ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 155 ฝึกฝนกลางอากาศ

            “ได้อยู่หากติดตามข้าแต่ข้าไม่เข้ารับด่านเคราะห์เทพแทนท่านหรอก”

            เสิ่นเสวียนโบกมือทันทีพันปีที่ผ่านมาของเขาใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ด่านเคราะห์อัสนีมาตลอดรู้รสชาติของด่านเคราะห์อัสนีเป็นอย่างดี ตัดสินใจแล้วว่าจะออกห่างให้ไกล

            “ข้าขู่เจ้าให้ตกใจไม่ได้ให้เจ้ามาช่วยสักหน่อย”

            เสวียนหลิงเอ่อร์กลอกตามองบนแต่ไม่รู้เพราะอะไรแม้แต่คนอย่างนางยังรู้สึกได้ว่าติดตามเสิ่นเสวียนแล้วจะปลอดภัยนางเคยลองคาดเดาตัวตนของเสิ่นเสวียน แต่สุดท้ายก็ไม่รู้อะไรเลย

            แม้แต่ในอาณาจักรเซียนจักรพรรดิเซียนที่ฝึกฝนอย่างสันโดษมานับหมื่นปีก็ไม่มีใครที่เหมือนกับเสิ่นเสวียนเลย

            “ข้าจะเริ่มฝึกฝนแล้วเจ้าล่ะ”

            “เจ้าจะฝึกฝนหรือรอก่อนเถอะ”

            เสวียนหลิงเอ่อร์มองเสิ่นเสวียนพลางส่ายหัว

            “หมายความว่าอย่างไร” เสิ่นเสวียนไม่เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายเลย

            “เจ้าฝึกฝนรวดเร็วมากเกินไปโดยเฉพาะหยวนก่อกำเนิดหกธาตุของเจ้าจำเป็นต้องใช้พลังจำนวนมากสภาวะตันเถียนของเจ้าตอนนี้ยังไม่เพียงพอต่อพลังที่เจ้าต้องการอีกทั้งรากฐานของเจ้าไม่ดีเอาเสียเลย เมื่อเจ้าฝึกฝนถึงขั้นมหายานแล้วความผิดปกติจะแสดงออกมาให้เห็นเอง”

            ร่างของเสวียนหลิงเอ่อร์ลอยไปนั่งบนเก้าอี้ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษบนเรือเสวียนอู่พลางกล่าวด้วยท่าทีสบายๆ

            เสิ่นเสวียนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสงสัยเป็นอย่างมากสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวมาสอดคล้องกับความเป็นจริงแต่จะจริงเท็จอย่างไรต้องครุ่นคิดให้ดี

            “ท่านเข้าใจเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร”

            “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า”เสวียนหลิงเอ่อร์ส่ายหัว

            “ข้ารู้ว่าเพราะเหตุใดเจ้าจึงรีบร้อนฝึกฝนเพื่อที่จะไปสู้กับคนผู้นั้นใช่ไหม! พลังของคนผู้นั้นแข็งแกร่งกว่าเจ้าและข้ามากต่อให้ฝึกฝนอย่างไร ตราบใดที่เขาอยู่ในโลกใบนี้ เขาจะสัมผัสได้ทั้งหมด หากเจ้าเข้าฝ่าด่านเคราะห์เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าจะหนีไปจากเขาไม่ได้” เสวียนหลิงเอ่อร์กล่าวจี้ใจเสิ่นเสวียน

            เสิ่นเสวียนหรี่ตามองเสวียนหลิงเอ่อร์กระทั่งถึงตอนนี้เขาจึงได้เชื่อในคำของอีกฝ่าย

            “ท่านกล่าวได้ถูกต้อง”

            เสิ่นเสวียนกล่าวพลางพยักหน้าอีกฝ่ายนั้นไม่ธรรมดาเลย ตนเองไม่รู้อะไรเกี่ยวกับนางแม้แต่น้อยแต่นางกลับรู้จักเขาราวกับสร้างเขามาด้วยตนเอง

            “ดังนั้นการทำให้ตันเถียนใหญ่ขึ้นทำให้พลังยุทธ์มั่นคงขึ้น คือทางเลือกเดียวของเจ้า”เสวียนหลิงเอ่อร์ยิ้มให้เสิ่นเสวียนด้วยความพึงพอใจทำให้เสิ่นเสวียนที่สบตานางเหม่อลอยไปเล็กน้อย

            เสิ่นเสวียนดึงสติกลับมาโดยเร็วก่อนจะกล่าว “ตราบใดที่ข้าไม่ฝ่าด่านเคราะห์ ข้าจะอยู่ในที่ลับไปตลอดกาลและเมื่อใดที่ข้าฝ่าด่านเคราะห์เมื่อนั้นข้าจะเปลี่ยนจากอยู่ในที่ลับกลับสู่ที่แจ้ง”

            “ไม่ผิดเปิดทวารแล้วฝึกฝนไปเถอะ ข้าจะไปพักก่อน”

            เสวียนหลิงเอ่อร์ทำมือชื่นชมเสิ่นเสวียนการเรียนรู้ของเสิ่นเสวียนค่อนข้างยอดเยี่ยม ไม่อย่างนั้นนางคงไม่เลือกเขาเช่นกัน

            เสิ่นเสวียนมองเสวียนหลิงเอ่อร์กลับเข้าไปในโลงศพสีแดงพลางกล่าวพึมพำ

            “ท่านเป็นใครมาจากไหนกันแน่”

            แม้จะพึมพำอยู่ในใจแต่แรงกดดันต่อจิตใจของเขากลับยิ่งใหญ่มากเหลือเกิน

            อยากจะรวบรวมพลังสำหรับต่อสู้กับจักรพรรดิเซียนให้สำเร็จก่อนเข้าฝ่าด่านเคราะห์ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นเพียงฝันกลางวัน แต่ตอนนี้อีกฝ่ายมายังโลกนี้แล้วตนเองคงทำได้แค่นี้ ยิ่งเข้ารับด่านเคราะห์เร็วเท่าไร เขายิ่งตายเร็วขึ้นเท่านั้น

            หลังจากเสวียนหลิงเอ่อร์ไปพักแล้วเสิ่นเสวียนจึงเริ่มฝึกฝนอยู่ภายในห้อง

            ก่อนจะฝึกฝนเขาติดตั้งค่ายกลบางอย่างขึ้นรอบๆ ร่างตนเองหนึ่งคือค่ายกลที่จะควบคุมไม่ให้พลังเล็ดลอดออกไปภายนอกสองคือค่ายกลที่ลดแรงสั่นสะเทือน และสามคือค่ายกลป้องกันตัวหากมีพลังภายนอกโจมตีเข้ามาจะต้านทานได้เล็กน้อย

            จากนั้นเขาจึงหลับตาลงทำสมาธิ

            เขาครุ่นคิดไตร่ตรองในตนเองส่งจิตวิญญาณเข้าสู่ตันเถียน ขนาดของตันเถียนในตอนนี้หากกล่าวถึงการกักเก็บพลังแล้วอยู่ในระดับเดียวกับขั้นเปิดทวารระดับปลายในชาติก่อนของเขาแล้วเขาในชาติก่อนเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะสามารถหนีรอดจากยอดฝีมือขั้นแยกเทวะได้ในขั้นเปิดทวารระดับปลายส่วนตันเถียนของเขาในตอนนี้เทียบเท่ากับตอนนั้นแล้วแสดงให้เห็นว่าร่างนี้มีกำลังแฝงมากมายเพียงใด

            หลังจากที่เขาเริ่มฝึกฝนรูขุมขนบนร่างกายกว่าห้าล้านจุดก็เปิดออกทั้งหมดพร้อมกับดูดซับพลังจากฟ้าดินเข้าไปอย่างบ้าคลั่งราวกับเป็นเครื่องจักร

            หลังจากพลังฟ้าดินเหล่านั้นถูกดูดเข้าไปทางรูขุมขนแล้วก็ไหลผ่านเส้นชีพจรไปอย่างรวดเร็วสุดท้ายจึงไปรวมตัวกันที่ชีพจรหลักและกระจายไปทั่วทั้งร่างกายก่อนเข้าสู่ตันเถียน

            ทุกครั้งที่ไหลผ่านตันเถียนจะเป็นการขยายตันเถียนให้ใหญ่ขึ้น ทำให้ชีพจรมีขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่องและสุดท้ายพลังทั้งหมดจะเข้าไปอยู่ในตันเถียน ค่อยๆ เติมเต็มตันเถียนไปทีละน้อย

            เขาในตอนนี้หยวนก่อกำเนิดตัวน้อยกำลังนั่งอยู่ใจกลางตันเถียน

            การหลอมรวมหยวนก่อกำเนิดหลายวันที่ผ่านมานี้หยวนก่อกำเนิดตัวน้อยเติบโตกว่าก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัดร่างของเขาถูกหล่อเลี้ยงด้วยพลังภายในตันเถียนอยู่ตลอดเวลาทำให้มีพลังบริสุทธิ์ยิ่งกว่าร่างเนื้อมาก

            นี่คือหยวนก่อกำเนิดที่สร้างขึ้นจากพลังบริสุทธิ์ไม่มีสิ่งใดเจือปน เมื่อหยวนก่อกำเนิดเริ่มฝึกฝนจะมีพรสวรรค์รอบด้านแข็งแกร่งกว่าร่างเนื้อมากหยวนก่อกำเนิดหกธาตุอย่างที่เสิ่นเสวียนมี เพียงแค่นั่งสมาธิก็ให้ความรู้สึกถึงขั้นปรมาจารย์แล้ว

            ภายในตันเถียนราวกับมีพายุโหมกระหน่ำทว่าภายในห้อง พลังในค่ายกลกำลังเดือดพล่านอย่างที่สุดโชคดีที่ใช้ค่ายกลป้องกันไว้แล้ว ไม่อย่างนั้นคงดึงความสนใจจากคนอื่นๆ บนเรือเสวียนอู่มาอย่างแน่นอน

            และในห้องอื่นๆเสิ่นเลี่ยนกำลังฝึกฝนอยู่ เสิ่นเสี่ยวเม่ยก็ฝึกฝนเช่นกัน

            เริ่นเสี้ยวเทียนเดิมทีก็อยากฝึกฝนเช่นกันแต่เฝิงเป่าเป่ากลับมาอยู่ในห้องของเขาไม่ยอมออกไปเลยอยู่ข้างเริ่นเสี้ยวเทียนตลอดเวลา

            “เจ้าวางใจได้ในเมื่อข้าบอกแล้วว่าจะปกป้องเจ้า ก็ต้องปกป้องเจ้าอย่างแน่นอนเจ้ากลับห้องไปได้แล้ว” เริ่นเสี้ยวเทียนค่อนข้างสิ้นหวังทำไมต้องมาติดอยู่แบบนี้ด้วยล่ะ!

            “คุณชายข้ารับรองว่าจะไม่กล่าวอะไร จะอยู่นิ่งๆ ไม่วุ่นวาย ท่านจะทำอะไรก็ทำไปเลย”เฝิงเป่าเป่านั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างเรียบร้อยมาก

            “ไม่ได้หรอกเวลาข้าฝึกฝนไม่ชอบให้ใครมาอยู่ข้างๆ อีกอย่างเจ้ามีพลังขั้นบรรพบุรุษแล้วจะกลัวอะไรนัก! แถมยังเชิญขั้นแม่ทัพทั้งกองมาเป็นผู้คุ้มกันอีก”

            เริ่นเสี้ยวเทียนไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเขาดูออกมาตั้งแต่แรกว่าอีกฝ่ายมีพลังยุทธ์ขั้นบรรพบุรุษระดับต้นอายุยี่สิบห้ายี่สิบหกปีแล้วพลังยุทธ์ขั้นบรรพบุรุษระดับต้นเรียกได้ว่าไม่เลวเลยทีเดียวแต่อัจฉริยะเช่นนี้กลับทำตัวเหมือนเด็กคนหนึ่ง ไม่มีท่าทีของผู้แข็งแกร่งเลย

            “พลังยุทธ์ขั้นบรรพบุรุษของข้าต่างจากคุณชายมากอีกอย่างคนที่คิดสังหารข้าต้องมีมากมายแน่ๆ ข้าสู้ไม่ได้เลย!”

            เริ่นเสี้ยวเทียนควันออกหัวรู้สึกว่าชีวิตตนเองเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อรับงานนี้ต้องเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เช่นนี้ เขาคิดว่าตนเองอาจเป็นบ้าได้

            “หากข้าคืนเงินให้เจ้าเจ้าจะไปไหม”

            เริ่นเสี้ยวเทียนหมดความอดทนแล้วเขามองเฝิงเป่าเป่าด้วยแววตาเย็นยะเยือก หากยังไม่ออกไปอีกเขาจะลงมือแล้ว บอกดีๆกลับไม่ฟัง ถ้าอย่างนั้นจะมาโทษเขาไม่ได้

            “ข้า...”

            “เจ้าไม่ต้องพูดแล้วจะไปหรือไม่ไป”

            ขณะที่กล่าวกลุ่มพลังรวบรวมขึ้นบนฝ่ามือของเริ่นเสี้ยวเทียนแล้วไอพลังน่ากลัวแผ่กระจายออกมาทำให้เฝิงเป่าเป่ารู้สึกหวาดกลัว

            "เอื๊อก!”เฝิงเป่าเป่ากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เขาได้ออกมาพบเจอโลกภายนอกอยู่บ่อยครั้งในตระกูลก็มีจอมยุทธ์ขั้นราชันอยู่มากมายแต่น้อยมากที่จะได้เจอพลังน่ากลัวอย่างเริ่นเสี้ยวเทียนเขารู้แล้วว่าเริ่นเสี้ยวเทียนอาจแข็งแกร่งกว่าขั้นราชันบางส่วนในตระกูลของตนเองเสียอีก

            “ข้าไปแล้ว!”

            เฝิงเป่าเป่าลุกขึ้นยืนทันทีเขาเดินไปตรงประตูอย่างรวดเร็วราวกับกลัวจะโดนเริ่นเสี้ยวเทียนตีจากนั้นก็ผลักประตูเดินออกไปเลย

            “ข้าอยู่ห้องข้างๆหากเกิดเรื่องขึ้นต้องมาช่วยข้าด้วยนะ”

            ก่อนประตูจะปิดลงเขายังไม่ลืมกล่าวเตือนเริ่นเสี้ยวเทียนว่าตนเองคือของล้ำค่าที่มีชีวิต

            เมื่อเห็นเฝิงเป่าเป่าออกไปแล้วเริ่นเสี้ยวเทียนก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก รู้สึกยากลำบากมากกว่าจะได้เงินมา

            ส่วนเฝิงเป่าเป่าหลังออกจากห้องมาแล้วก็รีบกลับไปห้องตนเองทันที

            ขั้นบรรพบุรุษคนหนึ่งกลับไปในห้องตนเองสิ่งแรกที่ทำคือปิดประตูหน้าต่างทั้งหมด ไม่ให้ใครเข้ามาได้เลย

            และหลังจากที่เฝิงเป่าเป่ากลับห้องตนเองก็มีคนสวมชุดดำหมวกดำผู้หนึ่งเดินออกมาจากห้องหนึ่งในเรือเสวียนอู่อย่างช้าๆ

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน