จิ่งอี๋ข่มอารมณ์เอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป “ข้าจะมอบทรัพยากรให้เจ้าสามเท่าเพื่อแลกกับโอสถเลือดมังกรของเจ้าหนึ่งเม็ด!”
ความจริงแล้วโอสถพลังกาย จิ่งอี๋สามารถให้ตันซิงจื่อช่วยหลอมให้ก็ได้ เพียงแต่หากต้องการโอสถขั้นสุดยอด แม้ว่าวิชาหลอมโอสถของตันซิงจื่อจะเป็นระดับปรมาจารย์แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถหลอมโอสถขั้นสุดยอดได้ทุกครั้งตามที่ต้องการ
หากจะให้มู่เทียนเซี่ยมีพลังแข็งแกร่งขึ้นในระยะเวลาอันสั้น โอสถเลือดมังกรนี้จึงจำเป็นอย่างมาก!
“หากผู้อาวุโสจิ่งอี๋ต้องการ ศิษย์จะยอมแลกก็ได้ขอรับ” มู่เชียนจิ่วเอ่ยต่อ “แต่ศิษย์มีข้อแม้หนึ่งอย่าง โอสถเลือดมังกรเม็ดนี้ห้ามให้มู่เทียนเซี่ยเด็ดขาด”
จิ่งอี๋ขมวดคิ้วมุ่น ที่นางต้องการแลกโอสถก็เพื่อเอาไปให้มู่เทียนเซี่ย เพราะด้วยตบะบารมีระดับนาง จะต้องการโอสถเลือดมังกรไปเพื่ออะไรกัน?
ผู้อาวุโสที่อยู่ ณ ที่นี้ต่างรู้ดีว่าเด็กทั้งสองมีความแค้นต่อกัน ดังนั้นเรื่องนี้พวกเขาเองก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้
เรื่องนี้หากลองคิดดูดี ๆ แล้วก็พอเข้าใจได้
หากเป็นพวกเขาเอง ใครอยากจะเอาโอสถที่ตนเองหลอมขึ้นมาให้กับคนที่เป็นศัตรูของตัวเองกันล่ะ
ต่อให้เป็นศิษย์ในสำนักเดียวกัน แต่บางเรื่องก็ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ
“เอ่อ...ศิษย์น้องจิ่งอี๋ หากเจ้าต้องการโอสถเลือดมังกร ช่วงนี้ข้ามีเวลาว่างพอดี...” ทันใดนั้นตันซิงจื่อก็เอ่ยทำลายบรรยากาศอึมครึม “หากเจ้าต้องการ...”
“ไม่ต้อง!” จิ่งอี๋ปฏิเสธทันควัน พลางมองไปยังมู่เชียนจิ่วครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนกายจากไป
ตันซิงจื่อมุมปากกระตุกเล็กน้อย อย่างไรเสียเขาก็เป็นปรมาจารย์หลอมโอสถคนหนึ่ง โอสถที่เขาหลอมออกมาหาใช่ของที่ให้กันได้ง่าย ๆ เมื่อครู่เขาเป็นฝ่ายเสนอว่าจะช่วยหลอมโอสถให้ แต่กลับถูกเมินเช่นนี้น่ะหรือ?
ผู้อาวุโสสูงสุดและผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ต่างคลี่ยิ้มแห้ง ๆ ออกมา ศิษย์น้องหญิงของพวกเขาคนนี้มีนิสัยเอาแต่ใจ จู่ ๆ ถูกเด็กคนหนึ่งปฏิเสธคงจะรู้สึกเสียหน้าไม่น้อย
แต่เด็กคนนี้ก็ไม่ได้ทำผิดอะไร
และเวลานี้พวกเขายังคาดหวังว่า เด็กคนนี้จะสามารถเจิดจรัสในการประลองระหว่างสำนักได้ ต้องบอกก่อนว่าการประลองระหว่างสำนักไม่ได้มีเพียงการประลองความแข็งแกร่งทางตบะบารมีของเหล่าศิษย์ใหม่เท่านั้น แต่ยังมีการประลองหลอมโอสถ หลอมอาวุธ วาดยันต์ และอีกหลาย ๆ ทักษะ
หากเด็กคนนี้สามารถหลอมโอสถขั้นสุดยอดในการประลองระหว่างสำนักได้อีกครั้งละก็ เขาต้องเป็นผู้ชนะหนึ่งในสามอันดับแรกอย่างแน่นอน!
“เด็กน้อย นอกจากหลอมโอสถแล้ว เจ้ายังสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง?” แววตาที่ผู้อาวุโสสูงสุดมองไปยังมู่เชียนจิ่วแฝงไว้ด้วยความคาดหวัง
มู่เชียนจิ่วแสร้งทำเป็นลังเลเล็กน้อย
ผู้อาวุโสสูงสุดจึงหัวเราะออกมา “วางใจเถอะ ที่นี่ล้วนมีแต่คนกันเอง เจ้าบอกพวกเรามาได้เลย”
“นอกจากหลอมโอสถแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการวาดยันต์ หลอมอาวุธ สร้างค่ายกล ข้าสามารถทำได้อย่างละนิดละหน่อยขอรับ” มู่เชียนจิ่วเองก็ไปปิดบัง อย่างไรเสียเรื่องพวกนี้ต่อไปนางก็ไม่สามารถปิดบังได้อยู่แล้ว สู้เปิดเผยให้พวกเขารู้ไปเลย ต่อไปนางจะได้ไม่ต้องพะวักพะวน ทำของพวกนี้อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ อีก
เมื่อได้ฟังคำกล่าวนั้น ผู้อาวุโสต่างก็มองหน้ากัน พวกเขาคิดว่าเด็กคนนี้จะทำได้แค่อย่างสองอย่างเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าจะมีความสามารถรอบด้านเช่นนี้!
แน่นอน หากพวกเขาได้รู้ว่าสิ่งที่มู่เชียนจิ่วบอกว่า ‘ทำได้อย่างละนิดละหน่อย’ ความจริงแล้วนางสามารถทำได้ไม่ด้อยไปกว่าการหลอมโอสถละก็ เกรงว่าพวกเขาคงตกตะลึงจนปากอ้าตาค้างเป็นแน่
“หืม เจ้าหลอมอาวุธเป็นด้วยอย่างนั้นหรือ?” ผู้อาวุโสรอง หวังฮง มองมู่เชียนจิ่วด้วยดวงตาเป็นประกาย เขาศึกษาการหลอมอาวุธมาทั้งชีวิต บัดนี้ฝีมือของเขาสามารถหลอมสมบัติวิญญาณขั้นสุดยอดได้แล้ว
ก้าวต่อไปก็คือ อาวุธครึ่งเซียน น่าเสียดายที่การจะหลอมอาวุธเซียนนั้น วัสดุที่ใช้กลับหาได้ยากยิ่ง อีกทั้งยังต้องใช้ไอเซียนในการหล่อ สิ่งเหล่านี้เขายังไม่สามารถหามาได้
บัดนี้จึงหยุดอยู่ที่ระดับปรมาจารย์หลอมอาวุธ หลายร้อยปีแล้วยังไม่สามารถพัฒนาต่อได้อีกเลย
“ขอรับ ศิษย์ทำเป็นแค่เล็กน้อยขอรับ” มู่เชียนจิ่วยิ้มจนตาหยิบหยี ในกาลก่อน อีกเพียงนิดเดียวนางก็จะสามารถหลอมอาวุธครึ่งเซียนได้แล้ว น่าเสียดาย เพราะขาดวัสดุสำคัญชิ้นหนึ่งจึงทำให้ล้มเหลว
แต่ต่อให้ไม่สำเร็จ อาวุธที่นางหลอมออกมาก็ยังแข็งแกร่งกว่าสมบัติวิญญาณขั้นสุดยอดทั่วไปมากทีเดียว
ว่ากันตามตรงแล้ว อาวุธที่นางหลอมออกมาเหนือกว่าของผู้อาวุโสรองหวังฮงเสียอีก!
“เหลวไหล!” ตันซิงจื่อโมโหจนตัวสั่น เมล็ดพันธุ์ที่ดีเช่นนี้กลับเรียนมั่วไปหมด เป็นแค่นักหลอมโอสถอย่างเดียวไปที่ไหนก็สบายแล้วไม่ใช่หรือ?
หวังฮงมองหน้าตันซิงจื่อ “ศิษย์น้อง เจ้าหมายความว่าอย่างไรหรือ?!”
“เอาละ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว!” ผู้อาวุโสสูงสุดเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ทะเลาะกันต่อหน้าศิษย์เช่นนี้ ใช้ได้ที่ไหนกัน!”
หวังฮงแค่นเสียงเย็นออกมาและไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เขายอมรับว่าการหลอมอาวุธไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าการหลอมโอสถ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะสามารถดูถูกความชอบของเขาได้ตามอำเภอใจเช่นนี้!
“ในเมื่อพวกเจ้าอยู่กันพร้อมหน้า ข้ามีเรื่องที่จะปรึกษาพวกเจ้าอยู่พอดี” ผู้อาวุโสสูงสุดมองไปทางศิษย์น้องของตน “พรุ่งนี้ข้าจะเปิดแดนลับ ส่งศิษย์กลุ่มนี้เข้าไปฝึกฝน ค้นหาของวิเศษ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพวกเขา”
“พรุ่งนี้หรือขอรับ?”
“จะรีบร้อนเกินไปหรือไม่ขอรับ?”
ผู้อาวุโสสูงสุดกวาดตามองเหล่าศิษย์น้อง ก่อนอธิบาย “เนื่องจากการประลองระหว่างสำนักครั้งนี้จัดขึ้นอย่างกะทันหัน พวกเราจึงมีเวลาเหลือไม่มากแล้ว”
“เรื่องนี้ควรรอท่านเจ้าสำนักกลับมาค่อยตัดสินใจดีหรือไม่ขอรับ?” จื่อหรันเสนอแนะ พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
มู่เชียนจิ่วแอบฟังการสนทนาของพวกเขา เริ่มฝึกพรุ่งนี้ดูจะกะทันหันไปจริง ๆ แต่สำหรับนางแล้วจะฝึกตอนไหนก็ไม่ได้แตกต่างมากมายนัก!
ยิ่งไปกว่านั้น เวลาหนึ่งวันก็เพียงพอให้นางหลอมโอสถเลือดมังกรได้แล้ว ถึงเวลาพลังของนางจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า!
ด้วยพลังระดับฌานดรุณขั้นกลาง ก็เพียงพอที่จะทำให้นางขึ้นเป็นผู้นำของบรรดาศิษย์ที่เข้ามาใหม่แล้ว
“ท่านเจ้าสำนักไม่เคยสนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว” ตันซิงจื่อเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “อีกอย่าง ข้าเองก็คิดว่าศิษย์พี่ใหญ่พูดถูก พวกเราเหลือเวลาไม่มากแล้วจริง ๆ บรรดาศิษย์กลุ่มนี้มีหลายคนที่มีความสามารถเก่งกาจ ขอเพียงระมัดระวังให้มาก ก็ไม่น่าจะมีอันตรายใด ๆ”
ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ จึงทำได้เพียงถอนหายใจออกมา ไม่โต้แย้งใด ๆ อีก
การประลองระหว่างสำนักครั้งนี้สำคัญมากจริง ๆ พวกเขาไม่สามารถประวิงเวลาได้อีกแล้ว
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะแจ้งให้ยอดเขาต่าง ๆ และศิษย์พี่จิ่งอี๋ทราบเองขอรับ” ผู้อาวุโสเจ็ด โจวฉางอันเอ่ยขึ้น
ผู้อาวุโสสูงสุดพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองทางมู่เชียนจิ่ว “เด็กน้อย เจ้าเองก็ไปเตรียมตัวเถอะ”
“ขอบคุณผู้อาวุโสสูงสุดที่เตือนขอรับ” มู่เชียนจิ่วกลอกตาไปมา น่าเสียดายที่นางไม่สามารถสังหารมู่เทียนเซี่ยในแดนลับได้ แต่แค่สั่งสอนเล็ก ๆ น้อย ๆ คงไม่มีปัญหาอะไรกระมัง!
“อืม” ผู้อาวุโสสูงสุดมองด้วยสายตาปลาบปลื้ม เด็กคนนี้จะเคยคารวะใครเป็นอาจารย์มาก่อนก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขา แต่บัดนี้เด็กคนนี้เข้ามาอยู่ในสำนักชิงอวิ๋นของพวกเขาแล้ว ก็เท่ากับเป็นศิษย์สำนักชิงอวิ๋นคนหนึ่ง!
หวังว่าเด็กคนนี้จะสามารถเฉิดฉายความสามารถออกมาในการประลองระหว่างสำนัก
ก่อนจะจากไป ผู้อาวุโสสูงสุดบังเอิญเหลือบไปเห็นซู่เหยที่อยู่ไม่ไกลนัก สายตาจึงเผยประกายความสงสัยออกมา
ทว่าไม่นานเขาก็สลัดความคิดนั้นทิ้งไป
บางทีเขาอาจจะคิดมากไปเอง
หลังจากที่บรรดาผู้อาวุโสสูงสุดจากไปแล้ว มู่เชียนจิ่วก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก โชคดีที่เจ้าเด็กพวกนั้นไม่ได้สงสัยในตัวนาง
แต่ก็ไม่แปลก ตอนนั้นนางบาดเจ็บหนักจนกายเนื้อดับสูญ แม้แต่จิตวิญญาณสุดท้ายก็ยังถูกรอยแยกของห้วงเวลาดูดกลืน
ในสายตาของเจ้าเด็กพวกนี้ ไม่มีทางที่นางจะฟื้นขึ้นมาได้อีก และไม่มีทางเกิดใหม่ได้อย่างแน่นอน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการจะมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าพวกเขา
“ลูกพี่ เจ้าคนนั้นเหมือนจะสังเกตเห็นข้าแล้วขอรับ!” ซู่เหยรีบปีนขึ้นมาบนบ่าของมู่เชียนจิ่ว ขนดำ ๆ บนกายยังชี้โด่ชี้เด่อยู่เช่นนั้น ดูน่าขันยิ่งนัก
“ไม่เป็นไร เขาจำเจ้าไม่ได้หรอก” มู่เชียนจิ่วเอ่ยจบก็หันไปพิจารณาซู่เหย
“อืม ขนเช่นนี้ของเจ้าก็ดูไม่เลวเหมือนกันนะ”
ทันทีที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ ซู่เหยก็หงุดหงิดขึ้นมาทันที มันยืนของมันอยู่ดี ๆ จู่ ๆ ก็ถูกฟ้าผ่า แค่นึกถึงก็รู้สึกปวดใจแล้ว
.
.
.