เจน่าเดินเตร็ดเตร่เลาะหางานไปทั่วจนใกล้ค่ำจึงเดินทางกลับที่พัก
" เห้ออ..เหนื่อยชะมัด วิ่งวุ่นหางานจนเืตาแทบกระเด็น ก็ไม่มีที่ไหนว่างพอจะรับคนเพิ่มเลย..ไม่มีใครอยากจะจ้างเด็กจบใหม่ไร้ประสบการณ์เข้าทำงานหรอก..พรุ่งนี้ค่อยต่อแล้วกันไม่ไหวล่ะ"
เจน่าบ่นพึมพำกับตัวเองคนเดียวพร้อมทิ้งตัวลงนอนราบแนบบนเตียงหนาด้วยแรงกายที่น้อยนิด เพราะหอบสังขารจากการหางานมาทั้งวันโดยไม่ได้พัก
ในขณะกำลังจะเผลอหลับคาชุดที่ใส่ออกไปลุยข้างนอกมาโดยที่ยังไม่ทันได้อาบน้ำก็ได้กลิ่นของดอกเหมย ที่ส่งกลิ่นหอมทำให้รู้สึกดีขึ้นจึงนึกขึ้นมาได้ว่า ซื้อหนังสือมาจากหญิงชราคนนั้นเจน่าลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งพร้อมกับยันตัวเองลุกขึ้นหยิบหนังสือที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาจะเปิดอ่านสายตาที่มองมีทั้งความสนใจและความสงสัยว่าเนื้อหาด้านในจะเป็เื่เกี่ยวกับอะไร
กริ๊งงงง...กริ๊งงงง..เสียงจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นเป็รอบที่สองของวัน
" ป้าอีกแล้ว..เห้อ.."
เจน่าทำสีหน้าเบื่อหน่าย
"เมื่อเช้ายังบ่นไม่พอสิน่ะ หนูเหนื่อยๆอยู่ ถ้าจะบ่นให้กันอีกช่วยผลัดไปเป็วันพรุ่งนี้เถอะ.."
" เจน่า..ฟังให้ดีนะ"
เสียงของป้าเดนิสเรียบนิ่ง และไม่โหวกเหวกโวยวายเหมือนอย่างเคย
จนทำให้เจน่าใจคอไม่ดี
" ค..คะ…เกิดอะไรขึ้น!!"
" พ่อแกเสียแล้วนะ....วันนี้พ่อแกอาการหนักมาก ไม่สู้ดีมาเกือบอาทิตย์แล้วฉันเลยพาไปโรงบาล แต่ว่าหมอก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้เพราะเรามีเงินไม่มากพอที่จะรักษาให้สม่ำเสมอ เลยทรุดลงทุกวันๆ ฉันเห็นว่าแกวุ่นกับการหางานทำ เลยไม่ได้บอก
ส่วนพ่อแกก็คงไม่อยากให้รับรู้กลัวจะเป็กังวล..ตอนนี้เขาไปสบายแล้ว
ถ้าเกิดว่าวันนี้กลับมาบ้านฉันไม่ได้..ก็มาพรุ่งนี้นะฉันจะจัดการงานศพรอ..
เจน่า...ฟังอยู่หรอป่าว..เจน่าาาา" ตู๊ดดดดดด..
ข่าวที่เลวร้ายที่สุดของวันนี้ก็มาถึง พายุลูกใหญ่ซัดกระหน่ำเข้ามาในชีวิตของเด็กผู้หญิงที่ดิ้นรนในเมืองใหญ่ตามลำพัง โลกได้พังทลายหัวใจที่เข้มแข็งตอนเช้าตรู่ มาบัดนี้ได้แตกสลายด้วยความเ็ปอย่างถึงที่สุดลมหายใจติดขัด เหมือนมีใครเอามือหนามาบีบเข้าที่ต้นคอ หวังให้ตายคามือ
" ฮื..อ..ฮืออ..อึกก ม..ไม่จริง..ไม่นะ ทำไมละทำไมถึงไม่รอหนูละฮือออ..ทั้งๆที่พยายามมากถึงขนาดนี้ ทั้งๆที่ไม่เคยให้อะไรกับชีวิตเราเลยยังจะมาแย่งไปอีก ทำไมม!!
...โชคชะตาโหดร้าย โหดร้ายที่สุด...
...พ่อค่ะ โลกนี้มันโหดร้าย ไม่มีที่ไหนน่าอยู่อีกต่อไปแล้วเมื่อไม่มีพ่อหนูก็ไม่จำเป็ต้องอยู่โดยไร้เป้าหมายขอโทษนะค่ะที่ไม่ได้อยู่ด้วยในวาระสุดท้าย ทั้งๆที่นั่นควรจะเป็หนูที่อยู่กับพ่อแท้ๆแต่ไม่เป็ไรหรอกค่ะ..
...เพราะอีกไม่นานหนูก็จะตามพ่อไป...
รอหนูก่อนนะ..และเราจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง..."
ใบหน้าที่เศร้าสลดใจน้ำตาที่ไหลไม่หยุดหย่อน ใต้ตาแดงก่ำ แววตาไร้ซึ้งความรู้สึก
ไร้การรับรู้ใดๆมือกุมกลางอกไว้อย่างแแ่ เสียงสะอื้นอันน่าเวทนาดังไปทั่วทั้งห้อง
กรอบรูปที่มีพ่อแม่ลูก ถืออยู่ในมือจ้องมองด้วยความอาลัยอาวรณ์หญิงสาวใช้แรงที่มียันตัวเองลุกขึ้นจากเตียง พยายามพยุงร่างที่เหมือนไร้ิญญาเดินไปยังลิ้นชักสีขาว เอื้อมมือก้มลงไปเปิดชั้นแรกออกมาทำให้เห็นว่ามีกระปุกยาสีขาววางอยู่สามกระปุก บรรจุไว้กระปุกละ 30 เม็ดเจน่าผู้ไร้ซึ่งจุดหมายของชีวิต จ้องมองอยู่ซักพักนึงก่อนจะหยิบขึ้นมาเปิดฝาไว้ทีละกระปุกอย่างช้าๆ ทั้งน้ำตาที่ไหลไม่ยอมหยุดเสียงสะอื้นดังแข่งกับเสียงของรถพยาบาลที่แล่นอยู่ถนนด้านนอก
เมฆดำปกคลุมท้องฟ้าบดบังแสงสว่างจากดวงอาทิตย์
เสียงรถที่วิ่งว่อนอยู่บนถนนผู้คนต่างพากันเร่งรีบในการใช้ชีวิตของแต่ละคน
พวกนกที่บินบนท้องฟ้าต่างก็รีบกลับรัง เมื่อได้กลิ่นของฝนที่กำลังจะตกร่างอันไร้ิญญาได้นอนแน่นิ่ง
ไร้การตอบสนองใดๆอยู่ภายในห้องที่เงียบสงบเพียงลำพังและโดดเดี่ยว
"เมื่อฉันตายไป..โลกนี้ก็ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยน "
-------------------------------------------
..ความมืดมน ความสงบ
ไร้ซึ่งสิ่งกังวลใจใดๆ..
"...นี่หรือความตายที่พึงได้เคยเผชิญด้วยตัวเอง ทั้งที่ตายแล้วแต่ทำไมกายถึงยังรับรู้ถึงความเย็นได้ล่ะ ไหนบอกนรกร้อนยิ่งกว่าไฟ..
เพลิงอเวจีจะเผาไหม้คนบาปให้ได้รับความทุกข์ทรมาร เพราะว่าฉันฆ่าตัวตาย
คิดไว้ว่าคงไม่พ้นต้องตกนรกเป็แน่
แต่นี้กับเย็นไปทั้งร่าง หรือว่าเราขึ้น์งั้นหรอ?
เอ้ะ!!หืมม..ได้กลิ่นดอกเหมย ์มีของแบบนี้ด้วยงั้นหรือ..!!? "
เจน่าลืมตาตื่นขึ้นช้าๆ มองเพดานสูงที่ตกแต่งด้วยผ้าบางสีขาวอากาศเย็นมากจะเรียกว่าหนาวเลยก็ว่าได้ คือััแรกที่รู้สึก
"..ท่านหญิง!! ท่านหญิงฟื้นแล้ว.. ท่านหญิงเพคะท่านฟื้นแล้วจริงๆด้วย..
ทหาร…ทหารไปตามหมอหลวงมาตรวจอาการท่านหญิงเร็วเข้า..
ท่านหญิงเพคะได้ยินหม่อมฉันมั้ยเพคะ "
เสียงหวานใสดังขึ้นข้างๆตัว
" ใครว่ะ? "
เจน่าอยู่ในอาการมึนงงพยายามดันตัวเองลุกขึ้นนั่งถึงได้รู้ว่าตัวเองนั้นนอนแบะอยู่บนเตียงที่มีลายดอกเหมยทำด้วยผ้าหนาชั้นดีสีน้ำเงินเข้ม ลายบนผ้าถักไหมสีทองสวยงามอย่างประณีตและมีกลิ่นหอมอ่อนๆจากเทียนหอม จุดไว้อยู่ทุกมุมห้องภายในกว้างขวางเหมือนเป็ที่ของคนมีฐานะร่ำรวย แต่ดูตกแต่งออกไปแนวเก่าแก่
ข้างๆกายของเจน่ามีหญิงสาววัยละอ่อน
ใส่ชุดคลุมยาวั้แ่แขนไปจนสุดข้อเท้า เหมือนชุดของคนจีนโบราณสีฟ้าเขียว ยืนมองเธออยู่อย่างกระตือรือร้น ใบหน้าของเธอน่ารักสมวัยตาโตปากจิ้มลิ้ม
รวบผมขึ้นแบ่งครึ่งสองข้างและรวบหมัดเป็จุก ทรงอาหมวยน้อย
ั์ตาสีน้ำตาลอ่อนเหมือนสีชาที่ชงร้อนยามฤดูหนาว
กำลังยิ้มให้เจน่าด้วยความดีใจจนร้องไห้น้ำตาไหลรินอาบแก้มขาว
"ธ...เธอเป็ใคร..นางฟ้าหรอ?
" อะไรนะเพคะท่านหญิง!!?"
" นี่เธอกำลังดีใจที่ฉันได้ขึ้น์หรือไง..
ทำไมต้องยิ้มแล้วร้องไห้อย่างนั้น
//สรุปดีใจหรือเสียใจฟ่ะ//
เจน่าทักถามหญิงสาวคนนั้นอย่าง งงงวน
" หลินหลินเองเพคะท่านหญิง จำหม่อนฉันไม่ได้หรือเพคะ?? "
"ห้ะ...พูดเื่อะไรของเธอ จำผิดคนแล้วฉันไม่รู้จักหรือเคยเจอกับเธอเลยสักครั้งจะต้มตุ๋นกันหรือไง!! "
เจน่ากุมขมับเพราะตอนนี้หนักที่หัวเอามากๆ
"โถ่..ท่านหญิงของกระหม่อม...
คงเป็เพราะฤทธิ์ยาจึงมีผลกับความทรงจำ..หม่อนฉันเป็สาวรับใช้ท่านหญิงมา3 ปี
แล้วเพคะ "
"ยัยนี่พูดไม่รู้เื่แฮะ ก็บอกว่าไม่รู้จักไง "
" ท่านแม่ของท่านหญิงเก็บหม่อมฉันกับน้องสาวมาจากท่าเรือของเมืองตอนนั้นหม่อมฉันกับน้องสาวกำลังจะถูกส่งขายให้ต่างแดน
ท่านแม่ท่านหญิงก็ไปพบเข้าระหว่างกลับจากเดินทางไปเยี่ยมชมแคว้นอื่นเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ไมตรี จึงเก็บพวกกระหม่อมมา ชุบเลี้ยงในวัง
...ท่านหญิง..จำได้หรือไม่เ้าค่ะว่าตัวเองเป็ใคร? "
หลินหลินพยายามเรียกคือความทรงจำของใครก็ไม่รู้ให้เจน่าฟัง
" ทำไมฉันจะจำตัวเองไม่ได้!! แล้วที่นี้ที่ไหนเนี่ย "
"โถ่..ท่านหญิง ทั้งๆที่ปากบอกว่าจำได้ แต่ยังไม่รู้จักแม้กระทั่งตำหนักของตนเอง"
หลินหลินทำสีหน้าเหมือนกำลังเวทนาเจน่า แล้วร้องไห้โหออกมาหนักขึ้นไปอีกทำให้เธอรู้สึกเริ่มจะหงุดหงิด
//เฮ้ยยๆนี้มันอะไรกันเนี่ย จะว่าเป็ฝันมันก็ไม่ใช่ดันมาโผล่ไหนก็ไม่รู้ " //คิดในใจ
ไม่นานนักก็มีเสียงฝีเท้าอันหนักแน่นของคนหลายคนมุ่งหน้ามาด้วยความเร่งรีบ
" องค์หญิง ลี่จางิ่..ขอรับ..องครักษ์ขององค์หญิงมาขอเข้าเฝ้าขอรับ.."
" อ..องครักษ์..วอสสสสนี่มันเื่บ้าบออะไรฟ่ะ!!? "