อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 105 คล้ายกันเลยนะคะ

            ไลลาแทบจะนิ่งเป็นรูปปั้นเธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะถามลิลลี่ว่า

            “ลิลลี่ฉันบอกเธอไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าเธอทำผิดเรื่องอะไร”

            ลิลลี่พยักหน้าตอบว่า

            “บอกแล้วค่ะคุณไลลาตอบหนูมาแล้วว่าเพราะหนูเรียกเจ้าชายโรคจิตว่าเจ้าชายโรคจิต”

            ไลลานิ่งไปอีกครั้งก่อนจะหันไปมองออกัสที่ตอนนี้กำลังกลั้นหัวเราะอยู่ เธอถลึงตามองเขาก่อนจะหันมาพูดกับลิลลี่ว่า

            “นั่นแหละคือความผิดที่ทำให้เธอต้องถูกลงโทษไง”

            แต่ลิลลี่กลับทำหน้างงบ่งบอกว่าเธอไม่เข้าใจ

            “แล้วมันผิดยังไงหรอคะ”

            “มันผิดตรงที่เธอเรียกเขาว่าเจ้าชายโรคจิตยังไงล่ะ”

            ลิลลี่เสตามองบนคล้ายกับว่ากำลังมองถังไม้บนหัวเธอก่อนจะถามอีกว่า

            “ไม่เข้าใจค่ะทำไมหนูเรียกเจ้าชายโรคจิตว่าเจ้าชายโรคจิตไม่ได้คะ”

            ไลลาพยายามอดทนอธิบายให้ลิลลี่ฟังว่า

            “ก็เพราะเขาเป็นเจ้าชายไงล่ะเธอถึงเรียกเขาว่าเจ้าชายโรคจิตไม่ได้”

            ลิลลี่พยักหน้าเหมือนจะเข้าใจก่อนจะพูดว่า

            “ที่แท้หนูก็เรียกเจ้าชายโรคจิตว่าเจ้าชายโรคจิตไม่ได้สินะคะ”

            ไลลาไม่รู้จะพูดว่าอะไรดี

            “หนูลิลลี่อย่าเรียกเขาว่าเจ้าชายโรคจิตสิ”

            ลิลลี่มองไลลาตาแป๋ว

            “ถ้าอย่างนั้นจะให้หนูเรียกเขาว่าอะไรคะ”

            “ก็เรียกเขาว่าเจ้าชายก็ได้หรือจะเรียกเต็มๆ เลยก็ได้ว่าเจ้าชายเออร์วิน”

            ลิลลี่เหมือนจะเข้าใจขึ้นมาแต่ก็ยังถามว่า

            “แล้วทำไมคราวก่อนหนูถึงเรียกเขาได้ล่ะคะ”

            “คราวก่อน?”

            “ก็ตอนที่หนูมาที่นี่วันแรกเลยสิคะหนูก็เรียกเขาว่าเจ้าชายโรคจิต”

            ไลลาพยายามอดทนอธิบายว่า

            “ก็วันนั้นหนูเพิ่งมาที่นี่วันแรกน่ะสิฉันเลยหยวนให้หนูไปก่อน แต่ตอนนี้หนูเป็นอัศวินฝึกหัดแล้วนะแล้วในฐานะอัศวินจะเรียกเจ้าชายว่าเจ้าชายโรคจิตไม่ได้”

            ลิลลี่เหมือนจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วในขณะที่ไลลานั้นแทบจะใช้พลังงานทั้งหมดไปกับการอธิบายให้ลิลลี่ฟัง ส่วนออกัสนั้นแทบตัวงอเป็นกุ้งเพราะขำไม่หยุด

            “สรุปคือหนูแค่ไม่เรียกเจ้าชายโรคจิตว่าเจ้าชายโรคจิตก็พอสินะคะ”

            ลิลลี่ที่ทำหน้าเหมือนจะเข้าใจอะไรได้พูดออกมาส่วนไลลานั้นแทบจะนิ่งค้างเป็นรูปปั้นไปในทันที

             

            คฤหาสน์ของลอร์ดอาร์เทมิส

            เหมือนเช่นทุกทีที่ลอร์ดอาร์เทมิสจะมานั่งจ้องเปลวไฟในเตาผิง เป็นเวลากว่าสามวันแล้วที่โทมัสบุตรชายของไวเคานต์โรซาลินด์ได้มีการคบหากับเจ้าชายเออร์วิน เขาใช้เวลาหลายปีหวังจะให้ลูกชายของตนอย่างกิลเบิร์ตสร้างความสนิทสนมกับเจ้าหญิงลิลิธ และสิ่งที่ได้กลับมานั้นมีเพียงแค่ท่าทีเย็นชาคล้ายกับมองไม่เห็นกิลเบิร์ตอยู่ในสายตาของเธอ พอค้นพบว่าคนเดียวที่เธอเปิดใจให้มีเพียงแค่น้องชายที่พวกเขาต่างพากันมองว่าเป็นเจ้าชายขยะ พอเขาคิดว่าจะใช้เจ้าชายขยะคนนี้ให้เป็นประโยชน์แต่เพราะการกระทำที่ผิดพลาดของกิลเบิร์ตทำให้ต้องถอยออกมาตั้งหลักใหม่

            ขณะที่เขาคิดว่าตั้งใจจะใช้เวลาเพื่อให้ความหมางใจเบาบางลงกลับไม่นึกเลยว่า คนที่ฝังตัวเองอยู่แต่ในห้องสมุดอย่างโทมัสจะเป็นคนที่สามารถตีสนิทกับเจ้าชายคนนั้นได้ก่อน เดิมทีขุนนางในไพร์ล็อกก็ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกันอยู่แล้วแต่แบ่งเป็น 2 ฝ่ายใหญ่ๆ คือฝ่ายที่ยืนอยู่ข้างพระราชาอัลเฟรดซึ่งจะประกอบไปด้วยดยุคกาเลออนกับบารอนเอเดรียน กับฝ่ายตรงข้ามอย่างไวเคานต์โรซาลินด์ ลอร์ดอาร์เทมิส มาร์ควิสราเฟลิกซ์ เคานต์เรห์นวาร์ด

            ซึ่งพักหลังมานี้กับเกิดเรื่องแปลกๆ ขึ้น อย่างเคานต์เรห์นวาร์ดที่แม้จะถอนตัวจากเรื่องพระสวามีของเจ้าหญิงแล้วออกตัวสนับสนุนกิลเบิร์ตลูกชายของเขา แต่การกระทำเกือบทุกอย่างแทบจะเรียกได้ว่ายืนอยู่ฝ่ายเชื้อพระวงศ์ และถึงแม้เขาจะยืนอยู่ไกลคนละซีกเมืองไพร์ล็อก แต่เขาก็มองออกว่าตอนนี้เคานต์เรห์นวาร์ดเบนเข็มไปที่เจ้าหญิงเรเชลแทน ส่วนมาร์ควิสราเฟลิกซ์นั้นใช้เรื่องที่หัวใจของตนเองถูกเถาวัลย์หนามสีทองนับพันไว้เป็นข้ออ้างว่าจำเป็นต้องตีสนิทกับเชื้อพระวงศ์ข้อความปลอดภัย แต่ที่ลอร์ดอาร์เทมิสรู้สึกขวางหูขวางตาเป็นที่สุดไวเคานต์โรซาลินด์

            ตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วที่เจ้าเฒ่าที่หลงไหลในศาสตร์แห่งการทำนายคนนี้ไม่เคยอยู่ในสายตาเขา เป็นคนที่ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรหรือคิดจะทำอะไรก็ไม่มีความเห็นคัดค้าน วันเวลาส่วนใหญ่ใช้ไปกับการหมกมุ่นอยู่กับศาสตร์การทำนาย ทว่าตอนนี้เขากลับรู้สึกได้ถึงภัยคุกคามจากเจ้าเฒ่าคนนี้ แม้ว่าคนคนนี้จะมีเล่ห์เหลี่ยมไม่สู้ตนแต่ก็ไม่ใช่คนโง่ถ้าหากรู้ว่าคนเดียวที่เจ้าหญิงลิลิธให้ความสำคัญคือเจ้าชายเออร์วิน จะต้องเล็งเห็นถึงผลประโยชน์จากมิตรภาพระหว่างเจ้าชายขยะกับโทมัสแม่

            ลอร์ดอาร์เทมิสเคาะนิ้วกับที่วางแขนช้าๆ ก่อนจะนึกถึงเรื่องที่กวนใจเขาอีกอย่าง กิลเบิร์ตลูกชายของเขาที่จนตอนนี้เขาก็ยังหาไม่เจอว่าผู้หญิงคนไหนที่ทำให้กิลเบิร์ตหลงไหลได้ แม้คืนนั้นเขาจะพูดไปอย่างนั้นก็ตามแต่มันไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ยอมปล่อยปัจจัยที่อาจทำให้เป้าหมายของเขาล้มเหลวไปได้

            สายตาของลอร์ดอาร์เทมิสจ้องมองเปลวไฟในเตาผิงไม่หยุด ขณะที่ความเงียบกำลังปกคลุมห้องมีเพียงแค่เสียงในเตาผิงเท่านั้นที่ดังให้ได้ยิน ในหัวของเขาตอนนี้กำลังนึกถึงปัญหาอีกอย่าง บารอนคาลีฟพ่อของชาลีฟที่ถูกเจ้าชายขยะฆ่าตายไม่มีทางยอมอยู่เฉยแน่ แม้ว่าทางอาณาจักรเซลเวเรียจะไม่มีทางขอสงครามกับเมืองไพร์ล็อกเพียงเพราะลูกขุนนางระดับล่างเพียงคนเดียว แต่มันไม่ได้หมายความว่าเรื่องๆ นี้จะจบโดยที่ไม่เกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะเมื่อขุนนางคนนั้นเป็นขุนนางภายใต้สังกัดของเคานต์วาคีนซึ่งเป็นหนึ่งในแม่ทัพแกร่งที่เฝ้าระวังชายแดนอย่างเมืองริเวอร์วิว

            เคานต์่วาคีนขึ้นชื่อเรื่องการถือหางพวกตัวเองต่อให้ทางอาณาจักรเซลเวเรียไม่ประสงค์จะก่อสงคราม ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะได้รับการคลี่คลาย ลอร์ดอาร์เทมิสมั่นใจว่าบารอนคาลีฟจะต้องขอให้เคานต์่วาคีนออกหน้าให้ตนแน่ และนั่นหมายความว่าต่อให้สงครามจะไม่เกิดแต่เมืองไพร์ล็อกไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบจากการสังหารลูกชายขุนนางของเมืองอื่นได้ และนั่นทำให้ลอร์ดอาร์เทมิสเกิดความสงสัยว่าพระราชาอัลเฟรดกับพระราชินีเอลิเซียทรงรู้เรื่องนี้หรือไม่ และยังลังเลว่าถ้าถึงเวลาที่เคานต์่วาคีนออกหน้าแทนบารอนคาลีฟตนควรจะแสดงความภักดียืนอยู่ฝ่ายพระราชาหรือจะอ้างความถูกต้องด้วยการหักหน้าพระราชาแล้วยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับเคานต์วาคีนดี หรือจะดีที่สุดคือการเพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ แล้วคอยมองผลลัพธ์อยู่เงียบๆ แต่ไม่ว่าเขาจะเลือกทางไหนเขาก็ยังไม่เห็นทางรอดของเจ้าชายขยะคนนั้นเลย

            ลอร์ดอาร์เทมิสจ้องมองเปลวไฟในเตาผิงแล้วก็แสยะยิ้มออกมา

            “ขอดูหน่อยเถอะพระราชาอันเฟรดว่าระหว่างลูกชายที่เจ้าห่วงนักหวงหนากับความสัมพันธ์กับอาณาจักรเซลเวเรียที่เกี่ยวพันกับความปลอดภัยของเมืองไพร์ล็อกเจ้าจะเลือกอะไร”

             

            ห้องของเรเวน

            หลังจากที่คุยกันเสร็จแล้วก่อนที่ลูซี่และเดซี่จะแยกย้ายกันกลับเออวิ่งกลับรั้งพวกเธอไว้

            “เดี๋ยวก่อนนะครับพอดีผมมีเรื่องจะปรึกษาพวกคุณซะหน่อย”

            “ปรึกษา?” เป็นเรเวนที่พูดขึ้น

            “ใช่ครับพอดีเป็นเรื่องเกี่ยวกับชุดที่พวกคุณจะใส่ตอนฝึกซ้อมและตอนออกกำลังกายครับ”

            เรเวนนึกถึงเรื่องที่เขาเคยพูดเมื่อตอนกลางวันขึ้นมา

            “ชุดที่เธอพูดว่าเหมาะกับการเคลื่อนไหวและการออกกำลังกายน่ะหรอ”

            เออร์วินพยักหน้า 

            “ใช่ครับ”

            สองพี่น้องลูซี่กับเดซี่ที่ได้ฟังก็สงสัยเพราะว่าปกติพวกเธอมักจะใส่ชุดของผู้ชายที่ให้ความรู้สึกคล่องตัวกว่าชุดของผู้หญิง จึงอยากรู้ว่าชุดที่เหมาะกับการเคลื่อนไหวและการออกกำลังกายที่เขาพูดเป็นยังไง ส่วนโซอี้ที่แม้จะติดขัดเพราะร่างกายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกก็ยังอยากรู้อยากเห็นไม่ต่างกัน

            เออวินหันไปมองลูซี่กับเดซี่ก่อนจะถามพวกเธอว่า

            “พวกคุณสองคนพอจะตัดเย็บผ้าเป็นไหมครับ”

            ลูซี่พยักหน้ารับก่อนจะพูดว่า

            “ถ้าแค่แบบง่ายๆ ก็พอเป็นอยู่ค่ะเพราะตอนอยู่ที่เผ่าฉันก็มาช่วยแม่ตัดเย็บเสื้อผ้าให้น้องๆ เป็นประจำ”

            ส่วนเดซี่นั้นตอบว่า

            “หนูก็เป็นนิดหน่อยค่ะแต่ว่าลิลลี่นั้นเธอคงเป็นแค่ใส่กับทำขาดค่ะ”

            ลูซี่ที่ได้ยินเดซี่พูดถึงลิลลี่กลับพยักหน้าเห็นด้วย เออร์วิินก็ยิ้มแล้วพูดกับพวกเธอว่า

            “ค่อยยังชั่วหน่อยที่ยังมีคนเย็บผ้าเป็นในหมู่พวกเรา เพราะว่าจะได้ให้พวกคุณลองเย็บดูก่อนเผื่อบางทีมันอาจจะกลายเป็นสินค้าของพวกเราได้ในอนาคตครับ สักครู่นะครับเดี๋ยวผมจะร่างแบบใส่กระดาษให้พวกคุณสองคนดูคร่าวๆ”

            พูดจบเออร์วินก็เดินออกจากห้องไปโดยพยายามเปิดประตูให้เบาที่สุดซึ่งไม่ต้องบอกก็คงจะรู้ว่าตอนนี้เตียงของเขามีเจ้าหญิงลิลิธนอนอยู่ เรเวนรู้เรื่องที่เขาตั้งใจจะเปิดร้านรับจ้างสารพัดรวมถึงวางแผนจะเปิดกิจการที่จะขยายสาขาไปทั่วทวีปอาร์เคนัส จึงไม่แปลกใจเรื่องสินค้าที่เขาพูดถึงแต่เธอกลับข้องใจเรื่องหนึ่งแทน เวลาผ่านไปไม่กี่อึดใจเออร์วินก็กลับเข้ามาในมือของเขานั้นถือสมุดและดินสอมาด้วย

            “สักครู่นะครับ” แล้วเออร์วินก็กางสมุดแล้วลืมวาดอะไรบางอย่างลงในสมุด

            เรเวนที่รู้สึกข้องใจจึงถามเขาว่า

            “ว่าแต่ทำไมเธอไม่เห็นถามฉันเลยว่าตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นไหม”

            เออร์วินถือดินสอค้างเงยหน้าขึ้นมามองเรเวนด้วยความแปลกใจ

            “พี่สาวตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นด้วยเหรอครับ”

            วินาทีนั้นเหมือนกับเวลาหยุดนิ่งแต่ประโยคคำถามที่เออร์วินพูดนั้นดังก้องอยู่ในหัวเธอไม่หยุด

            ‘พี่สาวตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นด้วยเหรอครับ’ ประโยคคำถามนี้ดังซ้ำไปซ้ำมา เรเวนหน้ากระตุกสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และกัดฟันถามเขาว่า

            “หมายความว่าที่เธอไม่ได้ถามฉันเรื่องตัดเย็บเสื้อผ้าเพราะคิดว่าฉันทำมันไม่เป็นสินะ”

            เออร์วินใจกระตุกขึ้นมาขนลุกชี้ฉันไปทั่วร่างรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี รีบพูดแก้ตัวว่า

            “มะไม่ใช่นะครับพี่สาวผมไม่ได้คิดว่าพี่สาวทำเรื่องแบบนี้ไม่เป็นนะครับ”

            เรเวนกลับยิ้มออกมาซึ่งมันชวนให้เขารู้สึกสยดสยองเช่นเดียวกับยิ้มประหารของพี่สาวเขา

            “ก็แล้วทำไมเธอไม่เห็นถามฉันเรื่องนี้บ้างเลย”

            เออร์วินรู้สึกเหมือนโดนน้ำเย็นราดลงบนศีรษะเพราะเขาก็คิดว่าเธอคงทำเรื่องแบบนี้ไม่เป็นจริงๆ จึงไม่ได้ถามเธอ เขารีบกรอกตาซ้ายขวาพยายามหาข้อแก้ตัว

            “กะกะก็เพราะว่า…”

            เรเวนเดินย่างมาหาเขาอย่างเชื่องช้าแต่ให้ความรู้สึกกดดันอย่างมหาศาล จนเออร์วินต้องก้าวถอยหลังพร้อมกับพยายามหาเหตุผลมาแก้ตัว เธอเดินก้าวเข้ามาหนึ่งก้าวเออร์วินก็ก้าวถอยหลังสองก้าว ความจริงแล้วเขาสามารถใช้ย่างก้าวเงาภูติหนีออกมาได้แต่ไม่รู้ทำไมในสมองของเขาตอนนี้กลับสั่งให้เขาคิดแต่จะหาข้อแก้ตัวอย่างเดียว

             หนึ่งเดินเข้าหาหนี่งเดินถอยหนีจนในที่สุดหลังของเออร์วินก็ติดกับผนังห้องส่วน เรเวนนั้นก็แทบจะยืนชิดกับเขา  เออร์วินเหลือบตามองเรเวนที่ตัวสูงกว่าแต่ในสายตาของเขามีเพียงหน้าอกขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างจากหน้าเขาไม่ถึง 1 นิ้ว ในขณะที่เรเวนก็เหลือบตาลงมามองเขาที่หน้าอกของเธอแทบจะบังศีรษะเอาจนมิดพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูน่าสยดสยอง

            ภาพเหตุการณ์นี้ปรากฏขึ้นกับสายตาของโซอี้ ลูซี่และเดซี่ที่อยู่ภายในห้อง เดซี่ที่มองเหตุการณ์อยู่นั้นก็กระตุกแขนเสื้อพี่สาว ลูซี่ก็หันมามองเธอเดซี่พูดเสียงแผ่วเบาว่า

            “คล้ายกันเลยนะคะ”

            “คล้าย?”

            “ก็คล้ายกับตอนที่พ่อทำอะไรผิดแล้วโดนแม่จับได้น่ะสิคะ พี่ลูซี่พี่ไม่คิดเหรอว่ามันเหมือนกันเลย”

            ลูซี่นิ่งไปทันทีก่อนจะรีบชูนิ้วชี้และทำเสียง ชู่ว เพื่อไม่ให้น้องสาวพูดเรื่องนี้ออกมาแล้วหันมามองทั้งสองคน จนได้ยินเออร์วินพูดว่า

            “มะมันไม่ใช่นะครับที่ผมไม่ถามพี่สาวเรื่องนี้ก็เพราะว่าผมไม่อยากให้พี่สาวมุ่งมั่นกับการฝึกฝนมากกว่าครับ เพราะผมสัญญากับพี่สาวไว้นี่ครับว่าจะช่วยพี่สาวพัฒนาทักษะต่างๆ ไงครับ ผมเลยคิดว่าไม่ควรจะให้พี่สาวมาเสียเวลากับเรื่องนี้”

            เรเวนจ้องมองเขาก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า

            “เธอคิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ?”

            เออร์วินรีบตอบว่า

            “จริงครับผมคิดอย่างนั้นจริงๆ สาบานได้เลย”

            รอยยิ้มของเรเวนเริ่มมีความอ่อนโยนเพิ่มเข้ามา

            “ถ้าเธอคิดแบบนั้นก็แล้วไป” พูดจบเธอก็ถอยหลังออกมาจากตัวเขา

            เออร์วินที่เห็นว่ารอดพ้นจากสถานการณ์วิกฤตก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก โดยไม่รู้เลยว่าท่าทางโล่งใจของเขานั้นเรเวนได้มองพร้อมกับรอยยิ้มแบบเดียวกลับตอนที่เธอเห็นเขาโดนลิลิธกับเรเชลซ้อมในวันนั้น เป็นรอยยิ้มที่บ่งบอกว่าเธอกำลังรู้สึกสนุก

             เออร์วินยกแขนขึ้นมาปาดเหงื่อพูดตามตรงตอนที่เขาเผชิญหน้ากับนาคราชสามเศียรหรือกริฟฟินศิลายังไม่รู้สึกกดดันขนาดนี้ เขาบ่นในใจว่า

            ‘ท่านพี่ก็ดีเรเชลก็ด้วยแล้วยังจะเรเวนอีกทำไมผู้หญิงรอบตัวเราถึงมีแต่คนน่ากลัวได้ขนาดนี้นะ’

            ก่อนจะยกสมุดขึ้นมาว่าต่อเมื่อเขาวาดไปได้สักพักก็ทำท่าคิดดูลังเลเล็กน้อย ก่อนจะวาดอะไรบางอย่างลงในสมุดต่อแล้วเขาก็พูดว่า

            “เสร็จแล้วครับ” ก่อนจะหันหน้าสมุดที่เขาวาดให้ทุกคนในห้องดู สิ่งที่เขาว่านั้นมันเป็นอะไรที่ดูแปลกตาสำหรับพวกเธอ พวกเธอมองสิ่งเหล่านั้นด้วยความสงสัยไม่เข้าใจว่าไอ้การตัดเย็บที่เขาถามพวกเธอนั้นมันเกี่ยวอะไรกับสิ่งที่เขาวาดนี้

            “นี่คือ?”

            เออร์วินยิ้มอย่างภาคภูมิใจชี้ไปที่ภาพที่เขาว่าบนสมุด

            “อันนี้เรียกว่าสปอร์ตบราครับ”

            “ “ “ “ สปอร์ตบรา?” ” ” ” เรเวน โซอี้ ลูซี่และเดซี่ต่างพูดคำที่ไม่คุ้นหูออกมา เออร์วินก็อธิบายว่า

            “ใช่ครับเป็นชุดที่เหมาะกับการออกกำลังกายนะครับสำหรับผู้หญิง ส่วนอันนี้จะเป็นท่อนบนครับ ส่วนอันนี้จะเป็นท่อนล่าง” เออร์วินชี้ไปที่สปอร์ตบราท่อนบนที่ปกปิดแค่ของสงวน กับสปอร์ตบราท่อนล่างที่เป็นกางเกงเลคกิ้งยาวเลยเข่า

            เรเวนถามเขาว่า

            “หมายความว่าเธอจะให้พวกฉันใส่เจ้านี้ฝึกแล้วก็ออกกำลังกายน่ะเหรอ”

            เออร์วินพยักหน้าอย่างมั่นใจ

            “ใช่ครับ”

            โซอี้ยังไม่เท่าไหร่แต่เรเวน ลูซี่และเดซี่กลับนึกภาพเธอที่ใส่เจ้าสิ่งนี้และเคลื่อนไหวกลางแจ้งที่มีผู้คนอยู่ ทันใดนั้นใบหน้าของพวกเธอก็แดงแจ๋ทันที เออร์วินที่ยังไม่รู้ถึงปฏิกิริยาของพวกเธอก็ชี้ไปที่อีกภาพหนึ่งบนสมุดแล้วพูดด้วยหน้าตาเฉยว่า

            “ส่วนเจ้านี่นะครับผมตั้งใจจะให้มันเป็นสินค้าที่เราจะผลิตขายในอนาคตมันคือชุดชั้นในแบบใหม่ครับ ถ้าสิ่งนี้เรียกว่าบรามีหลายแบบเกินเจ้าสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ปกปิดท่อนล่าง…” เออร์วินพูดยังไม่ทันจบเรเวนก็ทนไม่ไหวรีบพูดเอามาว่า

            “โรคจิต”

            “เอ๊ะ?” เออร์วินไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ เขาถึงโดนด่าว่าโรคจิต

            ลูซี่ก็พูดด้วยท่าทางกระบิดกระบวนไปมาว่า

            “เจ้าชายเพคะคือว่า…หม่อมฉันคิดว่า…”

            เธอพูดเพียงเท่านี้แล้วก็ไม่พูดอะไรออกมาอีก ในขณะที่เออร์วินยังงุนงงอยู่เดซี่ก็พูดออกมาว่า

            “เจ้าชายลามก” แล้วเธอก็รีบเข้าไปหลบด้านหลังพี่สาว

            “ฮะ?”


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน