อลินตา... หมอผีข้ามภพ

    บทที่ 122

                    บรรยากาศในช่วงพลบค่ำเช่นนี้ถ้าเป็นในตัวเมืองหรือเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ก็จะดูไม่น่ากลัวอะไรเพราะแสงไฟเจิดจ้าเต็มเมือง แต่ไม่ใช่กับที่นี่วัดป่าวิเวกธรรมแห่งนี้ ซึ่งกริบมากบรรยากาศภายในวัดแถบชนบทแวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า ผู้คนหามีไม่ สรรพสิ่งดูเงียบเงียบจนกระทั่งได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง เป๋ามองไปทางอลินตา ตอนนี้หญิงสาวนั่งคุกเข่าตรงหน้าพระประธานโดยหันหน้าออกไปทางประตูโบสถ์ หลับตาทำสมาธินิ่งงันปล่อยให้เป๋าที่สมาธิแตกซ่านไปทางไหนก็ไม่ทราบได้ นั่งกระวนกระวายอยู่เพียงคนเดียวเป๋าประนมมือตลอดเวลา ก่อนอลินตาจะเข้าสู่ห้วงสมาธิ เธอได้สั่งความกับเป๋าไว้

                    “ฉันสร้างข่ายเขตมนต์เอาไว้รอบบริเวณโบสถ์หลังนี้แล้วจะไม่มีอะไรเข้ามาในนี้ได้ แต่ขณะเดียวกัน เป๋าตุง..” เป๋ากลืนน้ำลายเอื้อกเพราะเสียงอลินตาจริงจังมาก

                    “ในเมื่อข้างนอกเข้ามาข้างในไม่ได้ข้างในก็ออกไปข้างนอกไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะได้ยินเสียงใครมาเรียกต่อให้เป็นเสียงหมิงเต๋อนายก็ห้ามเปิด จนกว่าฉันจะอนุญาต เข้าใจใช่ไหม..?” เป๋ารีบรับปากทันที

                    “ต่อให้เสียงแม่มาเรียกเป๋าก็จะไม่เปิดค่ะ คุณอลิน..” อลินตายิ้มพึงใจ

                    “อือ... ดีมาก”จากนั้นก็ส่งสายสิญจน์สีน้ำเงินที่ถักร้อยอย่างดีให้กับเป๋า

                    “ใส่เอาไว้ที่ข้อมือส่วนแหวนที่ฉันให้ไป ได้เอาติดตัวมาไหม?” เป๋าพยักหน้าจนผมปลิวอลินตาพยักหน้ารับเป็นเชิงตอบกลับว่าดีมากซึ่งเป๋านั้นตั้งแต่โดนผีนางรำหลอกหลอนหน้ารถแล้วแม่เพียงผีตายทั้งกลมออกมาช่วยเอาไว้เป๋าก็ไม่เคยให้แหวนนั้นห่างออกจากตัวอีกเลย หลังจากที่อลินตาสั่งความกับเป๋าเสร็จหญิงสาวก็นั่งสมาธิ เพื่อเป็นการตั้งหลักสำหรับการเผชิญหน้าลมเพลมพัดที่คงจะโบกสะบัดมาในคืนนี้ทว่าเมื่อจิตของอลินตาดิ่งลงสู่ห้วงสมาธิ

                    พลัน... หญิงสาวก็ต้องแปลกใจยิ่งเมื่อภาพที่เธอเห็นในมโนจิต กลับกลายเป็นชายหนุ่มที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีกำลังเดินเข้ามาทางโบสถ์ที่เธอปักหลักอยู่ชายหนุ่มคนนั้นแต่งตัวแบบชาวเหนือผู้ยิ่งยศในสมัยโบราณ คล้ายเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินผู้สูงศักดิ์ในสมัยนั้นห้วงภวังคจิตนั้นอลินตาอุทานเบาๆ แต่ระคนไปด้วยความแปลกใจ

                    “เจ้าภูแสน!!!”เจ้าภูแสนตรงหน้าอลินตาตอนนี้ ทั่วร่างเรืองรองผ่องรัศมีเดินเข้ามาใกล้โบสถ์เรื่อยๆ ประตูโบสถ์เปิดออกโดยอัตโนมัติ เจ้าภูแสนในภวังค์ยิ้มละไมให้เธอ เป็นยิ้มที่ดูชืดๆ แต่อ่อนโยนและเป็นมิตรเจ้าภูแสนเดินมาหยุดยืนที่หน้าโบสถ์ ก่อนจะพูดขึ้น

                    “ยินดีนักที่แม่หญิงจะกลับไปที่คุ้มจงจำคำของข้าไว้ หอแสนหลวงมิได้ตั้งอยู่แค่บนแผ่นดินแม้นใต้พิภพก็มีหอแสนหลวงเช่นเดียวกัน ข้าจะรอแม่หญิงอยู่ที่นั่น จงหามันให้เจอ..!”อลินตาจ้องเขม็งไปที่ร่างอันเป็นทิพย์ของเจ้าภูแสน ก่อนจะเอ่ยถาม

                    “ท่านคือเจ้าภูแสนเหรอคะ?”เจ้าภูแสนในภวังค์นิมิตพยักหน้าช้าๆ เป็นการตอบรับอลินตารีบถามต่อทันที

     

                    “ถ้าท่านเป็นเจ้าภูแสนแล้วเขาเป็นใคร..” กายทิพย์ของเจ้าภูแสนยิ้มสุภาพก่อนจะค่อยๆ เลือนรางแบบสโลโมชั่นและพลันหายวับไปคล้ายหมอกจางคลายจังหวะนั้นอลินตาลืมตาพรึ่บพร้อมกับยันกายนั่งคุกเข่าในท่าเตรียมพร้อมออกวิ่งเมื่อสัมผัสได้ว่าด้านหน้าโบสถ์มีบางสิ่งกำลังใกล้เข้ามา อลินตาพร้อมบวกมากสาวเป๋าที่นั่งๆ อยู่เห็นเจ้านายลุกพรวดขึ้นแบบนั้นก็หน้าเหวอไปทันที รีบหันไปจ้องทางประตูโบสถ์เช่นกันแต่แล้วก็ต้องนิ่งไป เพราะคนที่เปิดประตูเข้ามาเป็นเจ้าภูแสนกับหมิงสองหนุ่มเดินถือดาบมากันคนละเล่มอลินตามองแว้บเดียวก็รู้ว่าเป็นตัวจริงเสียงจริงอย่างไม่ต้องสำรวจ หญิงสาวถามเจ้าภูแสนทันที

                    “รู้ได้ไงว่าฉันอยู่ที่นี่?”เจ้าภูแสนทำหน้างง ก่อนตอบ

                    “สมองเสื่อมหรือไง? ก็เธอนัดให้มาที่โบสถ์..” อลินตาหรี่ตามองแต่ไม่พูดอะไรและเก็บความสงสัยไว้ในใจแต่เจ้าภูแสนนี่สิ กลับไม่ชอบสายตาที่หญิงสาวมองมามันดูเหมือนไม่ไว้ในกัน

                    “มองแบบนั้นมันหมายความว่ายังไง?”อลินตาตอบแบบตัดบท

                    “ไม่มีอะไรตอนนี้ให้ทุกคนระวังตัวกันด้วยพวกมันกำลังมา! หมิงเต๋อ เป๋าตุง..” ประโยคหลังอลินตาหันไปสั่งลูกน้องของตนอย่ารวดเร็ว

                    “สวมแหวนที่ฉันให้เอาไว้อย่าให้หลุดจากนิ้วเด็ดขาด และห้ามออกจากโบสถ์ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ส่วนเจ้า..”อลินตามองหน้าเจ้าภูแสน ก่อนจะพูดสั้นๆ

                    “เอาตัวรอดให้ได้ ดวงชะตาคงไม่ถึงฆาตในวันนี้หรอกมั้ง?”เจ้าภูแสนแค่นยิ้มให้คนพูด นอกจากจะไม่เคยห่วงใยกันแล้วคำพูดยังแห้งแล้งอีกต่างหาก เจ้าภูแสนคงไม่รู้ที่อลินตาพูดไปแบบนั้น ก็เพราะว่าอยากจะทัศนาฝีมือเจ้าภูแสนและอลินตาก็เริ่มสงสัยแล้วว่า ถ้ากายทิพย์ในนิมิตนั่น เป็นเจ้าภูแสนแล้วคนตรงหน้านี้เป็นใคร!?

                    ที่สำคัญต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอนคงจะมีวิชาอาคมติดตัวอยู่ไม่น้อยเพราะเจ้าภูแสนมาที่นี่ครั้งแรก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่วัดนี้มีโบสถ์สองหลังซึ่งอลินตาเลือกที่จะมาตั้งหลักอยู่ที่โบสถ์หลังเก่าและเจ้าภูแสนก็มาหาเธอที่โบสถ์หลังนี้โดยไม่ถามสักคำเรื่องโบสถ์ทั้งสองหลังทั้งที่โบสถ์หลังใหม่นั้นตั้งอยู่ด้านหน้าโบสถ์หลังเก่าแห่งนี้คิดได้ดังนี้ภายในใจของอลินตาก็กระหวัดไปถึงโหรหลวงหนานเมืองอินทร์ ว่าจะระแคะระคายหรือว่าสงสัยในเรื่องนี้หรือไม่..

                    เวลาเคลื่อนตัวไปและเริ่มเข้าสู่ช่วงดึกดื่นขึ้นทุกทีมานพที่คอยอุปัฏฐากดูแลหลวงตาอ่อนจนหลับไปแล้วนั้น ตัวมานพกลับไม่ได้รู้สึกอยากหลับนอนแต่ประการใดเขาคลานมานั่งมาหน้าหิ้งพระแล้วประนมมือสวดมนต์บทเจ็ดตำนานแต่แล้วขณะที่ขึ้นบทสวดยังไม่ทันไร เสียงของเพื่อนสาวอลินตาก็ดังขึ้นแทรกเยือกเย็น!

                    “มานพ นอนรึยัง?ทำอะไรอยู่?” มานพที่นั่งอยู่หน้าหิ้งพระเงียบกริบแต่ขนลุกตั้งชันยังคงประนมมือค้าง เขาคิดใคร่ครวญแต่ไม่ได้ส่งเสียงใดๆ ตอบกลับไปอลินตาจึงได้เรียกเพื่อนหนุ่มขึ้นอีกครั้ง

                    “นี่ นายไม่ต้องมากลัวเลยนะฉันเอง อลินตาตัวจริงเสียงจริง หลวงตานอนแล้วใช่ไหม?ฉันจะมาบอกว่าพวกมันกำลังจะมาแล้วถ้านายยังไม่หลับก็ไปตั้งหลักในโบสถ์กับพวกฉันก่อน” เมื่อได้ยินแบบนั้นมานพนึกรู้ทันที! ใครว่าพวกมันกำลังจะมา พวกมันมาแล้วต่างหาก! ทำไมเขาจะไม่รู้เป็นเพื่อนกันมานานเท่าไหร่

                    คนอย่างอลินตาไม่มีทางฝ่าฝืนคำพูดของตัวเอง!เธอบอกว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นห้ามออกจากกุฏิของหลวงตาอ่อนอย่างเด็ดขาดนั่นจึงทำให้มานพนั่งเงียบและไม่ตอบโต้กับเสียงของอลินตาด้านนอกและนั่นคงทำให้มานพไม่รู้ ว่ามันเป็นการยั่วให้อลินตาคนที่อยู่ด้านนอก เก็บงำตัวตนไม่อยู่...!

    คล้ายกับเรื่องอลินตา... หมอผีข้ามภพ ที่คุณอ่าน