แต่ด้วยอารมณ์เช่นใดกัน ฮองเฮาช่างใจกว้างเสียนี่กระไรไร้สาระยิ่งนัก แต่สำหรับมู่จื่อหลิงแล้วไม่มีคำดังกล่าวในพจนานุกรมของนางด้วยนางเป็นคนตระหนี่มาก
สำหรับบางสิ่งหรือบางคนก็จำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
ยิ่งนางไม่ค่อยสนใจสิ่งใดยิ่งไม่ต้องพูดถึงหากไม่จำเป็น นางก็ขี้เกียจเกินกว่าจะจดจำความเกลียดชังระยะยาวเช่นนี้มันเหนื่อยมาก!
“ช่างเป็นความคิดที่ชั่วร้ายฮองเฮา พวกเราไม่ใช่ผู้หญิงเหมือนกันหรอกหรือ?” มู่จื่อหลิงเหยียดนิ้วชี้ที่เรียวยาวของนางออกมาแล้วส่ายมันต่อหน้าฮองเฮา ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม
ความหมายก็คือหากฮองเฮากำลังเยาะเย้ยนาง นางก็กำลังเยาะเย้ยตนเองไปพร้อมๆ กัน
ในยามนี้ความเคารพแบบใดเกียรติแบบใด ทั้งหมดล้วนหายไปแล้ว
และเมื่อยามนี้มาถึงจุดนี้แล้วทั้งยังไม่ใช่แม่แท้ๆ การที่ต้องเรียกว่าเสด็จแม่ เสด็จแม่เลี้ยงอีกครั้งก็ดูหน้าซื่อใจคดมากจริงๆ เรียกฮองเฮาโดยตรงยังดีเสียกว่า มู่จื่อหลิงทำหน้ามุ่ยคิดด้วยความขยะแขยงและวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในใจ
ฮองเฮายังคงสงบนิ่งและพึมพำอย่างเย็นชา“ปากคอเราะร้าย”
ดวงตาที่ยิ้มแย้มของมู่จื่อหลิงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
ใครจะคิดว่าฮองเฮาจะพ่นเสียงดูถูกเหยียดหยามอีกครั้งด้วยท่าทีที่เย่อหยิ่งจองหองนางตรัสออกมาช้าๆ ว่า “แต่...เปิ่นกงเทียบกับเจ้าไม่ได้เลย”
มู่จื่อหลิงพยักหน้าด้วยรอยยิ้มจางๆบนริมฝีปากของนาง โดยไม่ปริปากพูดว่าใช่หรือไม่ “ท่านสูงส่งเกินไปหลิงเอ๋อร์ไม่สามารถเทียบได้เลย”
นางขมวดคิ้วขยับเข้าหาฮองเฮา แล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า “แต่ ฮองเฮาท่านที่กำลังนั่งอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่งเช่นนี้ท่านกล้าบอกหรือว่าท่านมีความอดทนที่มากยิ่งกว่าสวรรค์? กล้าดีอย่างไรถึงบอกว่าตนเองไม่มีอะไรน่าละอายกล้าบอกหรือว่าทุกสิ่งที่ท่านทำจะสามารถโน้มน้าวใจทุกคนได้?”
หลงเซี่ยวเจ๋อเผลอสูดอากาศเย็นเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจคำพูดนี้แหลมคมดังใบมีด ทุกประโยคล้วนมีหนาม พี่สะใภ้สามของเขาเย่อหยิ่งเกินไปแล้ว
คำพูดของมู่จื่อหลิงดูเหมือนจะอยู่ในประโยคเดียวมันทั้งก้าวร้าวและเจาะเข้าไปในหัวใจของฮองเฮาได้โดยตรง
ดังนั้นไม่ว่าจะมีความอดทนมากเพียงใดและแม้ว่าฮองเฮาจะอารมณ์ดีเพียงใด นางก็ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้อีก
“บังอาจ!” จู่ๆฮองเฮาก็ตบโต๊ะอย่างแรง และอยากจะลุกขึ้น แต่นางก็ยังไม่ขยับราวกับว่านางติดอยู่กับเก้าอี้
ฮองเฮาไม่ได้คิดว่าเกิดอะไรขึ้นเลยดวงตาของนางลืมขึ้นมองออกไปอย่างรวดเร็ว นางจ้องมองมู่จื่อหลิงอย่างดุเดือดก่อนจะละสายตาไปจากนางอีกครั้ง
แม้ว่าฮองเฮาจะเตือนตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามู่จื่อหลิงเป็นแค่นางหนูผู้โง่งม ไม่มีอะไรต้องกลัว
แต่ว่า หัวใจไม่อาจควบคุมได้เลยจริงๆยามนี้นางเพียงแค่เหลือบมองที่ดวงตาของมู่จื่อหลิงหัวใจของนางอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกและแม้แต่ความโกรธของนางก็ถูกระงับลงด้วยความตื่นตระหนกเช่นกัน
แม้ว่าฮองเฮาจะโกรธเคืองอยู่ครู่หนึ่งแต่นางก็ยังนั่งอยู่ในที่นั่งของนาง โดยไม่ได้คิดที่จะเคลื่อนไหว
อย่างไรก็ตามเสียงตบโต๊ะนั้นมีเสียงที่คมชัดและดังมาก
หัวใจของหลงเซี่ยวเจ๋อสั่นไหวทันใดนั้นเขาก็นั่งตัวตรงอีกครั้ง
ไม่เคยพบเคยเห็นเช่นนี้มาก่อนเหมือนมันจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ!
ยามนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะทุ่มสุดตัวและสุดความคิดเหลือแค่รอเวลาที่จะถูกสังหารเท่านั้น
เขาสงสัยว่ามู่จื่อหลิงโตมาจากการกินดีหมีหัวใจเสือจริงๆใช่หรือไม่
เมื่อครู่ทั้งยั่วยุและดูถูกแต่ฮองเฮากลับไม่ว่าอะไร และยามนี้มันได้กลายเป็นการถามซ้ำๆ อย่างประชดประชัน
นี่เป็นการกระทำที่อุกอาจมากยิ่งกว่าการอุกอาจ
หลงเซี่ยวเจ๋อสัมผัสคางของตนอย่างสงสัยและส่ายหัวอย่างไม่เชื่อ
มันแปลกมากมู่จื่อหลิงกระทำความผิดถึงเพียงนั้น มันช่างหยิ่งผยองยิ่งนักไม่ต้องบอกว่าฮองเฮาจะขุ่นเคืองมากเพียงใด
แต่...ที่เหลือเชื่อที่สุดคือ ‘ขีดจำกัดความอดทน’ ของฮองเฮานั้นดีเกินไป เมื่อโกรธจนเกินทนนางจึงตบโต๊ะ
และไม่มีสิ่งใดตามมาอีกหรือ?
นี่ไม่เหมือนฮองเฮาหน้าซื่อใจคดที่เขารู้จักเลย
จะบอกว่าฮองเฮาเป็นคนหน้าซื่อใจคดแต่นางยังคงโกรธหลังจากฟังคำพูดของมู่จื่อหลิง แต่ถ้าจะบอกว่านางไม่ใช่คนหน้าซื่อใจคดเช่นนั้นเหตุใดนางถึงทำเพียงแค่ตบโต๊ะแล้วก็โกรธเคืองเช่นนี้
ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วเหตุใดฮองเฮาจึงไม่เรียกให้คนเข้ามา ไม่ดีแล้วหนีไปเลยดีไหม?
ก็แค่...ไร้สาระเกินไป!
และดูเหมือนมู่จื่อหลิงจะไม่แปลกใจเลยยังยิ้มได้ เหมือนในยามปกติ
ฮองเฮากำลังจัดเสื้อผ้าแล้วนั่งตัวตรง[1] แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับว่านางกำลังนั่งอยู่บนผ้าที่ซ่อนหมุดไว้ภายใน [2] จนทำให้นางต้องนั่งนิ่งอย่างเชื่อฟัง
สาเหตุของเรื่องนี้ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ตระหนักว่า ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่จะงงงวยเมื่อได้รับรู้ส่วนมู่จื่อหลิง ซึ่งเป็นผู้กระตุ้นนั้นรู้ดีอยู่แก่ใจ [3] จึงมีเพียงความรู้สึกแอบชื่นชมยินดีในใจเท่านั้น
เมื่อเห็นมู่จื่อหลิงยกมือขึ้นมาเท้าคางหันหน้าไปทางฮองเฮาเพียงเล็กน้อย ยิ้มแล้วทำเสียงขึ้นจมูกเบาๆ “หือ? ฮองเฮา ท่านกล้าพูดไหม?”
กล้าไหม? ถามว่าฮองเฮากล้าไหมน่ะหรือ?
เมื่อได้ยินเช่นนี้หลงเซี่ยวเจ๋อก็ตกใจมากจนเกือบชนกำแพง
แม้ว่าเขาเตรียมใจรับความตายแล้วแต่คราวนี้มันช่างอุกอาจและไร้ยางอายมากเสียจนหัวใจดวงน้อยของเขารับไม่ไหว
หลงเซี่ยวเจ๋อที่กำลังกะพริบตาจ้องมองมาที่มู่จื่อหลิงด้วยนัยน์ตาดอกท้อ [4] พร้อมคำพูดที่ออกมาจากภายในดวงตาของเขาที่สื่อว่า พี่สะใภ้สามหยุดเพียงเท่านี้ หยุดเพียงเท่านี้เถอะนะ!
มู่จื่อหลิงกำลังจ้องไปที่ฮองเฮาไหนเลยจะสามารถสังเกตเห็นการแสดงออกทางสีหน้าที่ดูตลกของหลงเซี่ยวเจ๋อได้ แม้ว่านางจะสังเกตเห็นนางก็คิดว่าคนผู้นี้กำลังทำตัวบ้าๆ บอๆ อีกแล้ว และจะไม่สนใจเขา
“แล้วเปิ่นกงจะเป็นอย่างไรก็ไม่มีเหตุให้นางหนูผู้โง่งมอย่างเจ้ามาใส่จะงอยปาก [5]” แม้ว่าฮองเฮาจะโกรธแต่น้ำเสียงของนางก็ยังราบเรียบอย่างหาที่เปรียบมิได้ และไม่มีวี่แววของความโกรธเลย
เดิมฮองเฮาคิดว่าไม่ว่าจะกล้าหาญเพียงใดก็ตามมู่จื่อหลิงก็จะไม่ดื้อรั้น แต่ยายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้เริ่มจะบ้าขึ้นเรื่อยๆและนางคิดว่านางจะเจิดจรัส หากให้แสงบ้างแม้เพียงเล็กน้อย
ในยามนี้ฮองเฮาผู้อ่อนโยนและมีคุณธรรมได้หายไปอย่างสมบูรณ์เผยให้เห็นธรรมชาติที่เยือกเย็นและเย่อหยิ่งของนางแต่อารมณ์บางอย่างที่ควรยับยั้งก็ยังถูกยับยั้งไว้อย่างดี
มู่จื่อหลิงหัวเราะเบาๆและโบกมืออย่างเฉยเมย “เมื่อสักครู่นี้มันเป็นแค่เรื่องจริงก็เท่านั้นท้ายที่สุดไม่มีผู้ใดสมบูรณ์แบบ เหตุใดฮองเฮาจึงตรัสเช่นนี้?”
สิ่งที่นางพูดหากฮองเฮาทรงโกรธด้วยเหตุนี้จริงๆ มันก็จะเป็นการยืนยันสิ่งที่นางพูดไปก่อนหน้านี้ฮองเฮารู้สึกหายใจไม่ออกชั่วขณะหนึ่ง หัวใจของนางเต็มไปด้วยความโกรธแต่ก็ยากที่จะให้มันปะทุออกมา
“ฮึ่ม”ฮองเฮาคำรนอย่างไม่พอใจ
ยายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้นางเป็นไม่เหมือนดังในข่าวลือที่ว่าไม่เรียนก็เลยไม่รู้ [6] ไม่รู้ว่าสิ่งใดควรพูดไม่ควรพูดในวันนี้ทุกคำที่พูดเฉิดฉายดั่งไข่มุก [7] ทุกคำเต็มไปด้วยการประชดประชัน และนางก็รู้สึกกระอักอยู่ภายในตลอดเวลามันมีแต่ความเกลียดชัง
ข่าวลือก็เป็นได้แค่ข่าวลือจริงๆไม่อาจให้ค่ากับมันได้
สิ่งต่างๆที่มู่จื่อหลิงทำลงไปในวันนี้ได้เปลี่ยนความเข้าใจของฮองเฮาที่มีต่อนางใหม่อีกครั้ง
อย่างไรก็ตามฮองเฮายังคงแอบดีใจที่ยายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้จะถูกนางใช้งานในวันหน้า ไม่อย่างนั้นหากคนเช่นนี้อยู่ข้างกายหลงเซี่ยวอวี่ในภายภาคหน้ามันจะกลายเป็นสิ่งกีดขวางที่ใหญ่ที่สุดของพวกนาง
หลงเซี่ยวเจ๋อที่อยู่ข้างๆมองไปที่ปากของฮองเฮาราวกับเป็นการเดิมพัน และเมื่อเห็นว่านางยังคงนั่งนิ่ง และจบลงที่การคำรนว่าฮึ่มหรือ? เขาแทบจะเป็นลม
คำพูดไม่กี่คำนี้ทำให้ฮองเฮากระอัก?
ต้องบอกว่าปากของพี่สะใภ้สามมีพลังมากกว่านิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้พูดเกินจริงเกินไป มันไม่สมเหตุสมผลเลย
มู่จื่อหลิงเท้าแขนลงบนโต๊ะเอนศีรษะลงอย่างสบาย หันหน้ามาด้วยรอยยิ้มสดใสราวกับดอกไม้บานและจ้องมองฮองเฮาอีกครู่หนึ่ง “กลับมาพูดถึงสิ่งที่ต้องทำดีกว่ากับสิ่งที่ฮองเฮาทรงกระทำต่อหลิงเอ๋อร์ ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร?”
ยามนี้ฮองเฮาไม่กล้าแม้แต่จะจ้องมองมู่จื่อหลิงการหลบเลี่ยงของนางก็ดูน่าอายเล็กน้อย
ต้องหลีกเลี่ยงดวงตาที่ทำให้ตนเองรู้สึกไม่ดีของยายเด็กหน้าเหม็นอย่างไม่อาจควบคุมได้ฮองเฮารู้สึกทุกข์ระทมอยู่ในใจ
ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงดวงตาของมู่จื่อหลิง ฮองเฮาจึงหยิบชาเย็นๆ ขึ้นมาแล้วแตะเบาๆที่ริมฝีปากของนาง
นางยกมุมปากสีแดงของตนขึ้นและพูดด้วยความรังเกียจ “ก็แค่เรื่องเมล็ดพืชเมล็ดงาเก่า [8] เจ้าจะใช้มันมาสู้กับเปิ่นกงหรือ?”
สู้? ฮองเฮาผู้เมตตาผู้นี้ตรงไปตรงมาจริงๆ
แต่พูดตรงๆไปก็ไม่มีความหมาย...
นางมาที่นี่วันนี้ไม่ใช่แค่เพื่อมาสู้กลับ
กล่าวได้ว่า มู่จื่อหลิงยังคงมีความสุขมากที่ได้สื่อสารกับฮองเฮาที่ไม่แสร้งทำเป็นสง่างามในยามนี้
หาได้ยากที่ฮองเฮาจะน่ารักและตรงไปตรงมาได้ถึงเพียงนี้และดูเหมือนว่าฮองเฮาจะชอบฟังสิ่งที่นางพูด มู่จื่อหลิงยิ้มและพยักหน้า รอยยิ้มของนางสว่างไสวราวกับดวงอาทิตย์
สำหรับความหมายของการพยักหน้ามันย่อมแสดงถึงการยอมรับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น
แต่ฮองเฮาผู้มั่นใจคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องอดีตและมู่จื่อหลิงก็ทำได้เพียงพูดเพื่อหากระดูกในไข่เท่านั้น
รอยยิ้มประชดประชันปรากฏขึ้นที่มุมปากของฮองเฮา“เรื่องเพียงเท่านั้น เจ้ากล้าดีอย่างไรใช้มันมาสู้กับเปิ่นกง เจ้ามีความสามารถใดถึงนำเรื่องนี้มาคุกคามเปิ่นกงได้?”
มู่จื่อหลิงยืดตัวขึ้นอย่างเฉยเมยหาวอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะพูดช้าๆ “แน่นอน มันมีมากกว่านั้น”
รอยยิ้มปรากฏที่มุมปากของนางนางค่อยๆ ลูบผมนุ่มที่ระอยู่บนไหล่ของนางอย่างช้าๆโดยไม่สนใจฮองเฮาที่อยู่ตรงหน้านาง
หลังจากหยุดไปชั่วครู่นางก็ลากน้ำเสียงของนางพูดว่า “หลิงเอ๋อร์บอกไปแล้วว่า อยากได้การชดใช้จากทุกๆครั้งที่ได้รับ ย่อมต้องคำนวณมาก่อนให้ชัดเจน”
ฮองเฮาหัวเราะเยาะและไม่พูดอะไร
นางทรงมั่นใจพูดไปพูดมาอย่างไรก็มีเพียงเรื่องนั้น พูดมา นางจะฟัง
เพียงแต่ว่าฮองเฮาไม่รู้ว่านางกำลังฟังสิ่งใดอยู่และใจที่หยิ่งยโสของนางก็ค่อยๆ จมดิ่งลงเมื่อได้ฟังเรื่องนี้และไม่สามารถลุกขึ้นได้อีก
มู่จื่อหลิงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากแขนของนางแล้วกางออกต่อหน้าฮองเฮา
ดวงตาที่หลบเลี่ยงของฮองเฮาเงยขึ้นเล็กน้อยสายตาที่เย็นชาและจองหองของนางก็ตกลงบนแผ่นกระดาษบนโต๊ะ
เพียงแค่เหลือบมองสีหน้าของฮองเฮาก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
มุมปากของมู่จื่อหลิงกระตุกนางมองไปที่ฮองเฮาอย่างช้าๆ “ฮองเฮา ท่านจำกระดาษแผ่นนี้ได้หรือไม่ ไม่ควรจะกล่าวว่าเนื้อหาภายในเป็นสิ่งที่ท่านคุ้นเคยกับมัน”
หลงเซี่ยวเจ๋อเดินเข้าหาอย่างสงสัยและจ้องมองมัน“หนังสือกล่าวโทษ?”
“มันเป็นหนังสือกล่าวโทษ”มู่จื่อหลิงพยักหน้า
หนังสือกล่าวโทษนี้เป็นฉบับก่อนที่สิงกู้เหวินจะถูกข่มขู่ในเรือนจำหลวงและเขาได้เขียนคำสารภาพออกมาหนึ่งฉบับ โดยกุ่ยเม่ยได้มอบให้นางก่อนที่นางจะออกไป
นอกจากนี้กุ่ยเม่ยยังบอกกับนางว่าสิงกู้เหวินถูกลอบสังหารในระหว่างทางลี้ภัย แต่ในที่สุดก็ได้รับการ ‘ช่วยชีวิตไว้’
เหตุใดกุ่ยเม่ยจึงรู้ และยังมีกระดาษฉบับนี้อีกนางไม่ต้องคิดมากก็เข้าใจได้แล้ว
เมื่อมู่จื่อหลิงเห็นว่าการแสดงออกของฮองเฮาไม่เปลี่ยนไปในยามที่นางเห็นกระดาษแผ่นนี้นางจึงกล่าวอย่างเป็นกันเองและใจดี“ข้าได้ยินมาว่าท่านสิงถูกลอบสังหารระหว่างทางไปสถานที่เนรเทศ ในท้ายที่สุดแล้วก็ได้รับการช่วยเหลือไม่รู้ว่าผู้ใดช่วยเขาไว้นะ?”
ทันทีที่คำเหล่านี้หลุดออกมาใบหน้าที่เฉยเมยของฮองเฮาในที่สุดก็มีรอยร้าว
เดิมหลงเซี่ยวเจ๋อคิดว่าอาชญากรรมของฮองเฮาถูกระบุไว้ในนี้เขาคิดว่าด้วยสิ่งนี้ พวกเขาจะสามารถปราบฮองเฮาลงได้ เขาคิดไม่ถึงว่ามันกลับแสดงรายละเอียดอาชญากรรมของมู่จื่อหลิงและหลงเซี่ยวอวี่
เนื้อหาในกระดาษเขียนคร่าวๆว่า ด้วยฉีอ๋องทรงต้องการอำนาจของฮ่องเต้ พระองค์จึงสมรู้ร่วมคิดกับคนเลี้ยงกู่ และลอบสังหารพี่น้องด้วยความโหดเหี้ยมอย่างไม่ลังเลทั้งยังสั่งให้ฉีหวางเฟยลอบมอบกู่ให้กับองค์ชายห้า...
เนื้อหาสั้นแต่ชัดเจนหลงเซี่ยวเจ๋ออ่านทุกคำอย่างระมัดระวัง
ทันใดนั้นเขาก็ชี้ไปที่แผ่นกระดาษ และหัวเราะออกมาดังๆ “ฮ่าฮ่าฮ่า มันตลกมาก ผู้ใดเขียนสิ่งนี้กันฮ่าฮ่าฮ่า”
มันตลกมาก ตลกมากจริงๆเขายอมเชื่อว่าแม่หมูสามารถปีนต้นไม้ได้ [9] มากกว่าที่จะเชื่อว่าพี่สามและพี่สะใภ้สามของเขาจะทำสิ่งที่ไร้ความหมายเช่นนี้
สมรู้ร่วมคิดกับคนเลี้ยงกู่? หากฉีอ๋องประสงค์จะสังหารใครสักคนจะต้องใช้กำลังทำสิ่งต่างๆ มากมายด้วยหรือ เพียงแค่กระดิกนิ้วก็พอแล้ว
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] จัดเสื้อผ้าแล้วนั่งตัวตรง (正危襟坐) เป็นวลี มีความหมายว่าจริงจังและให้เกียรติหรือนั่งตัวตรงและตั้งใจฟังอย่างตั้งใจ
[2] นั่งอยู่บนผ้าที่ซ่อนหมุดไว้ภายใน (坐如针毡) เป็นสำนวน มีความหมายว่ากระสับกระส่าย
[3] รู้ดีอยู่แก่ใจ (心知肚明) เป็นสำนวน มีความหมายว่าตระหนักเป็นอย่างดีส่วนมากจะใช้กับอีกวลีหนึ่งเป็น 一不必多说,心知肚明 มีความหมายว่าไม่จำเป็นต้องพูดเยอะด้วยรู้ดีอยู่แก่ใจ
[4] นัยน์ตาดอกท้อ (桃花眼) เป็นคำเปรียบเปรยมีความหมายว่าดวงตาที่ให้ความรู้สึกน่าสงสาร น่าเอ็นดูและน่าเสน่หา
[5] ใส่จะงอยปาก (置喙) เป็นคำเปรียบเปรย มีความหมายว่าแสดงความคิดเห็นส่วนมากใช้สำหรับปฏิเสธ
[6] ไม่เรียนก็เลยไม่รู้(不学无术) เป็นสำนวน มีความหมายว่าไม่มีความรู้หรือทักษะใดๆเป็นคำที่ใช้ในการวิจารณ์ในเชิงดูถูกดูแคลน
[7] ทุกคำที่พูดเฉิดฉายดั่งไข่มุก (句句珠玑) เป็นคำเปรียบเปรยมีความหมายว่าถ้อยคำที่พูดมีความงดงาม กระชับ ลึกซึ้งและทรงพลัง
[8] เมล็ดพืชเมล็ดงาเก่า (陈芝麻烂谷子)เป็นคำเปรียบเปรย มีความหมายว่าเรื่องเก่าๆ ไร้สาระ เทียบคำไทยจะใกล้เคียงกับคำว่าเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง
[9] แม่หมูสามารถปีนต้นไม้ได้ (母猪会上树) เป็นวลี มีความหมายว่าสถานการณ์ที่เป็นไปไม่ได้หรือคนไม่น่าเชื่อถือ ส่วนมากจะใช้เป็นประโยคยาวว่า 男人靠得住,母猪都能上树 มีความหมายว่าถ้าผู้ชายเชื่อถือได้แม่หมูก็ปีนต้นไม้ได้แล้ว ซึ่งใช้ในการเสียดสีผู้ชายที่ทำอะไรไม่จริงจังเชื่อถือไม่ได้