“ท่านอาจารย์ซิ่ว!”
เสียงร้องเรียกอาจารย์ซิ่วดังขึ้นพร้อมๆกับตงฟางพยามส่ายป้ายนักหลอมยาระดับ 5 ที่พึ่งได้ไปรอบๆเอว ตอนนี้ได้เวลาแล้วที่เขาจะมาตกลงกับอาจารย์ซิ่วเพื่อเรียนรู้เรื่องการหลอมแร่ตีดาบ สร้างอาวุธชุดเกราะจำนวนมากด้วยวิธีที่หลากหลาย ต่างจากที่เขารู้
“หืม เจ้ามาแล้วเหรอตงฟาง เจ้าตกลงจะเข้ากับพวกข้าแล้วใช่ไหม”
“อาจารย์ซิ่ว ข้าไม่ได้มาเข้าร่วมกับท่าน ข้าแค่จะมาบอกบางอย่างที่ผู้นำนิกายฝากมา”
ตงฟางหยุดหมุนตัวไปมาแล้วเริ่มจริงจัง อาจารย์ซิ่วที่หยุดตีเหล็กได้หันมองตงฟางด้วยความสนใจ อยากรู้ว่าตงฟางได้ข้อเสนออะไรเขาจึงไม่ยอมเข้าหมู่ตึกนักเล่นแร่แปรธาตุ ทันใดนั้นเขาก็พบเข้ากับป้ายใหม่ที่เพิ่มระดับขึ้นจากเดิมจึงรู้บ้างแล้วกับข้อเสนอที่ผู้นำนิกายมอบให้ตงฟาง
“อาจารย์ซิ่ว ท่านฟังดีๆนะ ผู้นำนิกายฝากมาบอกท่านว่า ท่านจะต้องถ่ายทอดวิชาทั้งหมดที่รู้ให้กับข้าคนนี้จนกว่าข้าจะอายุครบ 19 ปี”
“หา” อาจารย์ซิ่วตกใจตื่น มองไปยังตงฟางที่กำลังอธิบายถึงสิ่งที่อาจารย์ซิ่วจะได้ โดยทุกคำพูดของตงฟางไม่ต่างจากที่เขาพูดกับอาจารย์อี้เลยสักนิด โดยเขาบอกอาจารย์ซิ่วว่าเขาจะให้อาจารย์ซิ่วเบียดๆกันในตำแหน่งอาจารย์ร่วมกันกับอาจารย์อี้และผู้นำนิกาย เขาจะเป็นศิษย์ที่ไม่ได้มีอาจารย์เพียงแค่คนเดียว
“ท่านคิดว่ายังไง หากข้าไปแสดงฝีมือท่านก็ได้หน้าด้วยนะ”
“ฮ่าๆๆ เจ้านี่โลภมากจังเลยนะ ปกติศิษย์เพียงคนเดียวมีอาจารย์แค่หนึ่ง เจ้าจะดึงข้าไปเป็นคนที่ 3”
“ท่านอาจารย์ซิ่ว มันหายากมากๆนะที่จะได้ศิษย์ดีๆแบบข้า”
“ดีกับผีสิ เจ้าสร้างปัญหาใหญ่รู้ไหม” ตงฟางฉีกยิ้มกว้าง มองอาจารย์ซิ่วหวดค้อนตีเหล็กต่อไป เขาจึงวิ่งไปช่วยหยิบจับข้าวของ ตามที่อาจารย์ซิ่วสั่ง ภายในใจของตงฟางรู้สึกสนุกมากๆเพราะตอนนี้อาจารย์ซิ่วยอมเป็นหนึ่งในอาจารย์ของเขาแล้ว กระทั่งดาบระดับ 5 ในมืออาจารย์ซิ่วขึ้นรูปเสร็จ พวกเขาสองคนก็เริ่มกลับมาคุยกัน
“เจ้าต้องการอะไรบอกข้ามาตงฟาง”
“คืองี้อาจารย์ซิ่ว ท่านเห็นป้ายพวกนี้ไหม ข้าอยากทำให้มันเป็นระดับ 5 ทั้งหมด แล้วก็อยากจะได้บทเรียนแรกจากท่านด้วย”
“หืม งั้นเอาป้ายนี้ไป เจ้าแสดงให้เห็นแล้วว่าดาบธาตุระดับ 5 มันง่ายที่เจ้าจะสร้าง ส่วนบทเรียนแรกข้าจะบอกเจ้า ฟังให้ดีๆล่ะ”
ตงฟางพยักหน้า เขาเฝ้ารอบทเรียนแรกที่กำลังจะท้าทายเขา
“ต่อจากนี้ไปจนกว่าเจ้าจะสืบทอดความรู้จากข้าทั้งหมด เจ้าจะต้องไปขุดเหมืองร่วมกันกับศิษย์ตึกนักเล่นแร่แปรธาตุวันละ 2 ชั่วโมง”
“ฮะ ท่านอาจารย์ เมื่อครู่ข้ากลับมาจากตึกยา อาจารย์อี้ให้ข้าดูแลแปลงสมุนไพรวันละ 2 ชั่วโมงเลยนะ”
“เจ้าเหลือเวลาอีกตั้ง 20 ชั่วโมงไม่ใช่หรือไง เอาล่ะมีอะไรอีกไหม”
“ไม่มีๆ” ตงฟางรีบส่ายหัว เขาไม่อยากเพิ่มภาระงานให้กับตน ในระหว่างพยายามก้าวเท้าเดินจากไป อาจารย์ซิ่วก็ร้องตามหลังจนทำให้เขาฉีกยิ้ม
“ตอนเช้าเจ้าไปตึกยา ตอนบ่ายมาหาข้า ส่วนเวลาที่เหลือเจ้าจะทำอะไรก็ทำ เดี๋ยว” ตงฟางหยุดเท้าลง
“เจ้าได้อะไรมาจากนิกายโบราณ ข้ารู้นะว่าเจ้าปกปิดทุกคนเพราะสิ่งที่เจ้าหลอมดาบ เจ้าแสดงให้ข้าเห็นแล้ว…..แต่ชั่งเถอะ เจ้าจะได้อะไรก็เรื่องของเจ้า รู้มากเดี๋ยวข้าซวยไปด้วยคน เจ้าไปซะ”
“ข้ารู้แล้วอาจารย์ซิ่ว”
สองเท้าก้าวกระโดดออกไปด้วยความรวดเร็ว ไม่สนใจสายตาของผู้คนที่มองจ้องเลยสักนิด กลุ่มคนที่เห็นตงฟางวิ่งออกมาจากห้องทดสอบที่อาจารย์ซิ่วใช้ตีเหล็กอยู่ข้างใน พวกเขาล้วนตกใจเพราะป้ายห้อยของตงฟางมันเป็นระดับ 5 ถึง 2 ป้าย
“เจ้าเห็นป้ายใช่ไหม”
“ใช่ ข้าเห็น” ศิษย์สายในล้วนตื่นตกใจ ก่อนที่พวกเขาจะวิ่งออกไปกระจายข่าวเรื่องนักหลอมยาและนักเล่นแร่แปรธาตุระดับ 5 ของตงฟาง สาเหตุที่เขาอยากเลื่อนระดับเพราะต้องการให้สถาบันเห็นความสำคัญของเขามากๆ ดีกว่าปล่อยให้เขาถูกภายนอกที่กำลังหาทางกำจัดเขา ฆ่าเขาตายเปล่า
“ท่านอาจารย์”
“ออกไปซะ” เสียงร้องเต็มไปด้วยความโกรธพุ่งลงมาจากยอดตึก ทำเออาตงฟางทรุดลงไปนั่งบนพื้นด้วยท่าทางเจ็บปวดทรมาน
“ท่านอาจารย์ ข้าไม่ได้มาหาเรื่องท่าน ข้ามาในวันนี้เพราะผู้นำนิกายให้ข้ามาอ่านหนังสือค่ายกล ข้าจึงมาบอกท่านก่อน” ตงฟางมองลอดผ่านค่ายกลไปจนถึงตำแหน่งอาจารย์ที่ยืนอยู่ จากการหันหลังเขารู้ได้ว่าอาจารย์คนนี้กำลังโกรธเป็นอย่างมาก เพราะคิดว่าตงฟางมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของลูกศิษย์ ซึ่งตงฟางไม่คิดจะขอเป็นศิษย์อาจารย์คนนี้ เนื่องจากความคิดต่างจากเขามาก จึงทำเพียงแค่บอกว่าเขาจะขอเข้าถึงค่ายกลเท่านั้น ไม่ขอให้สอน
“ขึ้นไปชั้น 5 แล้วไม่ต้องมาให้ข้าเห็นหน้าอีก”
“ท่านอาจารย์ แล้วข้าจะสอบกับใครล่ะหากข้าอยากเป็นนักยันต์ระดับ 5”
“ออกไปซะ”
ตงฟางรีบเก็บเสียงแล้วกระโดดออกจากห้องไปด้วยความรู้สึกสยอง เขาคิดว่าการสอบวัดระดับนักยันต์คงไม่สามารถทำในสถาบันได้แน่นอน เขาจะต้องถูกแกล้งจนสอบไม่ผ่าน จึงคิดว่าจะเข้าไปสอบวัดความรู้ในเมืองแทน แม้ศิษย์จะไม่เห็นการสอบ หากพวกเขาเห็นป้ายก็รู้ว่าตงฟางสอบได้เช่นกัน
“โฮะโฮะ ในที่สุดก็เข้าถึงสักที”
สองมือถูเข้าหากัน หลังจากเห็นหนังสือเล่มเก่าโบราณเขียนบนไม้ไผ่วางเอาไว้บนชั้น 5 ของตึกยันต์และค่ายกล ตงฟางจึงหามุมเหมาะทดลองทำความเข้าใจมัน ตอนนี้ในหัวของเขามีความรู้ของนิกายโลหิตจนทำให้เขาปลดค่ายกลได้ แต่เขาไม่รู้ขั้นตอนการสร้าง จึงอยากรู้ว่าตัวเองจะต้องใช้เวลานานมากแค่ไหนในการทำความเข้าใจ
“อ๋อเพราะงี้สินะค่ายกลจึงถูกรวมเอาไว้ในหลักสูตรของตึกยันต์”
ตงฟางเข้าใจแจ่มแจ้งกับการที่ค่ายกลและยันต์เป็นสิ่งที่เรียนควบคู่กัน ภายในหนังสือที่เขาอ่าน อธิบายเอาไว้ว่าค่ายกล เกิดมาจากยันต์จำนวนมาก ที่ถูกนำมาเชื่อมกันตามรูปร่างของกลุ่มดาวต่างๆ ก่อให้เกิดพื้นที่พิเศษอัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณ
การที่เขาเห็นศิษย์มากมายต้องวิ่งจัดรูปแบบต่างๆเป็นเพราะพวกเขาต้องวางตัวเองแทนดวงดาวที่อยู่ในกลุ่มดาว แล้วใช้ตัวเองแทนยันต์ 1 แผ่น เมื่อรวมกันกับคนอื่นๆ จะก่อให้เกิดค่ายกลขึ้นมา แต่มันกลับมีค่ายกลพิเศษที่ไม่ยึดหลักดวงดาว ขอเพียงแค่มีคนตามจำนวนก็สามารถใช้งานได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังทรงพลังมากยิ่งขึ้นไปอีก หากผู้ใช้มีจำนวนเยอะขึ้นไปด้วย
โดยค่ายกลแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ค่ายกลโจมตี ค่ายกลป้องกัน ค่ายกลรักษาและค่ายกลกักขัง
“อ๋อ มีวิธีใช้คนเดียวด้วย โชคดี”
ตงฟางฉีกยิ้มกว้าง เขานึกว่าตัวเองจะไม่มีทางใช้ค่ายกลได้เพราะเขาไม่มีเพื่อนเลย จึงทำให้ค่ายกลที่เขาต้องการใช้มีผู้ใช้ยันต์ไม่เพียงพอ ในหนังสือกลับบอกว่าค่ายกลสามารถใช้งานคนเดียวได้ เพียงต้องอาศัยเครื่องมือบางอย่าง ตามแต่ละคนจะสร้างมันขึ้นมาเพื่อแทนจำนวนผู้คน
ยกตัวอย่างเช่นธง หากไม่สามารถใช้ผู้คนได้ สามารถใช้ธงปักไปยังตำแหน่งต่างๆตามกลุ่มของดวงดาวที่เข้ากับค่ายกลนั้น บนธงจะต้องมียันต์เขียนไปด้วยเพื่อให้ค่ายกลทำงาน บางคนใช้แท่งเหล็กสลักยันต์ หรือจะเป็นอะไรก็ได้ ขอเพียงแค่ผู้ใช้คิดว่ามันมั่นคงและมียันต์เขียนติดเอาไว้
“ดูเหมือนวิธีของนิกายโลหิตจะน่ากลัวไม่น้อย”
จากคำอธิบายการสร้างค่ายกลสร้างความตกใจให้กับตงฟางไม่น้อย เมื่อวิธีการสร้างค่ายกลของสถาบันเฟยเทียนหรือสถาบันอื่นๆ ต่างจากค่ายกลของนิกายโลหิต ในหัวของเขาที่ได้รับการถ่ายทอดทักษะนิกายโลหิตกลับบอกเขาเกี่ยวกับเครื่องมือใช้แทนยันต์ นั่นคือการวางศพอะไรก็ได้ ขอเพียงแค่มีเลือดอยู่ข้างใน นับว่าเป็นวิธีที่น่ากลัวสำหรับตงฟางไม่น้อย เขาจึงคิดว่าจะลองให้อาจารย์ซิ่วสอนวิธีสลักยันต์ลงไปบนอาวุธ จะได้ไม่ต้องใช้ค่ายกลที่น่ากลัวแบบนี้ ค่อยใช้อาวุธเป็นหมุดปักไปยังตำแหน่งดวงดาวแทนคน
“เอาล่ะ เราเหลือเวลาพรุ่งนี้วันสุดท้าย ต้องรีบแล้ว”
ตงฟางหลับตาอ่านหนังสือค่ายกลทั้งหมด เขาจำเป็นต้องเดินทางไปยังตึกทักษะเช่นเดียวกันเพื่อดูทักษะมารและทักษะอื่นๆเพื่อหาจุดอ่อนของพวกมัน หากได้ปะทะเขาจะมีโอกาสสูงในการฆ่าผู้ใช้ทักษะเหล่านั้น โดยเขาต้องรีบอ่านและทำความเข้าใจก็เพราะว่าเขาจำเป็นต้องไปหาพี่ซิงเยียนเพื่อทำธุรกิจใหม่ จากวัตถุดิบที่เขาได้มาจากประตูเทพธิดา
—--------------------------------
“มาสักที เอาล่ะนั่นชุดเกราะสวมใส่ซะ”
ตงฟางหยุดเท้ากระทันหันพลางใช้ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดมองจ้องไปยังอาจารย์เฝ้าตึกทักษะ เขาใช้เวลาตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงคืนอ่านหนังสือค่ายกลจนตาแดง ภายในหนังสือเหล่านั้นกลับมีหลายอย่างให้เขาต้องทำความเข้าใจอีกมากมันยากกว่าการหลอมยา
ตงฟางจึงทำความเข้าใจได้เพียงแค่น้อยนิด เขาจึงคิดว่าจะทิ้งไว้ก่อน หลังจากเข้าใจทักษะเขาถึงจะกลับไปอ่านมันใหม่
แต่เมื่อมาถึงอาจารย์เฝ้าตึกทักษะที่มักปรากฎตัวให้เขาเห็นบ่อยกลับบอกตงฟางสวมใส่ชุดเกราะ เขาจึงมองด้วยความรู้สึกงุนงง
“อาจารย์ มีใครบุกมาเหรอ”
“เจ้าไม่ได้มาทดสอบความแข็งแกร่งเหรอ”
“ทดสอบความแข็งแกร่ง ?” ความสงสัยยังคงปรากฎบนใบหน้าตงฟาง เขาไม่เข้าใจว่าตัวเองต้องทดสอบความแข็งแกร่งไปทำไม ในสายตาของเขาไม่เข้าใจเลยสักนิด แม้เขาจะรู้ว่าหอแห่งการต่อสู้และตึกทักษะเป็นส่วนหนึ่งของกัน กลับไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องทดสอบความแข็งแกร่งไปสู้กับใคร
การเป็นผู้แข็งแกร่งในหอแห่งการฝึกตน มันนำไปขู่ใครได้ การต่อสู้ที่ผ่านมา ตงฟางไม่เคยเห็นใครอวดอ้างพวกเขาเรื่องลำดับในหอแห่งการฝึกตน เพราะทุกคนอวดกันแค่ระดับพลังวิญญาณเท่านั้น ต่างจากระดับนักหลอมยาที่ใช้ระดับของพวกเขาเข้าข่มกันได้
“เจ้าไม่ได้มาทดสอบเหรอ ทั้งวันเจ้าไปตึกทั้งหมด ตอนนี้เดินทางมายังตึกของข้า เจ้าก็ต้องทดสอบเพื่อเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณสิ” ตงฟางส่ายหน้าปฎิเสธรัวๆ เขายังคงยืนยันเช่นเดิมว่ามันไม่จำเป็น การเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณระดับ 1 2 3 หรือจะเป็นระดับ 5 สำหรับเขามันไม่สำคัญเลย
จากที่ตงฟางพอรู้มากลุ่มคนที่ต้องสอบเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณระดับต่างๆ ก็เพราะว่าบางคนมีพลังสูง แต่เขาพึ่งยามากเกินไป จนพื้นฐานด้านการต่อสู้อ่อนแอมากๆ การทดสอบจึงจัดขึ้นสำหรับเหล่าคนที่ต้องการจ้างผู้ใช้จิตวิญญาณฝีมือดี
“อาจารย์ท่านชื่ออะไรหรือ ผู้นำนิกายให้ข้ามาบอกท่าน”
“นี่เจ้าไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของข้า งั้นถ้าอยากรู้ก็มาทดสอบซะ”
ตงฟางส่ายหน้าเช่นเดิม เขารู้ว่าจะต้องเจ็บตัวแน่นอน จึงไม่คิดจะทดสอบพลัง เขารู้ดีว่าตัวเองจะต้องถูกซ้อมแน่ๆ แม้อาจารย์ตรงหน้าเขาจะไม่มีจิตสังหาร แต่ชอบแกล้งพอสมควร
“งั้นเจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้อ่านทักษะ”
“อาจารย์ บอกชื่อข้ามาเถอะ ถ้าอาจารย์ไม่บอกข้าจะไปหาอาจารย์จื่อรั่วแล้วบอกว่าท่านไปแอบดู…”
“หยุด” ตงฟางฉีกยิ้มกว้าง หลังจากอาจารย์สวมใส่เสื้อขาวเปื้อนโคลนชี้หน้าสั่งให้เขาหยุดพูด
“ข้าจะบอกเจ้าก็ได้ ข้าชื่อเฟยหง เอาล่ะข้าพอจะรู้แล้วว่าผู้นำนิกายจะบอกอะไรข้า เจ้าไปเถอะ แล้วคิดซะว่าข้าไม่เคยบังคับให้เจ้าเข้าทดสอบกับหมู่ตึกแห่งการฝึกตน”
“ขอบคุณอาจารย์เฟยหง ข้าไปก่อน ขอให้ท่านโชคดี ข้าไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น เรื่องเมื่อครู่ข้าก็ลืมมันไปแล้ว”
ตงฟางเดินยิ้มเข้าไปในตึกทักษะ เรื่องเมื่อครู่ที่เขากำลังจะพูดผู้นำนิกายเป็นคนบอกเขามาเอง เพราะรู้อยู่แล้วว่าตงฟางจะไม่ได้รับอนุญาตให้อ่านหนังสือชั้นบนสุดหากเขาไม่รู้ชื่ออาจารย์เฝ้าตึก
ตงฟางจึงขอวิธีถามชื่ออาจารย์ชุดขาวเปื้อนโคลนชอบดื่มเหล้า จนรู้วิธีนำมาขู่
“ในที่สุด ฉันก็ได้พบกับแกสักที ทักษะมาร ฮ่าๆๆ”