคนอื่นๆคงจะคิดว่าเขาคนนั้นห่อเหี่ยวอับเฉาลงไปแล้ว แต่ฉู่เจาหนานไม่เชื่อเช่นนั้น
ตอนอยู่บนเครื่องบิน ตัวเองสั่งให้อีกฝ่ายไสหัวไปให้พ้น ทว่าอีกฝ่ายกลับคลี่ยิ้มและวางกระเป๋าลงและถีบเข้าให้อย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง
นี่คือนิสัยของคนที่มั่นใจในตัวเองเป็ที่สุด เช่นเดียวกับเขา...
หากตัวเองเจอเื่แบบนี้เข้า จะทำอย่างไร?
คงเจ็บใจจนอยากฆ่าคน... แต่ไม่มีทางห่อเหี่ยวลงแน่นอน!
แวบแรก ความคิดนี้แล่นเข้ามาในห้วงสมองเขาทันทีดวงตาเขาเปล่งประกายขึ้นราวกับอยู่ๆ ก็เข้าใจความคิดของอีกฝ่าย
ใช่ว่า... ไม่กล้าออกมาแต่อีกฝ่ายกลัวว่าจะปลดปล่อยความบ้าคลั่งป่าเถื่อนเยี่ยงสัตว์ร้ายภายในใจตัวเองออกมาต่างหากไม่เช่นนั้น สังเวียนแห่งนี้... คงถูกย้อมไปด้วยเืแดงฉาน!
“กำลังปลอบสัตว์ร้ายภายในใจของตัวเองอยู่เหรอ...” เขาไม่เกรงกลัวหากแต่เลียริมฝีปากอย่างตื่นเต้น แววตาลุกโชติดุจเปลวไฟ “ใช่แล้ว...พวกเราเป็คนประเภทเดียวกัน มีคนจ้องเล่นงานนายอยู่ แล้วนายกำลังรอ...ให้การแข่งขันชิงอันดับมาถึงใช่ไหม?”
“รอเวลาทีจะเปิดโหมดสังหารอย่างแท้จริง...”เขาขบฟันกรอดประหนึ่งหยั่งรู้ความคิดของสวีหยางอี้ได้!
อีกฝ่ายไม่รู้ว่าใครจ้องเล่นงานเขาอยู่ และในเมื่อไม่รู้ก็ค่อยๆไล่ฆ่าไปทีละคน!
ต่อสู้ตัวต่อตัวไม่ได้... ดั่งนั้นอีกฝ่ายจึงได้แต่รอ...เหมือนสิงโตกำลังล่าเหยื่อ รอคอยเวลาให้ผ่านไปอีกสิบกว่าชั่วโมงก็จะเป็โอกาสเปิดโหมดสังหารให้เป็ที่ประจักษ์!
หรือจะเป็การลอบสังหาร?
ไม่ต้องรีบร้อน
ไม่ว่าจะเป็ใคร คนที่จ้องเล่นงานเขาจะต้องอยู่ในสังเวียนนี้เป็แน่!เพียงใช้สองหมัดกระหน่ำซัดไปเรื่อยๆ ซัดจนอีกฝ่ายหนังเปิดเนื้อหลุดซัดจนให้มันไม่กล้าทำแบบนี้อีก! ซัดให้มันเผ่นแจ้นเมื่อเจอเขา!ซัดจนให้มันจดจำสวีหยางอี้ขั้นเลี่ยนชี่คนนี้ได้แม้หลังจากนี้อาจจะบรรลุขั้นจินตันแล้วก็ตาม
เช่นนั้นก็บรรลุเป้าหมายแล้ว
“ช่างเป็ความมั่นใจอันแน่วแน่และยิ่งใหญ่ดุจกำแพงเมืองจีนเสียจริง...”ฉู่เจาหนานกำหมัดแน่นจนเกิดเสียง “เช่นนั้น ฉันจะรอเวลาที่นายแผงฤทธิ์ออกมา!”
--------------------------------------------------------------------------------
[1] 精气神 จิง ชี่ เซิน ความหมายตามลัทธิเต๋า คือหัวใจหลักของมนุษย์ 精(จิง) คือสารสำคัญในร่างกายเช่นสารอาหาร 气(ชี่) คือพลังชี่ หรือพลังปราณ และ神(เสิน) คือจิติญญาหรือสำนึกของเรา