จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 89 ฉือเซียว

            ท่าทางที่ดูตื่นตระหนกของฉู่สยงเป็นที่ดึงดูดความสนใจของทุกคนและจ้องมาทางฉู่สยงเป็นสายตาเดียว

            “เดินหน้าเต็มกำลัง มีคนเข้าไปยังส่วนกลางของเขตต้องห้ามแล้ว!” ฉู่สยงพูดด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมและเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่สู่ระดับสูงสุดกลายเป็นดั่งภาพมายาที่พุ่งตรงออกไปข้างหน้า

            และมีพวกฉินอวี่ทยอยตามหลังไป

            ฉินอวี่มุ่งหน้าไปในอากาศ เขาก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกันตั้งแต่เข้ามาในเขตต้องห้าม กลุ่มของพวกเขาแทบจะไม่พบเจอกับอสูรร้ายเลยแต่กลับพบเห็นซากศพของอสูรร้ายจำนวนมากเดิมทีแล้วฉินอวี่คิดว่าคงเป็นฝีมือของคนที่เข้ามาเมื่อตอนเปิดแดนขัดเกลาครั้งที่ผ่านมาแต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะมีคนเขามาถึงเขตต้องห้ามรวดเร็วขนาดนี้

            อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งหลังจากที่ทำการปิดแดนขัดเกลาก็จะมีการเปิดขึ้นอีกครั้งในหนึ่งเดือนหลังจากนั้น กล่าวคือในระยะเวลาหนึ่งเดือนนี้จะไม่อนุญาตให้ผู้ใดก็ตามเข้ามาในแดนขัดเกลาและอาจพูดได้ว่า หากไม่ได้ออกไปจากที่แห่งนี้ก่อนจะปิดแดนขัดเกลาก็เป็นไปได้ว่าจะต้องตายอย่างน่าอนาถอยู่ด้านใน

            เป็นเพราะในช่วงเวลาที่ทำการปิดแดนขัดเกลาเป็นเวลาหนึ่งเดือนนั้นจะมีกระแสอสูรเกิดขึ้น!

            ดังนั้น คนที่อยู่ในแดนขัดเกลา จะต้องเป็นคนที่เข้ามาในครั้งนี้เท่านั้นเพียงแต่ เขาเข้ามาเร็วมากจริงๆ

            หรือจะเป็นกลุ่มคน?

            ฉินอวี่คาดเดาอยู่ในใจ

            ยิ่งเดินทางลึกเข้าไป อุณหภูมิของพื้นที่ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วพื้นที่เต็มไปด้วยคลื่นความร้อนที่ถูกคายออกมา จนเกินขีดจำกัดที่ทุกคนจะทนรับได้ท้ายที่สุด ฉู่สยงก็หยิบโอสถเลี่ยงอัคคีออกมา แบ่งให้กับศิษย์ทุกคน

            เมื่อมีโอสถเลี่ยงอัคคี ทุกคนจึงเดินหน้าเข้าไปอย่างต่อเนื่อง

            เมื่อมาถึงใจกลางของเขตต้องห้ามฉู่สยงก็เหาะลงบนเนินเขารกร้างแห่งหนึ่งที่ร้อนระอุเต็มไปด้วยควันของการเผาไหม้พลางทอดสายตาออกไปเบื้องหน้า ทุกคนจึงเหาะลงตามกันไปเมื่อได้เห็นภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ทุกคนต่างตกตะลึงแม้แต่ฉินอวี่ก็มีสีหน้าตกตะลึงมากเช่นกัน

            ห่างออกไปหนึ่งพันจ้างเบื้องหน้ามีเงาร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เปลือยกายท่อนบนมีหนังสัตว์ปกคลุมร่างกายส่วนล่างกำลังต่อสู้กับอสูรร้ายขนาดใหญ่สูงกว่าสามจ้างอย่าดุเดือด สิ่งที่ทำให้น่าตกใจคืออสูรร้ายตัวนี้เป็นอสูรร้ายขั้นสูงสุดของระดับสี่

            ระดับฐานการฝึกฝนขั้นเทียนชุ่ยกล้าต่อสู้กับอสูรร้ายขั้นสูงสุดของระดับสี่โดยลำพังอีกทั้งยังเข้ามาใจกลางเขตต้องห้ามด้วยตัวคนเดียว?

            “นั่นมันฉือเซียว!” ฉู่สยงจ้องตรงไปยังชายหนุ่มร่างกำยำที่อยู่ไกลออกไปพร้อมสีหน้าที่เคร่งขรึม ก่อนพูดออกไปด้วยเสียงทุ้มต่ำ

            “ฉือเซียว? ศิษย์อันดับหนึ่งในรายชื่อศิษย์อัจฉริยะ?”

            “เขาคือฉือเซียวหรือ?”

            “ซู้ด...” ทุกคนต่างสูดลมหายใจเข้าลึกๆมองไปยังชายหนุ่มที่เปลือยกายท่อนบนซึ่งกำลังต่อสู้กับอสูรร้ายตรงหน้าอย่างตกตะลึงโดยนึกไม่ถึงว่าคนถอดเสื้อที่คนนี้จะเป็นศิษย์อันดับหนึ่งในรายชื่อศิษย์อัจฉริยะฉือเซียวผู้ลึกลับไม่เปิดเผยตัว!

            มีข่าวลือเกี่ยวกับฉือเซียวอยู่มากมายในสำนักยุทธ์ว่านจ้ง แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เคยพบตัวจริงของฉือเซียวชื่อเสียงของเขาเป็นที่น่าอัศจรรย์แม้ในทุกวันนี้ก็ยังมีคนสงสัยว่าฉือเซียวได้เป็นศิษย์อันดับหนึ่งในรายชื่อศิษย์อัจฉริยะได้อย่างไร

            ในอดีต ศิษย์อันดับหนึ่งในรายชื่อศิษย์อัจฉริยะคือจ้าวจิงหลงแห่งสายชีพจรฟ้าในตอนนั้น ฉือเซียวยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่จู่ๆ วันหนึ่งทุกคนก็พบว่ารายชื่อของศิษย์อัจฉริยะถูกเปลี่ยนแปลงไปฉือเซียวได้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งจนกลายเป็นเรื่องโด่งดังไปทั่วทั้งสำนักยุทธ์ว่านจ้ง และในเวลานั้นเองฉือเซียวจึงกลายเป็นที่รู้จักของผู้คน

            ไม่มีข่าวคราวอะไรเกี่ยวกับฉือเซียวผู้นี้เลย!ไม่มีผู้ใดรู้มาก่อนว่าเขามาจากที่ไหนกันแน่ เมื่อเวลาผ่านไป จู่ๆชื่อของศิษย์สายชีพจรดินก็โด่งดังขึ้นมาเมื่อหลายปีก่อนเคยมีคนนำศิษย์ใหม่คนหนึ่งไปยังที่พำนักและศิษย์ใหม่คนนั้นมีชื่อว่าฉือเซียว แต่ศิษย์ผู้นี้ก็ไม่แน่ใจเช่นกัน

            เป็นเพราะหลังจากได้รับแต่งตั้งเป็นศิษย์อัจฉริยะฉือเซียวก็เป็นที่สนใจของผู้อาวุโสสายชีพจรฟ้าจนได้รับเลือกเป็นศิษย์คนสุดท้ายของเขาและหลังจากนั้นก็เก็บตัวบำเพ็ญยุทธ์เป็นเวลานาน จึงมีผู้คนจำนวนไม่มากที่รู้จักเขาซึ่งฉู่สยงก็เป็นหนึ่งในนั้น

            “ตูม!”ฉือเซียวที่อยู่ไกลออกไปเปลี่ยนหมัดอันหนักอึ้งให้กลายเป็นเปลวเพลิงขนาดใหญ่กระแทกใส่อสูรร้ายขั้นสูงสุดของระดับสี่ลงไปกับพื้น

            แผ่นดินสั่นสะเทือน พื้นที่ว่างต่างส่งเสียงดังและเกิดคลื่นความร้อนกระจายมาจากทุกทิศทาง

            ในขณะที่อสูรร้ายกำลังตกลงถึงพื้นดินนั้น ฉือเซียวก็กระโดดขึ้นไปและกลายเป็นเปลวเพลิงขนาดใหญ่ที่กำลังม้วนตัวลงมาอย่างดุเดือด!

            “ตูม ตูม!”

            เศษฝุ่นที่กระจัดกระจายอยู่เต็มผืนฟ้าหลอมละลายรวมกับคลื่นความร้อนและพวยพุ่งออกไปทุกสารทิศอีกครั้ง แรงสั่นสะเทือนอันทรงพลังทำให้พวกฉินอวี่ต่างถอยห่างออกไปหลายก้าว

            “ช่างน่ากลัวอะไรเช่นนี้!” ฉู่สยงเอ่ยขึ้นเบาๆขณะเดียวกันความกลัวต่างก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉู่เยว่ฉานและพวกถังอีหมิงเช่นเดียวกัน

            “สมแล้วที่เป็นว่าที่ผู้นำรุ่นที่ห้าที่เหมาะสมมากที่สุด!”

            ฉินอวี่หรี่ตาลง มองดูด้วยสายตาที่ประหลาดใจ

            “นี่คือ...จี้ เปลวอัคคี?”ฉือเซียวเป็นวิชาจี้เปลวอัคคีหรือ?

            หรือว่า... อาจารย์ของเขาคือผู้อาวุโสคนนั้น?

            หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉินอวี่ก็เอ่ยขึ้นมา“ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นอาจารย์ของฉือเซียวหรือ?”

            “ผู้อาวุโสเลี่ยเอ๋า แห่งสายชีพจรฟ้า!” ถังอีหมิงตอบกลับ

            เป็นเขาจริงด้วย!

            ดวงตาของฉินอวี่เปล่งประกายขึ้นเล็กน้อยผู้อาวุโสเฒ่านั่นสามารถสร้างข้อบังคับของฟ้าได้ จะมีศิษย์วิปริตเช่นนี้ก็คงไม่เกินกว่าเหตุ

            พลังของจี้เปลวอัคคีสังหารอสูรร้ายถึงแก่ความตายทันทีจากนั้นฉือเซียวจึงหยิบขวดหยกสีเขียวเข้มออกมารองรับเลือดอสูรร้ายก่อนจะชำเลืองมองมาทางพวกฉินอวี่

            ฉู่สยงพูดเสียงดังขึ้นมา“ข้าได้ยินมานานแล้วว่าพละกำลังของศิษย์พี่ฉือลึกล้ำยิ่งนัก วันนี้ได้เห็นกับตาสมคำร่ำลือจริงๆ” พูดจบ ฉู่สยงก็เหาะไปในอากาศมุ่งหน้าไปทางฉือเซียว

            “อย่าเข้ามา ข้าคุ้นชินกับการอยู่ลำพัง”

            ฉู่สยงเหาะออกไปได้ไม่ไกลนัก ก็กลับได้ยินเสียงที่ดุร้ายดังขึ้นสีหน้าของฉู่สยงแข็งทื่อทันที พลันหยุดลงกลางอากาศด้วยความเก้อเขินเล็กน้อย

            ฉือเซียวรีบตรงเข้าไปในส่วนลึกของเขตต้องห้ามโดยไม่หันมามองฉู่สยงเลยแม้แต่น้อย

            เมื่อฉู่สยงกลับมาถึงยอดเขาหวงซาน ศิษย์คนหนึ่งก็พูดขึ้นอย่างขุ่นเคือง“เข้าไปส่วนลึกของเขตต้องห้ามเพียงลำพัง? ต่อให้เป็นศิษย์อัจฉริยะอันดับหนึ่งก็เหมือนรนหาที่ตายเช่นกันรอให้ศิษย์พี่ฉู่ได้ของสิ่งนั้นก่อนเถอะ เขาจะต้องได้เป็นผู้นำศิษย์รุ่นห้าถึงตอนนั้นฉือเซียวคงได้เห็นดีกัน”

            ฉู่สยงไม่ได้พูดอะไร ได้แต่จ้องไปยังศิษย์คนนั้น“ศิษย์พี่ฉืออยู่คนเดียวมาตลอด การถูกปฏิเสธเช่นนั้นก็ดูสมเหตุสมผลแล้ว ช่างเถอะพวกเราก็เดินทางเข้าไปกันต่อเถอะ”

            ฉินอวี่ติดตามพวกเขาไปอย่างเงียบๆ และนึกสงสัยในคำพูดที่ศิษย์คนนั้นพูดถึง“ของสิ่งนั้น” มันคืออะไร หรือนี่จะเป็นวัตถุประสงค์ที่ฉู่สยงเข้ามาในเขตต้องห้าม?

            ยิ่งเดินลึกเข้าไป บททดสอบที่ทุกคนต้องเผชิญก็ยิ่งรุนแรงขึ้นโชคดีที่มีฉือเซียวนำหน้าไปก่อน ทุกคนจึงเผชิญหน้ากับอสูรร้ายไม่มากนักดูเหมือนว่าพวกเขาจะต้องการรักษาพละกำลังเอาไว้หลังจากฉู่สยงตัดสินใจจะตามหลังฉือเซียวไป ทุกครั้งที่เกิดการต่อสู้ขึ้นทางฉือเซียวทุกคนก็จะได้ชื่นชมและมองเห็นพละกำลังของฉือเซียว

            ฉือเซียวทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับการติดตามมาของทุกคนเขาเอาแต่สังหารอสูรร้ายของเขา และปล่อยให้พวกฉินอวี่ได้ชมกันไปราวกับไม่มีความสนใจต่อพวกฉินอวี่เลย

            “ข้าว่าฉือเซียวผู้นี้ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย นอกจากพละกำลังที่แข็งแกร่งแล้วก็ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษ ไม่รู้จริงๆ ว่าเขาเอาชนะศิษย์พี่จ้าวจิงหลงที่มีสายเลือดมังกรได้อย่างไร”ศิษย์คนหนึ่งกล่าวอย่างดูถูกราวกับกำลังระบายความรำคาญใจกับการที่ฉือเซียวปฏิเสธฉู่สยงเมื่อครู่นี้

            ฉู่สยงนิ่งเงียบ แต่สีหน้าของเขาดูเคร่งขรึมเป็นอย่างยิ่งแม้แต่ฉู่เยว่ฉานก็เช่นเดียวกัน นางนิ่งเงียบพร้อมดวงตาที่มีประกายเล็กน้อยจ้องไปทางฉือเซียวด้วยความรู้สึกหวาดกลัว

            เมื่อฉินอวี่ได้ยินคำพูดเช่นนี้ เขาก็เยาะเย้ยขึ้นมาในใจ ไม่ใช่เพราะเขาจะยกยอฉือเซียวด้วยระดับการฝึกฝนที่เท่ากัน หากฉือเซียวคิดจะสังหารศิษย์คนนี้คงใช้เพียงหมัดเดียวก็เพียงพอ! ฉินอวี่และฉือเซียวไม่รู้จักกันฉะนั้นจึงไม่ควรจะพูดจาให้เกิดความขุ่นเคืองกันทุกสิ่งเอาไว้ค่อยพูดกันหลังจากเข้าไปในส่วนลึกของเขตต้องห้าม

            เพียงแต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า ถึงแม้นิสัยของผู้อาวุโสคนนั้นจะร้อนรนดื้อรั้น และสุดโต่ง แต่ก็เป็นผู้อาวุโสที่กระดูกแข็งศิษย์ที่เขาฝึกขึ้นมาไม่ธรรมดาเลยจริงๆ หากมองจากสายตาของคนธรรมดาพละกำลังของฉือเซียวจะไม่มีอะไรพิเศษ อีกทั้งการโจมตีก็ยังดูเชื่องช้าเป็นพิเศษ

            แต่หากมองให้ดีแล้ว ฉินอวี่ก็ตกใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อฉือเซียวรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มีเขายังสามารถควบคุมเปลวไฟสู่ระดับสูงสุดได้ ฉินอวี่จึงแน่ใจว่าฉือเซียวผู้นี้จะต้องมีเพลิงพิเศษของฟ้าดินอยู่ในร่างกาย!

            ยิ่งไปกว่านั้น ฉือเซียวผู้นี้ยังมีความเร็วที่รวดเร็วมากและยังสามารถระงับอสูรร้ายไว้ได้อย่างสมบูรณ์ บางทีอาจบอกได้ว่าความช้าเร็วของเขาจะเป็นไปตามความเร็วของอสูรร้ายซึ่งระดับเขตแดนพลังเช่นนี้เรียกว่า “ความเร็วกลางความสงบ”

            ขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่สามจะสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้ และพละกำลังของฉือเซียวก็ไม่ธรรมดาจริงๆแม้จะเป็นสำนักเทียนฉีในอดีต เขาก็ยังถูกจัดให้เป็นศิษย์อัจฉริยะ

            หลังจากฉือเซียวตัดศีรษะของอสูรร้ายและเก็บเลือดอสูรของมันไป พวกฉู่สยงก็ติดตามเขาต่อไปสิ่งนี้ทำให้ฉินอวี่ขมวดคิ้ว และถามขึ้นมา “ศิษย์พี่ฉู่ หากตามต่อไปแบบนี้ไม่น่าจะดีเท่าไร อันที่จริงเราควรอยู่หน้าศิษย์พี่ฉือ หากพวกเราเจอภัยคุกคามข้าว่าเขาก็คงไม่ถึงกับเห็นคนใกล้ตายแล้วไม่ยื่นมือช่วยหรอก?”

            หากตามต่อไปเช่นนี้ อสูรร้ายก็จะถูกฉือเซียวสังหารจนหมดแล้วตนเองจะเก็บเลือดอสูรได้อย่างไร?

            ฉู่สยงลดเปลือกตาลงเล็กน้อยเขาก็กำลังเป็นกังวลเช่นเดียวกับที่ฉินอวี่กล่าวมา หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจึงจะเข้าถึงส่วนลึกของเขตต้องห้าม สุดท้ายก็กลัวจะพลาดเวลาไปแต่เมื่อเข้าไปในส่วนลึกของเขตต้องห้าม เขาเองก็ไม่มั่นใจเท่าใดนัก พูดตามตรงเขาต้องการให้ฉือเซียวเข้าไปด้วยกัน เมื่อมีฉือเซียวอยู่ เขาก็มีความมั่นใจมากขึ้น

            แต่คำพูดท้ายของฉินอวี่ ทำให้ฉู่สยงรู้สึกสะกิดใจเล็กน้อย จริงด้วยหากพบกับอันตรายอะไร ฉือเซียวไม่มีทางมองดูอยู่เฉยๆ แน่นอน

            ทันใดนั้น ฉู่สยงก็พูดขึ้น “ทุกคนควรกินโอสถเลี่ยงอัคคีสิบเม็ดและผลักดันเข้าไปอย่างสุดกำลัง!” เพื่อการเข้าไปในเขตต้องห้ามครั้งนี้ฉู่สยงได้เตรียมการทุกอย่างมาเป็นอย่างดี

            เมื่อกลุ่มของพวกเขากำลังจะแซงฉือเซียว ฉือเซียวก็หยุดลงครู่หนึ่งแหงนหน้ามองพวกฉินอวี่และพึมพำ “รนหาที่ตาย!”

            ในวันที่สาม เรื่องราวก็เป็นดั่งที่ฉือเซียวกล่าวไว้

            พวกของฉินอวี่ได้เผชิญหน้ากับอสูรร้ายขั้นสูงสุดของระดับสี่ตัวหนึ่งและด้วยการล้อมโจมตี จึงเกิดเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่ส่งสัญญาณเตือนไปยังอสูรร้ายอีกสองตัวที่อยู่บริเวณใกล้เคียง

            กลุ่มคนทั้งสิบสามคนกำลังเข้าสู่สถานการณ์ที่อันตรายแล้ว

            และในครั้งนี้ ก็ถึงคราวของฉือเซียวกลายเป็นผู้ชม เขายืนอยู่บนเขาหวงซานมองดูอสูรร้ายระดับสี่ทั้งสามตัวที่กำลังเข้าต่อสู้กับพวกของฉินอวี่ดวงตาของเขาดูเฉยเมย ท่าทีสงบนิ่งราวกับว่ากำลังเฝ้าดูคนที่ทำเรื่องไม่ควรทำสู้รบกันจนตายไปข้างหนึ่ง

            “ศิษย์พี่ฉือ พอจะช่วยพวกเราได้หรือไม่?” ฉู่สยงส่งเสียงตะโกนขึ้นทันทีครั้งนี้ไม่ได้เผชิญกับอสูรเพียงตัวเดียว แต่เป็นอสูรร้ายถึงสามตัวซึ่งเกินกว่าพวกเขาจะต้านทานได้

            “อาจารย์ของข้ากล่าวไว้ หากผู้ใดเป็นคนกระทำ ผู้นั้นก็ต้องเป็นรับ”ฉือเซียวตอบกลับอย่างเฉยเมย และเดินต่อไปในส่วนลึกโดยไม่สนใจพวกของฉินอวี่

            ขณะที่ทุกคนกำลังร้อนใจ ฉือเซียวก็หยุดลงอย่างกะทันหัน และค่อยๆหันกลับมามองพวกเขา ท้ายที่สุดก็หยุดมองไปที่ฉินอวี่ ขมวดคิ้วขึ้นพลางพึมพำขึ้นมา“จี้เปลวอัคคี? ทำไมเขาจึงมีวิชาจี้เปลวอัคคี?”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน