หลังจากก้งเยว่ตื่นเต้นกับความใจดีของพี่หลิวทำให้ถามออกไปโดยไม่แม้แต่จะคิดไตร่ตรองอะไรรีบแก้ตัวข้าง ๆ คู ๆ ไปว่าตนออกจากพรรคชิวหลิงลู่แล้วอย่างไรเสียตอนนี้ก็เป็เพียงคนพเนจรคงเป็การดีที่จะมีที่ซุกหัวนอน
“ไม่ได้”
“ทำไมเล่า” ก้งเยว่ใจฝ่อกับคำปฏิเสธแสนเ็าแต่ยังไม่วายถามเหตุผลออกไป
“มันไม่ใช่ที่ที่คนอย่างเ้าจะอยู่” สำนักวิชามารหรือพรรคมารไม่เหมาะกับคนซื่อตรงอย่างก้งเยว่หรอกอีกอย่างหลิวเหว่ยแอบกังวลว่าการกระทำที่ผิดเพี้ยนไปจากชาติก่อนอาจนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้
“พี่หลิวรู่ได้อย่างไรว่าข้าไม่เหมาะ” น้ำเสียงอ่อนเพราะน้อยใจชัดเสียจนคนฟังใจคอไม่ดี
“...”
“...” ความเงียบครอบงำทั้งคู่เหลือเพียงเสียงฝีเท้าม้าและคนสองคนภายใต้ความมืด
“ตกลง” หลิวเหว่ยใจอ่อนจนได้
“จริงเหรอ” ดวงตาของก้งเยว่กลับมาสว่างสะท้อนดวงดาวบนฟ้าอีกครั้งเมื่อได้ยิน
“มีข้อตกลงแล้วข้าจะช่วย”
“ข้าตกลง” ก้งเยว่รีบตอบตกลงโดยไม่ฟังแม้ข้อตกลงเลยด้วยซ้ำว่าคืออะไร
“ไว้ถึงเวลาข้าจะบอกข้อตกลงกับเ้า” หลิวเหว่ยมองอีกฝ่ายก็อดเป็ห่วงไม่ได้ น้องเยว่เป็คนที่แสดงออกว่าเข้มแข็งตลอดเวลาแถมยังซื่อตรงเป็ที่สุดเพราะเป็ประมุขจากความสามารถไร้การคิดลอบกัด ไร้ความเกลียดชังจากคนรอบข้างทำให้เป็คนมีคุณธรรมและสง่างาม
ก้งเยว่เหล่ตามองหลิวเหว่ยเป็ระยะ ๆ ค่อนข้างแปลกใจที่ยอมช่วยเหลือเขาทั้งที่เพิ่งรู้จักกัน ดูเหมือนหลิวเหว่ยก็ไม่ซักไซ้อะไรมากจึงทำให้ตอนนี้ทั้งคู่เดินเทียบเคียงกันในป่าแบบเชื่องช้า
“เ้าเหนื่อยแล้ว?” หลิวเหว่ยสังเกตเห็นจังหวะอีกฝ่ายที่ค่อย ๆ ช้าลง
“พักกันก่อนได้หรือไม่” ก้งเยว่บ่ายเบี่ยงเลือกที่จะถามแทนการตอบคำถามเพราะกลัวว่าจะถูกจับได้ว่าไม่ได้เหนื่อยเพียงแค่อยากอยู่กับอีกฝ่ายให้นานขึ้นและกลัวการเดินถึงจุดหมาย
ความจริงแล้วหลิวเหว่ยไม่มีเหตุผลให้ต้องรีบกลับขนาดนั้นเพียงแค่ไม่อยากให้ก้งเยว่ต้องพักแรมกลางป่าเนื่องจากเขากลัวว่าก้งเยว่จะไม่สบายตัวบนพื้นกรวดแต่คงจะยากที่จะไปให้ถึงสำนักในเวลาค่ำ
“...”
“...” ทั้งคู่จ้องตากันอยู่สักพัก
“เช่นนั้นเปลี่ยนเส้นทาง” เ้าของพื้นที่อธิบายว่าจากจุดที่พวกเขายืนมีทางแยกไปเมืองจี๋หลินกับอีกทางคือไปพรรคมารเนื่องจากเป็สำนักที่แยกตัวออกจากชาวบ้านจึงตั้งออกไปไกลจากเมืองพอสมควร
ในเมื่อไปไม่ถึงพรรคก็คงต้องไปหาโรงเตี้ยมในเมืองเสียก่อน วันรุ่งขึ้นค่อยเดินทางกลับไปพรรคมารตามเดิม
“ดี” เสียงกระตือรือร้นของก้งเยว่ดังขึ้นพร้อมกับกระชากสายคล้องม้าไปทางเมืองจี๋หลินคล้ายรู้ทาง ทิ้งให้เ้าของพื้นที่ตัวจริงมองตามหลังก่อนจะหลุดขำออกมาเงียบ ๆ คนเดียว
เนื่องจากไม่ต้องเร่งรีบอย่างเคยทั้งคู่เดินลีลากว่าเก่า แม้จะดูเป็แผนยื้อเวลาของก้งเยว่แต่น่าแปลกที่ศิษย์เอกที่ได้ชื่อว่าโหดร้ายของพรรคมารกลับมาเอ่อระเห่ยตามคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักได้ไม่ถึงวัน
“ท่านบอกว่ามีทางให้ข้าเข้าเป็ศิษย์ที่สำนักวิชามาร ทำเช่นไรหรือ”
“ข้ามีวิธีของข้า” น้ำเสียงเ็ากับใบหน้าเรียบนิ่งทำให้คนถามเลือกที่จะสงบปากสงบคำไม่พูดอะไรต่อ
ก้งเยว่รู้เกือบทุกเื่ของว่าที่ประมุขพรรคมารยิ่งทำให้เกร็งที่จะพูดอะไรไปโดยไม่ระวัง ถ้าเกิดพิรุธถามอะไรแปลก ๆ ไปกลัวอีกฝ่ายจะยิ่งระแวง
นิสัยของพี่หลิวหากไม่ได้สนิทแล้วมีใครมาชวนคุยเื่ส่วนตัวหรือพูดจาไร้สาระใส่คงจะทำให้ไม่พอใจได้ ถ้าการจะคว้าหัวใจหลิวเหว่ยมาเห็นทีจะจำไม่ได้แล้วว่าต้องทำอย่างไร
ก้งเยว่พยายามครุ่นคิดว่าเหตุการณ์ไหนหรืออะไรหรือเมื่อใดที่ทำให้ประมุขพรรคมารเริ่มตกลงหลุมรักประมุขพรรคชิวหลิงลู่ได้กัน
แล้วตัวเขาเองเล่าให้หัวใจประมุขพรรคมารแสนโเี้คนนี้ไปตอนไหน ระหว่างที่ก้งเยว่อยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองทำให้เ้าตัวไม่ได้ยินเสียงเรียกของอีกฝ่ายอยู่นานสองนาน
“ก้งเยว่ ก้งเยว่”
เ้าของชื่อยังไม่หลุดออกจากความคิดตน มองหน้าอีกฝ่ายนิ่งพร้อมชื่นชมความหล่อเหลาของชายที่อยู่เบื้องหน้า คิดแต่จะหาสาเหตุของหัวใจที่อึกทึกคึกโครมในอกยามอยู่ใกล้หลิวเหว่ยและยิ่งใบหน้าที่กำลังพินิจมองเข้าใกล้ เสียงเรียกดังแค่ไหนก็ไม่สามารถกลบเสียงหัวใจที่ก้องอยู่ไปได้เลย
ละครที่แสร้งไม่สนใจชายที่เพิ่งพบเจอของหลิวเหว่ยเปลี่ยนเป็เสียงอ่อนเมื่อก้งเยว่แน่นิ่งไม่ตอบสนอง มือข้างหนึ่งยกขึ้นทาบลงบนแก้มขาวเนียนหวังจะตรวจสอบอาการ
“ท่านพูดอะไร” ก้งเยว่สะดุ้งเมื่อรับรู้ได้ถึงความอุ่นของฝ่ามือที่แล่นผ่านใบหน้าเมื่อครู่แม้จะเพียงชั่วพริบตา ส่วนหลิวเหว่ยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกลับมาเป็ปกติก็รีบชักมือกลับแทบจะทันทีและเปลี่ยนท่าทางกลับไปเฉยชาเช่นเดิม
“ถึงแล้ว” หลิวเหว่ยดึงสายคล้องม้าของตนจูงมันผ่านประตูเมืองจี๋หลินเข้าไป
“...” ชายที่เพิ่งหลุดออกจากภวังค์มองหลังพี่หลิวก่อนจะตามไป
ตะวันลับฟ้าเมื่อสักครู่สร้างความมืดรอบบริเวณแต่เหล่าเปลวไฟตามมุมเมืองกลับลุกโชนขึ้นทำให้บรรยากาศในเมืองจี๋หลินยังคงดูคึกคักโดยเฉพาะย่านโคมแดง
ก้งเยว่เดินตามหลิวเหว่ยผ่านโรงสุรา ผ่านโสเภณี ผ่านความวุ่นวายจนมาหยุดลงหน้าโรงเตี้ยมแห่งหนึ่งที่ค่อนข้างจะหรูหราเกินความจำเป็
ม้าทั้งสองตัวฝากไว้ที่คอกด้วยถุงเงินที่หลิวเหว่ยโยนให้คนดูแลคอกม้าอย่างรู้งาน เสี่ยวเอ้อมีอายุออกมาต้อนรับพร้อมทั้งนำทางไปหาเถ้าแก่โรงเตี้ยม
“ขอสองห้อง”
“ข้าไม่..” ก้งเยว่ขัดหลิวเหว่ยที่กำลังเจรจากับเถ้าแก่
“?” ทั้งเถ้าแก่และหลิวเหว่ยหันมองท่าทางพิลึกของเขาคล้าย้าคำตอบว่ามีอะไร
ก้งเยว่สงบปากสงบคำก่อนจะพูดต่อ มองสายตาที่จ้องมานิ่ง เขาอยากนอนกับพี่หลิวแต่ลืมคิดไปว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
“ขะ ข้าไม่มีเงิน เกรงใจท่าน ห้องเดียวก็พอ” เป็คำแก้ตัวที่พอจะฟังขึ้นสำหรับคุณชายตกอับอย่างเขา
“...” ก้งเยว่เหงื่อตกมองใบหน้าไร้ปฏิกิริยาของหลิวเหว่ยพร้อมทั้งยิ้มแหย่ ๆ ส่งให้
“เ้าก็ไปนอนคอกม้าเสีย” ความเงียบถูกทำลายเพราะเถ้าแก่โรงเตี้ยม
“...” ก้งเยว่อ้าปากค้างมองท่าทางสะบัดมือไล่ของเถ้าแก่ เขาใจดีมากแล้วที่ยอมให้นอนคอกม้าฟรี ๆ เพราะหลิวเหว่ย
“ข้านึกขึ้นได้ว่ายังพอเหลืออยู่บ้าง” ก้วเยว่ลุกลี้ลุกลนล่วงถุงเงินเพราะกลัวว่าต้องไปนอนในคอกม้าจริง ๆ แม้จะเคยนอนค้างแรมในป่าบ่อยครั้งก็ตาม
หลิวเหว่ยไม่รอให้ถุงเงินของก้งเยว่ถูกเปิด เขารีบจ่ายค่าห้องสำหรับสองห้องแทนทันทีก่อนจะรีบเดินนำขึ้นบนโรงเตี้ยมไป
“ไม่ได้ ๆ ท่านรับเงินจากข้าไป” ก้งเยว่รีบวิ่งตามอีกฝ่ายมาถึงหน้าห้องพักที่คาดว่าหรูที่สุดของโรงเตี้ยมพร้อมทั้งยัดถุงเงินใส่มือหลิวเหว่ยแต่ดูเหมือนมือข้างนั้นจะไม่ยอมรับไปแต่โดยดี
“เช่นนั้น” ก้งเหยว่เลิกตื๊อที่จะให้เงินอีกฝ่าย
“...” หลิวเหว่ยแน่นิ่งมองพฤติกรรมอีกฝ่าย
“เสี่ยวเอ้อ ข้าขออาหารชุดใหญ่ ยกมาห้องนี้ด้วย” ก้งเยว่ะโสั่งอาหารเพื่อเป็การเลี้ยงตอบแทน ทีแรกพี่หลิวดูจะไม่ยินยอมแต่ก็แพ้ให้กับลูกไม้ออดอ้อนของคนตรงหน้า
หลังจากที่ทั้งคู่เข้าไปนั่งรออาหารในห้องของหลิวเหว่ยไม่นานเท่าไหร่นัก เสี่ยวเอ้อทยอยน้ำอาหารมาจัดวางอย่างดีแถมยังจะคอยอยู่บริการรินสุราให้กับคุณชายทั้งสองแต่ถูกก้งเยว่ไล่ออกไปจนเหลือเพียงเขาแค่สองคน
“เชิญเลย ๆ” ก้งเยว่เอยเปิดแต่จนแล้วจนรอดอีกฝ่ายกลับไม่ยอมกินจนเขาต้องกินเองก่อน คิดไปเองว่าหลิวเหว่ยระแวงยาพิษหรือไม่วางใจคนอะไรทำนองนั้น
เมื่อก้งเยว่กินไปได้สองสามคำพี่หลิวจึงเริ่มลงมือคีบอย่างละเล็กอย่างละน้อยเหตุผลก็ง่ายมากคือ้าให้คนเบื้องหน้าเขากินจนพอใจ
“ข้ามาคิด ๆ ดูแล้ว ต้องมีบางอย่างทำให้เราทั้งสองมีวาสนาต่อกัน ท่านว่าเช่นนั้นหรือไม่” ก้งเยว่เริ่มควบคุมตัวเองไม่อยู่เมื่อสุราเข้าปาก
“ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน”
ก้งเยว่ดีใจที่ได้ยินเช่นนั้นจนเผลอยิ้มกว้างอย่างอดไม่อยู่ส่งไปให้ เล่นเอาคนรับนิ่งค้าง
จบมื้อด้วยการที่หลิวเหว่ยเป็คนออกค่าอาหารเพราะก้งเยว่แย่งและโต้เถียงแพ้อย่างเลี่ยงไม่ได้ สรุปแล้วการรู้จักพี่หลิวในวันแรกได้ทั้งที่พักฟรี อาหารฟรี สำนักใหม่ เรียกว่าความสัมพันธ์มันพัฒนาไปไวเสียจนก้งเยว่เหลิง
สุราจอกแล้วจอกเล่าลงคอก้งเยว่ไปอย่างต่อเนื่อง จนบัดนี้เ้าตัวใบหน้าแดงก่ำและเริ่มไร้สติ
ความจริงแล้วคุณชายหูไม่ใช่คนเช่นนี้ ยามที่อยู่ในพรรคชิวหลิงลู่เขาจะไม่ดื่มจนเมามาย วางตัวให้สมกับเป็พี่ใหญ่ตลอดแต่ไม่ใช่กับหลิวเหว่ย ชายที่เขาสามารถแสดงความเป็ตัวตนไม่ต้องรักษาท่าที
ดูเหมือนครั้งนี้ก้งเยว่จะลืมตัวไปว่าตัวเองกำลังแสดงละครว่าเคยเจอกันครั้งแรก
“ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้อยากทำ” คนไร้สติเริ่มร้องไห้เพราะภาพดาบแทงทะลุอกหลิวเหว่ยในชาติก่อนมันชัดเจนเสียจนทรมาน
“...” หลิวเหว่ยไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นคิดแต่เพียงว่าก้งเยว่คิดถึงครอบครัว
“กลับมาอยู่กับข้า ได้โปรดกลับมา” เสียงสะอื้นยังไม่หยุดบวกกับน้ำตาที่พาลให้คนเห็นใจเจ็บ
หลิวเหว่ยอุ้มร่างที่กำลังร้องไปไว้บนเตียง หลังจากวางลงและแกะแขนตังเมที่เกี่ยวรัดคอออกก็จัดการลูบไล้ใบหน้าเพื่อซับน้ำตาที่เปื้อนนั้นออก
หลิวเหว่ยลุกขึ้นไปยกเหยือกใส่น้ำมาไว้ที่ปลายขาก้งเยว่ ใช้มือข้างหนึ่งรองน้ำและเช็ดคราบสกปรกจากโคลนของสระบัวก่อนหน้า บวกกับช่วยทำความสะอาดปลอกกระบี่และส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย
ลมหายใจก้งเยว่เข้าออกสม่ำเสมอ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงเป็จังหวะให้ทราบได้ว่าหลับสนิทแล้ว
“ทำไมเ้าไม่ระวังตัวเสียเลย” หลิวเหว่ยก้มลงจุมพิตริมฝีปากคนไร้สติและแช่อยู่นานกว่าจะผละออก เขาอยากจะตำหนิพฤติกรรมประมาทเช่นนี้ของก้งเยว่นักเพราะหากไม่ใช่เขาที่อยู่ข้าง ๆ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเป็เช่นไรบ้าง
หลิวเหว่ยนอนลงข้าง ๆ สวมกอดคนที่หลับเข้ามากกไว้ในอ้อมอกก้มลงสูดดมกลิ่นคุ้นเคยจากไรผม ยามนี้คงเป็เวลาเดียวที่ไม่ต้องเล่นละครเ็าใส่อีกฝ่ายก่อนที่ก้งเยว่จะได้สติเขาขอเพียงนิดที่ได้กอดร่างที่คะนึง,คำนึงหามานาน
ไม่รู้ในฝันของคนเมาที่หลับอยู่เห็นภาพเช่นไรรีบซุกไซ้เข้าหาไออุ่นแน่นขึ้นจนทั้งคู่แทบจะไม่เหลือช่องว่าง
‘ข้าสัญญาว่าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเพื่อเ้า’