ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 158 ตลกจริง ผู้ใดเขียนสิ่งนี้

            แต่ด้วยอารมณ์เช่นใดกัน ฮองเฮาช่างใจกว้างเสียนี่กระไรไร้สาระยิ่งนัก แต่สำหรับมู่จื่อหลิงแล้วไม่มีคำดังกล่าวในพจนานุกรมของนางด้วยนางเป็นคนตระหนี่มาก

            สำหรับบางสิ่งหรือบางคนก็จำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง

            ยิ่งนางไม่ค่อยสนใจสิ่งใดยิ่งไม่ต้องพูดถึงหากไม่จำเป็น นางก็ขี้เกียจเกินกว่าจะจดจำความเกลียดชังระยะยาวเช่นนี้มันเหนื่อยมาก!

            “ช่างเป็นความคิดที่ชั่วร้ายฮองเฮา พวกเราไม่ใช่ผู้หญิงเหมือนกันหรอกหรือ?” มู่จื่อหลิงเหยียดนิ้วชี้ที่เรียวยาวของนางออกมาแล้วส่ายมันต่อหน้าฮองเฮา ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม

            ความหมายก็คือหากฮองเฮากำลังเยาะเย้ยนาง นางก็กำลังเยาะเย้ยตนเองไปพร้อมๆ กัน

            ในยามนี้ความเคารพแบบใดเกียรติแบบใด ทั้งหมดล้วนหายไปแล้ว

            และเมื่อยามนี้มาถึงจุดนี้แล้วทั้งยังไม่ใช่แม่แท้ๆ การที่ต้องเรียกว่าเสด็จแม่ เสด็จแม่เลี้ยงอีกครั้งก็ดูหน้าซื่อใจคดมากจริงๆ เรียกฮองเฮาโดยตรงยังดีเสียกว่า มู่จื่อหลิงทำหน้ามุ่ยคิดด้วยความขยะแขยงและวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในใจ

            ฮองเฮายังคงสงบนิ่งและพึมพำอย่างเย็นชา“ปากคอเราะร้าย”

            ดวงตาที่ยิ้มแย้มของมู่จื่อหลิงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

            ใครจะคิดว่าฮองเฮาจะพ่นเสียงดูถูกเหยียดหยามอีกครั้งด้วยท่าทีที่เย่อหยิ่งจองหองนางตรัสออกมาช้าๆ ว่า “แต่...เปิ่นกงเทียบกับเจ้าไม่ได้เลย”

            มู่จื่อหลิงพยักหน้าด้วยรอยยิ้มจางๆบนริมฝีปากของนาง โดยไม่ปริปากพูดว่าใช่หรือไม่ “ท่านสูงส่งเกินไปหลิงเอ๋อร์ไม่สามารถเทียบได้เลย”

            นางขมวดคิ้วขยับเข้าหาฮองเฮา แล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า “แต่ ฮองเฮาท่านที่กำลังนั่งอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งเช่นนี้ท่านกล้าบอกหรือว่าท่านมีความอดทนที่มากยิ่งกว่าสวรรค์? กล้าดีอย่างไรถึงบอกว่าตนเองไม่มีอะไรน่าละอายกล้าบอกหรือว่าทุกสิ่งที่ท่านทำจะสามารถโน้มน้าวใจทุกคนได้?”

            หลงเซี่ยวเจ๋อเผลอสูดอากาศเย็นเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจคำพูดนี้แหลมคมดังใบมีด ทุกประโยคล้วนมีหนาม พี่สะใภ้สามของเขาเย่อหยิ่งเกินไปแล้ว

            คำพูดของมู่จื่อหลิงดูเหมือนจะอยู่ในประโยคเดียวมันทั้งก้าวร้าวและเจาะเข้าไปในหัวใจของฮองเฮาได้โดยตรง

            ดังนั้นไม่ว่าจะมีความอดทนมากเพียงใดและแม้ว่าฮองเฮาจะอารมณ์ดีเพียงใด นางก็ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้อีก

            “บังอาจ!” จู่ๆฮองเฮาก็ตบโต๊ะอย่างแรง และอยากจะลุกขึ้น แต่นางก็ยังไม่ขยับราวกับว่านางติดอยู่กับเก้าอี้

            ฮองเฮาไม่ได้คิดว่าเกิดอะไรขึ้นเลยดวงตาของนางลืมขึ้นมองออกไปอย่างรวดเร็ว นางจ้องมองมู่จื่อหลิงอย่างดุเดือดก่อนจะละสายตาไปจากนางอีกครั้ง

            แม้ว่าฮองเฮาจะเตือนตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามู่จื่อหลิงเป็นแค่นางหนูผู้โง่งม ไม่มีอะไรต้องกลัว

            แต่ว่า หัวใจไม่อาจควบคุมได้เลยจริงๆยามนี้นางเพียงแค่เหลือบมองที่ดวงตาของมู่จื่อหลิงหัวใจของนางอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกและแม้แต่ความโกรธของนางก็ถูกระงับลงด้วยความตื่นตระหนกเช่นกัน

            แม้ว่าฮองเฮาจะโกรธเคืองอยู่ครู่หนึ่งแต่นางก็ยังนั่งอยู่ในที่นั่งของนาง โดยไม่ได้คิดที่จะเคลื่อนไหว

            อย่างไรก็ตามเสียงตบโต๊ะนั้นมีเสียงที่คมชัดและดังมาก

            หัวใจของหลงเซี่ยวเจ๋อสั่นไหวทันใดนั้นเขาก็นั่งตัวตรงอีกครั้ง

            ไม่เคยพบเคยเห็นเช่นนี้มาก่อนเหมือนมันจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ!

            ยามนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะทุ่มสุดตัวและสุดความคิดเหลือแค่รอเวลาที่จะถูกสังหารเท่านั้น

            เขาสงสัยว่ามู่จื่อหลิงโตมาจากการกินดีหมีหัวใจเสือจริงๆใช่หรือไม่

            เมื่อครู่ทั้งยั่วยุและดูถูกแต่ฮองเฮากลับไม่ว่าอะไร และยามนี้มันได้กลายเป็นการถามซ้ำๆ อย่างประชดประชัน

            นี่เป็นการกระทำที่อุกอาจมากยิ่งกว่าการอุกอาจ

            หลงเซี่ยวเจ๋อสัมผัสคางของตนอย่างสงสัยและส่ายหัวอย่างไม่เชื่อ

            มันแปลกมากมู่จื่อหลิงกระทำความผิดถึงเพียงนั้น มันช่างหยิ่งผยองยิ่งนักไม่ต้องบอกว่าฮองเฮาจะขุ่นเคืองมากเพียงใด

            แต่...ที่เหลือเชื่อที่สุดคือ ‘ขีดจำกัดความอดทน’ ของฮองเฮานั้นดีเกินไป เมื่อโกรธจนเกินทนนางจึงตบโต๊ะ

            และไม่มีสิ่งใดตามมาอีกหรือ?

            นี่ไม่เหมือนฮองเฮาหน้าซื่อใจคดที่เขารู้จักเลย

            จะบอกว่าฮองเฮาเป็นคนหน้าซื่อใจคดแต่นางยังคงโกรธหลังจากฟังคำพูดของมู่จื่อหลิง แต่ถ้าจะบอกว่านางไม่ใช่คนหน้าซื่อใจคดเช่นนั้นเหตุใดนางถึงทำเพียงแค่ตบโต๊ะแล้วก็โกรธเคืองเช่นนี้

            ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วเหตุใดฮองเฮาจึงไม่เรียกให้คนเข้ามา ไม่ดีแล้วหนีไปเลยดีไหม?

            ก็แค่...ไร้สาระเกินไป!

            และดูเหมือนมู่จื่อหลิงจะไม่แปลกใจเลยยังยิ้มได้ เหมือนในยามปกติ

            ฮองเฮากำลังจัดเสื้อผ้าแล้วนั่งตัวตรง[1] แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับว่านางกำลังนั่งอยู่บนผ้าที่ซ่อนหมุดไว้ภายใน [2] จนทำให้นางต้องนั่งนิ่งอย่างเชื่อฟัง

            สาเหตุของเรื่องนี้ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ตระหนักว่า ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่จะงงงวยเมื่อได้รับรู้ส่วนมู่จื่อหลิง ซึ่งเป็นผู้กระตุ้นนั้นรู้ดีอยู่แก่ใจ [3] จึงมีเพียงความรู้สึกแอบชื่นชมยินดีในใจเท่านั้น

            เมื่อเห็นมู่จื่อหลิงยกมือขึ้นมาเท้าคางหันหน้าไปทางฮองเฮาเพียงเล็กน้อย ยิ้มแล้วทำเสียงขึ้นจมูกเบาๆ “หือ? ฮองเฮา ท่านกล้าพูดไหม?”

            กล้าไหม? ถามว่าฮองเฮากล้าไหมน่ะหรือ?

            เมื่อได้ยินเช่นนี้หลงเซี่ยวเจ๋อก็ตกใจมากจนเกือบชนกำแพง

            แม้ว่าเขาเตรียมใจรับความตายแล้วแต่คราวนี้มันช่างอุกอาจและไร้ยางอายมากเสียจนหัวใจดวงน้อยของเขารับไม่ไหว

            หลงเซี่ยวเจ๋อที่กำลังกะพริบตาจ้องมองมาที่มู่จื่อหลิงด้วยนัยน์ตาดอกท้อ ​[4] พร้อมคำพูดที่ออกมาจากภายในดวงตาของเขาที่สื่อว่า พี่สะใภ้สามหยุดเพียงเท่านี้ หยุดเพียงเท่านี้เถอะนะ!

            มู่จื่อหลิงกำลังจ้องไปที่ฮองเฮาไหนเลยจะสามารถสังเกตเห็นการแสดงออกทางสีหน้าที่ดูตลกของหลงเซี่ยวเจ๋อได้ แม้ว่านางจะสังเกตเห็นนางก็คิดว่าคนผู้นี้กำลังทำตัวบ้าๆ บอๆ อีกแล้ว และจะไม่สนใจเขา

            “แล้วเปิ่นกงจะเป็นอย่างไรก็ไม่มีเหตุให้นางหนูผู้โง่งมอย่างเจ้ามาใส่จะงอยปาก [5]” แม้ว่าฮองเฮาจะโกรธแต่น้ำเสียงของนางก็ยังราบเรียบอย่างหาที่เปรียบมิได้ และไม่มีวี่แววของความโกรธเลย

            เดิมฮองเฮาคิดว่าไม่ว่าจะกล้าหาญเพียงใดก็ตามมู่จื่อหลิงก็จะไม่ดื้อรั้น แต่ยายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้เริ่มจะบ้าขึ้นเรื่อยๆและนางคิดว่านางจะเจิดจรัส หากให้แสงบ้างแม้เพียงเล็กน้อย

            ในยามนี้ฮองเฮาผู้อ่อนโยนและมีคุณธรรมได้หายไปอย่างสมบูรณ์เผยให้เห็นธรรมชาติที่เยือกเย็นและเย่อหยิ่งของนางแต่อารมณ์บางอย่างที่ควรยับยั้งก็ยังถูกยับยั้งไว้อย่างดี

            มู่จื่อหลิงหัวเราะเบาๆและโบกมืออย่างเฉยเมย “เมื่อสักครู่นี้มันเป็นแค่เรื่องจริงก็เท่านั้นท้ายที่สุดไม่มีผู้ใดสมบูรณ์แบบ เหตุใดฮองเฮาจึงตรัสเช่นนี้?”

            สิ่งที่นางพูดหากฮองเฮาทรงโกรธด้วยเหตุนี้จริงๆ มันก็จะเป็นการยืนยันสิ่งที่นางพูดไปก่อนหน้านี้ฮองเฮารู้สึกหายใจไม่ออกชั่วขณะหนึ่ง หัวใจของนางเต็มไปด้วยความโกรธแต่ก็ยากที่จะให้มันปะทุออกมา

            “ฮึ่ม”ฮองเฮาคำรนอย่างไม่พอใจ

            ยายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้นางเป็นไม่เหมือนดังในข่าวลือที่ว่าไม่เรียนก็เลยไม่รู้ [6] ไม่รู้ว่าสิ่งใดควรพูดไม่ควรพูดในวันนี้ทุกคำที่พูดเฉิดฉายดั่งไข่มุก [7] ทุกคำเต็มไปด้วยการประชดประชัน และนางก็รู้สึกกระอักอยู่ภายในตลอดเวลามันมีแต่ความเกลียดชัง

            ข่าวลือก็เป็นได้แค่ข่าวลือจริงๆไม่อาจให้ค่ากับมันได้

            สิ่งต่างๆที่มู่จื่อหลิงทำลงไปในวันนี้ได้เปลี่ยนความเข้าใจของฮองเฮาที่มีต่อนางใหม่อีกครั้ง

            อย่างไรก็ตามฮองเฮายังคงแอบดีใจที่ยายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้จะถูกนางใช้งานในวันหน้า ไม่อย่างนั้นหากคนเช่นนี้อยู่ข้างกายหลงเซี่ยวอวี่ในภายภาคหน้ามันจะกลายเป็นสิ่งกีดขวางที่ใหญ่ที่สุดของพวกนาง

            หลงเซี่ยวเจ๋อที่อยู่ข้างๆมองไปที่ปากของฮองเฮาราวกับเป็นการเดิมพัน และเมื่อเห็นว่านางยังคงนั่งนิ่ง และจบลงที่การคำรนว่าฮึ่มหรือ? เขาแทบจะเป็นลม

            คำพูดไม่กี่คำนี้ทำให้ฮองเฮากระอัก?

            ต้องบอกว่าปากของพี่สะใภ้สามมีพลังมากกว่านิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้พูดเกินจริงเกินไป มันไม่สมเหตุสมผลเลย

            มู่จื่อหลิงเท้าแขนลงบนโต๊ะเอนศีรษะลงอย่างสบาย หันหน้ามาด้วยรอยยิ้มสดใสราวกับดอกไม้บานและจ้องมองฮองเฮาอีกครู่หนึ่ง “กลับมาพูดถึงสิ่งที่ต้องทำดีกว่ากับสิ่งที่ฮองเฮาทรงกระทำต่อหลิงเอ๋อร์ ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร?”

            ยามนี้ฮองเฮาไม่กล้าแม้แต่จะจ้องมองมู่จื่อหลิงการหลบเลี่ยงของนางก็ดูน่าอายเล็กน้อย

            ต้องหลีกเลี่ยงดวงตาที่ทำให้ตนเองรู้สึกไม่ดีของยายเด็กหน้าเหม็นอย่างไม่อาจควบคุมได้ฮองเฮารู้สึกทุกข์ระทมอยู่ในใจ

            ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงดวงตาของมู่จื่อหลิง ฮองเฮาจึงหยิบชาเย็นๆ ขึ้นมาแล้วแตะเบาๆที่ริมฝีปากของนาง

            นางยกมุมปากสีแดงของตนขึ้นและพูดด้วยความรังเกียจ “ก็แค่เรื่องเมล็ดพืชเมล็ดงาเก่า [8] เจ้าจะใช้มันมาสู้กับเปิ่นกงหรือ?”

            สู้? ฮองเฮาผู้เมตตาผู้นี้ตรงไปตรงมาจริงๆ

            แต่พูดตรงๆไปก็ไม่มีความหมาย...

            นางมาที่นี่วันนี้ไม่ใช่แค่เพื่อมาสู้กลับ

            กล่าวได้ว่า มู่จื่อหลิงยังคงมีความสุขมากที่ได้สื่อสารกับฮองเฮาที่ไม่แสร้งทำเป็นสง่างามในยามนี้

            หาได้ยากที่ฮองเฮาจะน่ารักและตรงไปตรงมาได้ถึงเพียงนี้และดูเหมือนว่าฮองเฮาจะชอบฟังสิ่งที่นางพูด มู่จื่อหลิงยิ้มและพยักหน้า รอยยิ้มของนางสว่างไสวราวกับดวงอาทิตย์

            สำหรับความหมายของการพยักหน้ามันย่อมแสดงถึงการยอมรับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น

            แต่ฮองเฮาผู้มั่นใจคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องอดีตและมู่จื่อหลิงก็ทำได้เพียงพูดเพื่อหากระดูกในไข่เท่านั้น

            รอยยิ้มประชดประชันปรากฏขึ้นที่มุมปากของฮองเฮา“เรื่องเพียงเท่านั้น เจ้ากล้าดีอย่างไรใช้มันมาสู้กับเปิ่นกง เจ้ามีความสามารถใดถึงนำเรื่องนี้มาคุกคามเปิ่นกงได้?”

            มู่จื่อหลิงยืดตัวขึ้นอย่างเฉยเมยหาวอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะพูดช้าๆ “แน่นอน มันมีมากกว่านั้น”

            รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากของนางนางค่อยๆ ลูบผมนุ่มที่ระอยู่บนไหล่ของนางอย่างช้าๆโดยไม่สนใจฮองเฮาที่อยู่ตรงหน้านาง

            หลังจากหยุดไปชั่วครู่นางก็ลากน้ำเสียงของนางพูดว่า “หลิงเอ๋อร์บอกไปแล้วว่า อยากได้การชดใช้จากทุกๆครั้งที่ได้รับ ย่อมต้องคำนวณมาก่อนให้ชัดเจน”

            ฮองเฮาหัวเราะเยาะและไม่พูดอะไร

            นางทรงมั่นใจพูดไปพูดมาอย่างไรก็มีเพียงเรื่องนั้น พูดมา นางจะฟัง

            เพียงแต่ว่าฮองเฮาไม่รู้ว่านางกำลังฟังสิ่งใดอยู่และใจที่หยิ่งยโสของนางก็ค่อยๆ จมดิ่งลงเมื่อได้ฟังเรื่องนี้และไม่สามารถลุกขึ้นได้อีก

            มู่จื่อหลิงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากแขนของนางแล้วกางออกต่อหน้าฮองเฮา

            ดวงตาที่หลบเลี่ยงของฮองเฮาเงยขึ้นเล็กน้อยสายตาที่เย็นชาและจองหองของนางก็ตกลงบนแผ่นกระดาษบนโต๊ะ

            เพียงแค่เหลือบมองสีหน้าของฮองเฮาก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน

            มุมปากของมู่จื่อหลิงกระตุกนางมองไปที่ฮองเฮาอย่างช้าๆ “ฮองเฮา ท่านจำกระดาษแผ่นนี้ได้หรือไม่ ไม่ควรจะกล่าวว่าเนื้อหาภายในเป็นสิ่งที่ท่านคุ้นเคยกับมัน”

            หลงเซี่ยวเจ๋อเดินเข้าหาอย่างสงสัยและจ้องมองมัน“หนังสือกล่าวโทษ?”

            “มันเป็นหนังสือกล่าวโทษ”มู่จื่อหลิงพยักหน้า

            หนังสือกล่าวโทษนี้เป็นฉบับก่อนที่สิงกู้เหวินจะถูกข่มขู่ในเรือนจำหลวงและเขาได้เขียนคำสารภาพออกมาหนึ่งฉบับ โดยกุ่ยเม่ยได้มอบให้นางก่อนที่นางจะออกไป

            นอกจากนี้กุ่ยเม่ยยังบอกกับนางว่าสิงกู้เหวินถูกลอบสังหารในระหว่างทางลี้ภัย แต่ในที่สุดก็ได้รับการ ‘ช่วยชีวิตไว้’

            เหตุใดกุ่ยเม่ยจึงรู้ และยังมีกระดาษฉบับนี้อีกนางไม่ต้องคิดมากก็เข้าใจได้แล้ว

            เมื่อมู่จื่อหลิงเห็นว่าการแสดงออกของฮองเฮาไม่เปลี่ยนไปในยามที่นางเห็นกระดาษแผ่นนี้นางจึงกล่าวอย่างเป็นกันเองและใจดี“ข้าได้ยินมาว่าท่านสิงถูกลอบสังหารระหว่างทางไปสถานที่เนรเทศ ในท้ายที่สุดแล้วก็ได้รับการช่วยเหลือไม่รู้ว่าผู้ใดช่วยเขาไว้นะ?”

            ทันทีที่คำเหล่านี้หลุดออกมาใบหน้าที่เฉยเมยของฮองเฮาในที่สุดก็มีรอยร้าว

            เดิมหลงเซี่ยวเจ๋อคิดว่าอาชญากรรมของฮองเฮาถูกระบุไว้ในนี้เขาคิดว่าด้วยสิ่งนี้ พวกเขาจะสามารถปราบฮองเฮาลงได้ เขาคิดไม่ถึงว่ามันกลับแสดงรายละเอียดอาชญากรรมของมู่จื่อหลิงและหลงเซี่ยวอวี่

            เนื้อหาในกระดาษเขียนคร่าวๆว่า ด้วยฉีอ๋องทรงต้องการอำนาจของฮ่องเต้ พระองค์จึงสมรู้ร่วมคิดกับคนเลี้ยงกู่ และลอบสังหารพี่น้องด้วยความโหดเหี้ยมอย่างไม่ลังเลทั้งยังสั่งให้ฉีหวางเฟยลอบมอบกู่ให้กับองค์ชายห้า...

            เนื้อหาสั้นแต่ชัดเจนหลงเซี่ยวเจ๋ออ่านทุกคำอย่างระมัดระวัง

            ทันใดนั้นเขาก็ชี้ไปที่แผ่นกระดาษ และหัวเราะออกมาดังๆ “ฮ่าฮ่าฮ่า มันตลกมาก ผู้ใดเขียนสิ่งนี้กันฮ่าฮ่าฮ่า”

            มันตลกมาก ตลกมากจริงๆเขายอมเชื่อว่าแม่หมูสามารถปีนต้นไม้ได้ [9] มากกว่าที่จะเชื่อว่าพี่สามและพี่สะใภ้สามของเขาจะทำสิ่งที่ไร้ความหมายเช่นนี้

            สมรู้ร่วมคิดกับคนเลี้ยงกู่? หากฉีอ๋องประสงค์จะสังหารใครสักคนจะต้องใช้กำลังทำสิ่งต่างๆ มากมายด้วยหรือ เพียงแค่กระดิกนิ้วก็พอแล้ว

            ---------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] จัดเสื้อผ้าแล้วนั่งตัวตรง (正危襟坐) เป็นวลี มีความหมายว่าจริงจังและให้เกียรติหรือนั่งตัวตรงและตั้งใจฟังอย่างตั้งใจ

            [2] นั่งอยู่บนผ้าที่ซ่อนหมุดไว้ภายใน (坐如针毡) เป็นสำนวน มีความหมายว่ากระสับกระส่าย

            [3] รู้ดีอยู่แก่ใจ (心知肚明) เป็นสำนวน มีความหมายว่าตระหนักเป็นอย่างดีส่วนมากจะใช้กับอีกวลีหนึ่งเป็น 一不必多说,心知肚明 มีความหมายว่าไม่จำเป็นต้องพูดเยอะด้วยรู้ดีอยู่แก่ใจ

            [4] นัยน์ตาดอกท้อ (桃花眼) เป็นคำเปรียบเปรยมีความหมายว่าดวงตาที่ให้ความรู้สึกน่าสงสาร น่าเอ็นดูและน่าเสน่หา

            [5] ใส่จะงอยปาก (置喙) เป็นคำเปรียบเปรย มีความหมายว่าแสดงความคิดเห็นส่วนมากใช้สำหรับปฏิเสธ

            [6] ไม่เรียนก็เลยไม่รู้(不学无术) เป็นสำนวน มีความหมายว่าไม่มีความรู้หรือทักษะใดๆเป็นคำที่ใช้ในการวิจารณ์ในเชิงดูถูกดูแคลน

            [7] ทุกคำที่พูดเฉิดฉายดั่งไข่มุก (句句珠玑) เป็นคำเปรียบเปรยมีความหมายว่าถ้อยคำที่พูดมีความงดงาม กระชับ ลึกซึ้งและทรงพลัง

            [8] เมล็ดพืชเมล็ดงาเก่า (陈芝麻烂谷子)เป็นคำเปรียบเปรย มีความหมายว่าเรื่องเก่าๆ ไร้สาระ เทียบคำไทยจะใกล้เคียงกับคำว่าเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง

            [9] แม่หมูสามารถปีนต้นไม้ได้ (母猪会上树) เป็นวลี มีความหมายว่าสถานการณ์ที่เป็นไปไม่ได้หรือคนไม่น่าเชื่อถือ ส่วนมากจะใช้เป็นประโยคยาวว่า 男人靠得住,母猪都能上树 มีความหมายว่าถ้าผู้ชายเชื่อถือได้แม่หมูก็ปีนต้นไม้ได้แล้ว ซึ่งใช้ในการเสียดสีผู้ชายที่ทำอะไรไม่จริงจังเชื่อถือไม่ได้

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน