Chronicles Of Radish : Record Of Pride (จักรวาลราดิช ภาค บันทึกจอมอหังการ)

    ตอนที่ 69 คณะเดินทางสุดประหลาด

    ตอนที่ 69 คณะเดินทางสุดประหลาด



                “อ๊าก!!!!”

                “อลิเซีย!!!  หนีไป!!!”

                สิ่งมีชีวิตตัวใหญ่ยักษ์สีเหลืองมีลายสีดำพาดทั่วตัวกำลังเยื้องย่างอยู่เบื้องหน้าพวกเขาที่แทบเท้ามันมีร่างห้าร่างจมกองเลือดอยู่ ไม่อาจรู้ได้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

                ผู้ที่ยืนเผชิญหน้ากับมันเป็นหญิงสาวตัวเล็กผู้มีใบหน้างดงาม อลิซนั่นเอง ทว่าตอนนี้เธอมีสภาพสะบักสะบอมไม่น้อยตามตัวมีบาดแผลหลายแห่งที่กำลังฟื้นฟูอยู่ ชุดเกราะที่ใส่แตกร้าวไปทั้งตัว

                “ตะ..แต่ว่า”

                “ไปเร็วก่อนที่พวกเราจะตายกันหมด!!”

                อลิซพุ่งเข้าต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตตัวใหญ่ยักษ์นั้นเพื่อถ่วงเวลาให้อาลิเซียหนี เด็กสาวเองก็มีบาดแผลเต็มตัวไปต่างกันแววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

                “เสด็จพี่ข้าคิดถึงท่าน ฮือๆๆ”

                ยามนี้เธอไม่อาจสะกดกั้นน้ำตาไว้ได้อีกแล้วเธอหันหลังและพยายามจะวิ่งหนี ทว่าก็มีร่างหนึ่งปลิวผ่านหน้าเธอไปกระแทกต้นไม้ใหญ่ข้างหน้าอย่างจัง

                โครม!!

                    ต้นไม้ใหญ่ยักษ์นั้นแม้ไม่หักโค่นแต่ก็สะเทือนจนใบไม้ร่วงกราวอลิซที่สภาพปางตายพยายามยันกายลุกขึ้นมาอาลิเซียตัดสินใจเข้าไปหาเธอเพื่อร่ายเวทรักษา

                “ทำไมไม่รีบหนีไป!!”

                อลิซปาดเลือดที่มุมปากสายตาของนางจับจ้องไปที่สิ่งมีชีวิตนั้นซึ่งกำลังย่างกรายเข้ามา

            “ถึงหนีไปยังไงก็ต้องตายอยู่ดีฮือๆ”

            อาลิเซียถูกอลิซบังไว้ก่อนที่ทั้งสองจะเห็นเจ้านั่นพุ่งเข้ามาและนั่นก็เป็นภาพสุดท้ายที่ทั้งสองได้เห็น.....

             

            หลังจากที่อลิซถ่วงเวลาให้ทุกคนหนีไปและได้ไปหลบซ่อนในถ้ำแห่งหนึ่ง สามวันหลังจากนั้นอลิซก็ตามมาเจอทุกคนด้วยสภาพอิดโรย

            “ดีใจจริงพี่หญิงไม่เป็นอะไร”

            ลิลลี่เป็นคนแรกที่เข้าไปหาเธอตามด้วยทุกคน อาลิเซียรีบร่ายเวทรักษาให้เธอทันที

            “ไม่เป็นไรนะอลิซ”

            นักบุญเจมส์เองก็ดีใจไม่น้อยที่เธอยังมีชีวิตอยู่

            “ข้าสังหารมันได้หลังจากนั้นแต่กว่าจะตามหาทุกคนเธอ ก็ต้องหนีมาตลอดทาง”

            อลิซเอ่ยขึ้นมานับเป็นประโยคที่ยาวมากสำหรับเธอ

            “แล้วพวกเราเอายังไงกันต่อดีขอรับ”

            แมธทิวเอ่ยถามขึ้นมาตอนนี้เขามีหน้าที่ระวังภัยให้ทุกคนอยู่

            “ตอนนี้เจออลิซแล้วข้าคิดว่าพวกเราควรมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบดีกว่า ที่นั่นอาจเจอพวกนักผจญภัยได้”

            เควินเสนอความคิดขึ้นมาเพราะแม้ป่านูเมลอสจะเป็นสถานที่อันตรายแต่ทะเลสาบที่เขาพูดถึงนั้นก็ตั้งอยู่ในป่าแห่งนี้แต่เป็นชายขอบด้านใต้สุดของหุบเขานี้ ที่นั่นเป็นสถานที่ถือว่าปลอดภัยมากที่สุดแล้วในป่านี้

            รอบทะเลสาบเป็นที่อยู่อาศัยของสไลม์หลากหลายชนิดซึ่งพวกมันไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก แต่คนที่มีสกิลอัญเชิญหรืออยากได้สัตว์เลี้ยงแบบนี้ก็จะให้นักผจญภัยพาพวกเขามาจับสไลม์เหล่านั้นกันอยู่ตลอดอย่างน้อยพวกมันก็เป็นสัตว์อสูรเริ่มต้นที่หลายคนเลือกจะฝึกฝนด้วยในฐานะนักอัญเชิญ

            “ข้าเห็นด้วยกับเควินนะพวกเรามุ่งหน้าลงใต้อย่างเดียว เดี๋ยวก็คงเจอทะเลสาบแล้ว”

            นักบุญเจมส์ก็เห็นด้วยกับความคิดของเควินอย่างน้อยในป่านี้พวกเขาก็ยังเห็นดวงตะวันทำให้แยกทิศทางได้

            ดังนั้นแล้วคณะเดินทางนี้ก็ออกจากถ้ำและพากันมุ่งหน้าลงใต้กันระหว่างทางก็หลบเลี่ยงสัตว์อสูรร้ายกาจกันมาตลอด มีบาดเจ็บบ้างแต่ก็ไม่มีปัญหาเพราะพวกเขาไม่ได้คิดจะสู้ตายกับพวกมัน ประกอบกับออลันโดที่มีเนตรหมื่นลี้ทำให้มองเห็นทางข้างหน้าได้ไกลมาก จึงหลบเลี่ยงอันตรายส่วนใหญ่ไปได้

            จนกระทั่งพวกเขาได้พบกับเจ้านั่นอสูรร้ายสีเหลืองตัวนั้นเพียงการโจมตีเดียวของมันก็ทำให้เควินและแมธทิวลงไปกองกับพื้นแค่มันขยับตัวก็ทำให้ทั้งลิลลี่ ออลันโด นักบุญเจมส์ปางตายมีเพียงอลิซที่ยังยืนหยัดต่อสู้กับมันได้ทว่าทั้งอลิซและอาลิเซียก็จมอยู่ในความสิ้นหวัง....

             

             

    ชายป่าแห่งหนึ่ง

                “เข้าไม่เข้าใจเลยแค่ภารกิจฆ่าเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ทำไมต้องเรียกพวกเรามาตั้งหลายคนด้วย”

                “นั่นสิข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน”

                คนสวมชุดดำสวมใส่หน้ากากระบุหมายเลขกลุ่มหนึ่งกำลังจับกลุ่มกันอยู่แต่ละคนมีกลิ่นอายการฆ่าฟันหนาแน่น คนที่เอ่ยคนแรกคือหมายเลขสิบสองส่วนคนที่สองคือหมายเลขสิบเก้า

                “นายท่านสั่งมายังไงก็จัดการไปตามนั้นพวกเจ้าจะสงสัยอะไร”

                หมายเลขสิบห้ากล่าวโดยไม่หันไปมองทั้งคู่สายตาของเขาจ้องมองไปยังถนนนอกชายป่า

                “ข้าก็แค่คิดว่างานมันน่าเบื่อไปหน่อย”

                หมายเลขสิบสองยังบ่นไม่เลิกแต่คราวนี้ไม่มีใครต่อประโยคกับเขาอีก ทำให้เขาเงียบเสียงไปเองแม้พวกเขาจะพูดคุยกันเสียงเบา ทว่าก็ไม่ปรากฏร่างของเพวกเขาแต่อย่างใดทุกคนต่างกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม

                มีนักฆ่ากว่าสิบคนที่ซุ่มอยู่ตรงนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกเลขสองหลักสิบถึงยี่สิบโดยมีหมายเลขสิบห้าเป็นผู้นำภารกิจในครั้งนี้และสายตาของหมายเลขสิบห้าก็เห็นขบวนรถม้าเคลื่อนตัวเข้ามาในระยะสายตาที่สุดมุมถนน

                “เป้าหมายมาแล้วทุกคนเตรียมตัว”

                แค่อึดใจเดียวพวกเขาก็เลือนหายไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อถึงเวลาปฏิบัติการจริงพวกเขาต่างไม่มีความลังเลทั้งสิ้นพวกเขาต่างซุ่มและรอคอยโอกาสจัดการเป้าหมายที่กำลังใกล้เข้ามาในอีกไม่ช้านี้....

     

     

                คณะเดินทางของราดิชมาถึงที่หมายปลายทางอย่างปลอดภัยทุกคนพวกเขายืนอยู่หน้าโบสถ์ประจำเมืองนั้นนั่นเอง

                ที่นี่คือเมืองเปมินาเป็นเมืองขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ทางใต้ของป่านูเมลอส อยู่ในอาณาจักรสเกอซึ่งป่านูเมลอสนั้นตั้งอยู่ในหุบเขานี้ มันเป็นหุบเข้าที่มีเนื้อที่มากกว่าห้าพันตารางกิโลเมตรมีหน้าผาสูงล้อมลอบทุกด้าน

                ที่นี่เหมือนเป็นเขตกันชนของหลายอาณาจักรด้วยกันความจริงการเข้าไปในป่านูเมลอสทำได้จากทุกด้านแต่โธมัสเคยมาที่เมืองนี้จึงสะดวกส่งพวกเขามาที่นี่มากกว่านนั่นเองและเมืองนี้ก็ถือเป็นจุดพักที่สำคัญด้วย

                เพราะด้านใต้ของป่ามีทะเลสาบอันเป็นที่อาศัยของสไลม์มากมายเหล่านักอัญเชิญที่ต้องการฝึกฝนสกิลก็มักจะมาที่นี่กันเพื่อจับสไลม์เพราะมันเป็นตัวที่จับง่ายที่สุดแล้วดังนั้นที่เชิงเขาจึงมีหมู่บ้านนักผจญภัยตั้งอยู่ ซึ่งนั่นคือเป้าหมายของพวกเขา

                ที่หมู่บ้านนี้เลี้ยงสัตว์อสูรสายพันธ์อินทรีเอาไว้รับส่งคนเข้าไปในป่าโดยจะไปลงจอดที่ฐานของพวกเขาที่ริมทะเลสาบ ซึ่งเป็นจุดพักด้านในป่าอีกทีหนึ่งหลังจากจับสไลม์จนพอใจแล้ว ก็จะพาคนกลับมา ซึ่งธุรกิจนี้ดำเนินมาอย่างยาวนานแล้ว

                ป่านูเมลอสนั้นมีสัตว์อสูรแข็งแกร่งอาศัยอยู่มากมายมีทั้งสัตว์ป่าหลากหลายพันธ์ แมลงและสัตว์มีพิษจำนวนมาก ยังมีต้นไม้กินคนด้วย พืชพิษก็ขึ้นอยู่มากมายทว่ามันก็เป็นแหล่งสมุนไพรหายากชั้นยอดด้วยเช่นกัน

                ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่จะมีคนเสี่ยงตายเข้าไปหาสมุนไพรกันแม้จะรู้ว่ามีโอกาสตายสูงมาก แต่ความเย้ายวนของเงินตราทำให้คนเหล่านั้นลืมความกลัวไป

                สัตว์อสูรที่นี่ไม่ได้มีจำนวนมากแบบในเขาวงกตพวกมันมีจำนวนน้อยแต่แข็งแกร่งมาก แต่ละตัวส่วนใหญ่จะมีอาณาเขตหากินของตัวเองถ้าไม่ไปปะทะกับพวกมันก็ยากจะเกิดการต่อสู้ได้แต่ปกติสัตว์อสูรเหล่านี้จะไล่ล่ามนุษย์ทันทีที่พบเจอ

                เพราะที่นี่แม้จะอันตรายแต่ก็มีมนุษย์ย่างกรายเข้ามามากกว่าพวกเขาวงกตดังนั้นสัญชาติญาณของสัตว์อสูรที่นี่จึงถูกกระตุ้นให้ไล่ล่ามนุษย์ทันทีที่เจอหน้า

     

     

                    “ว่าแต่พวกเจ้าชื่ออะไรกันบ้าง”

                ราดิชเอ่ยถามทุกคนอีกครั้งแม้จะเห็นผ่านๆตอนประเมินแล้วแต่เขาดูพวกสเตตัสกับสกิลเป็นหลักมากกว่าจะดูชื่อนั่นเองหลังมาถึงพวกเขาก็รออยู่หน้าโบสถ์ระหว่างที่บาทหลวงกำลังติดต่อให้รถม้ามารับพวกเขาไปส่งยังหมู่บ้านนักผจญภัยเพราะมีการติดต่อมาล่วงหน้า ทำให้การรอรถม้าไม่นานนัก

                “ข้าชื่อกาโต ขอรับ”

                คนแรกที่เอ่ยออกมาคือชายร่างยักษ์หน้าตาดุดันนั่นเองเขาคือคนแรกที่เอ่ยขึ้นมาหลังจากได้ยินว่าผู้กล้าจะเลือกทีมเอง

                ราดิชไม่ได้ตั้งแง่กับชายคนนี้เพราะแม้จะหน้าตาดุดันพูดจาขวานผ่าซาก แต่เขาก็มีสเตตัสเฉลี่ยเกินพันห้าเลยนะเขาใช้อาวุธคือขวานศึกเล่มยักษ์แค่ดูก็รู้ว่ามันสามารถผ่าร่างสัตว์อสูรเป็นสองซีกได้ไม่ยากเลย

                จากนั้นคนอื่นก็ทยอยกันแนะนำตัวตามมาหลังกาโตเป็นผู้กล้าหารญคนแรกพาลาดินคนที่สองชื่อ เบอทาน คนนี้หน้าตาธรรมดา รูปร่างสูงใช้ดาบสั้นสองเล่มเป็นอาวุธ สเตตัสโน้มเอียงไปทางความเร็วเป็นหลัก แต่อย่างไรก็มีค่าเฉลี่ยนเกินพันห้าทุกค่าเช่นกัน

                คนที่สามเป็นพาลาดินชื่อนิโคไล คนนี้ผิวขาวซีดท่าทางอมโรค ทว่าแววตาของเขาเปล่งประกายมากอาวุธที่ใช้เป็นดาบยาวจำพวกเรเปียร์ คนนี้สเตตัสแปลกประหลาดหน่อยเพราะนอกจากความเร็วแล้วยังมีพลังเวทด้วย เขามีสกิลเวทที่พัฒนาหลายสกิลราดิชคิดว่าเขาน่าจะเป็นสายต่อสู้แบบผสมผสาน

                คนที่สี่เป็นนักธนูชื่อออก้า รายนี้เป็นหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งดูเหมือนจะสนิทกับเจ้าคนที่เขาอัดลงไปกองกับพื้น จึงมองเขาด้วยความหวาดกลัวอยู่ที่ราดิชเลือกคนผู้นี้มาเพราะเขามีสกิลเนตรหมื่นลี้นั่นเองค่าสเตตัสอื่นก็เหมือนนักธนูทั่วไป เน้นความเร็ว พลังทะลุทะลวงและใช้เวทลมได้

                คนที่ห้าเป็นนักเวทมิติชื่อออเก้ ดูเหมือนจะเป็นพี่ชายของออก้า เพราะหน้าตาละม้ายคล้ายกันมากความจริงเขาจะไม่เลือกคนผู้นี้มาก็ได้แต่เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตก็เลยหนีบเอามาด้วย อีกอย่างออเก้เองก็ใช้เวทอื่นได้เหมือนกัน

                คนที่หกเป็นนักบวชผู้ใช้เวทรักษาชื่อนิโคล เจ้านี่มีผิวขาวซีดไม่ต่างจากพี่ชายตัวเองคือนิโคไลทว่าเขาไม่ไม่ได้มีท่าทางอมโรคแต่อย่างใดราดิชเลือกเขามาเพราะเห็นว่านอกจากใช้เวทรักษาได้แล้ว ยังใช้เวทโจมตีได้ด้วย เหมือนเขาจะฝึกฝนมากับพี่ชายตัวเอง

                ทีมของเขาเลยมีพี่น้องสองคู่กับหนึ่งหนุ่มหน้าตาธรรมดา กับหน้าดุดันอีกคน หลังแนะนำตัวเสร็จราดิชก็มีเรื่องจะเอ่ยกับพวกเขา

                “ทุกคนคงทราบข้อมูลภารกิจกันมาแล้วข้าคงไม่ต้องพูดซ้ำสองอีก”

                ราดิชกล่าวขณะกวาดตามองทุกคนเหล่าสมาชิกทีมต่างตั้งใจเขาพูดมาก แน่นอนว่าเขาได้รับการฝึกสุดโหดจากจ่าเวสและเข้าใจระเบียบของทหารดี

                “ในฐานะที่ข้าเป็นผู้กล้าและเป็นหัวหน้าทีมนี้ข้าก็อยากให้ทุกคนปลอดภัยมีชีวิตรอดกลับมา แถมเลเวลอัพด้วยเพราะฉะนั้นถ้าใครมีข้อสงสัยอะไรอย่าปล่อยไว้ให้ถามทันทีจะได้ช่วยกันคิดหาทางแก้ไขได้”

                “แล้วก็ภารกิจหลักของเราคือพาคณะนักบุญเจมส์กลับมาระหว่างทางถ้าเจอทีมสำรวจที่เข้าไปก่อนพวกเรา ก็พาเขากลับมาด้วย หรือพาศพพวกเขากลับมาให้ได้ทุกคนคงเข้าใจใช่ไหม”

                “เข้าใจครับ!!”

                ทุกคนขานรับก่อนจะมีใครคนหนึ่งยกมือขึ้น เขาคือหนุ่มหล่อออก้านั่นเอง ราดิชพยักหน้าให้เขาพูด

                “ท่านผู้กล้าถ้าพวกเราเจอสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมาก เราจะเลือกสู้หรือว่าหนีก่อนขอรับ”

                “อืม..ก็ต้องดูก่อนนะว่าเจอะตัวอะไรยังไงก็ฝากเจ้าด้วยล่ะ เนตรหมื่นลี้ของเจ้าคือกุญแจสำคัญของภารกิจนี้เลย ถ้าเจอตัวที่พวกเราจัดการได้ก็ไม่จำเป็นต้องหลบหรอก”

                “ขะ..เข้าใจแล้วครับ”

                ดูเหมือนออก้าจะใจชื้นขึ้นมากความจริงที่ราดิชเลือกเขามานั้น นอกจากสกิลเนตรหมื่นลี้แล้วเขายังมีสกิลสายตรวจจับจำนวนมาก จะเรียกว่าเป็นคนขี้ระแวงหรือว่าระวังตัวตลอดดีเจ้านี่มีทั้งเสริมประสาทสัมผัสทั้งห้าขั้นสูงเลเวลสิบขยายขอบเขตการรับรู้เลเวลสิบ สัมผัสอันตราย สัมผัสการเคลื่อนไหว สัมผัสกลิ่นอายและสัมผัสความร้อน ซึ่งล้วนแล้วแต่เลเวลสิบทั้งสิ้น

                ความเป็นผู้นำของราดิชที่แสดงให้พวกเขาเห็นนั้นทำให้พวกเขาต่างทึ่งมาก เพราะเด็กหนุ่มคนหนึ่งถึงกับเจิดจรัสหาใดเปรียบในสายตาของพวกเขาอันที่จริงท่านผู้กล้าต้องขอบคุณจ่าเวสที่อบรมฝึกฝนเข้ามาจนมีทุกวันนี้

                รออยู่ไม่นานรถม้าก็มาถึงมันเป็นรถม้าคันใหญ่ที่นั่งได้หลายคน ออก้าและออเก้ทำหน้าที่เป็นพลขับด้านหน้าส่วนคนที่เหลือขึ้นไปนั่งกันหมดและราดิชก็เริ่มพูดคุยกับสมาชิกทีมที่เหลือเพื่อทำความรู้จักกับพวกเขา ระหว่างที่รถม้าเคลื่อนตัวออกนอกเมืองเพื่อมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านนักผจญภัย

                กาโตนั้นเป็นคนจริงใจกว่าที่คิดเขาแค่เป็นคนพูดตรงเกินไป พูดจาขวานผ่าซาก แต่ถ้าได้คบหาแล้ว ราดิชบอกได้ว่าคนนี้ฝากฝังให้ทำภารกิจสำคัญได้แน่นอน

                เจ้าสองพี่นองนิโคไลกับนิโคลไม่ค่อยพูดแต่เขาสัมผัสได้ว่าสองคนนี้ไม่มีปัญหาอะไรต่างจากเบอทานที่เขาคิดว่าเจ้านี่ชอบเก็บงำความลับ ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเขารู้ได้ว่าเจ้านี่มีอะไรมากกว่าที่เห็นแน่นอน

                “มีคนดักซุ่มอยู่ขอรับ..”

                ออก้าเปิดหน้าต่างด้านหน้าบอกพวกเขาทุกคนด้วยสกิลสายตรวจจับของเขานั้นมีระยะไกลมาก แม้จะพรางตัวอย่างไรก็ยากจะรอดพ้นไปได้ทุกคนตื่นตัวขึ้นทันที

                “อย่าเพิ่งทำอะไรเตรียมพร้อมไว้ก่อน งานนี้มีเรื่องสนุกให้พวกเจ้าดูแล้ว”

                คำพูดของผู้กล้าทำให้ทุกคนเกิดเครื่องหมายคำถามขึ้นมาแต่พวกเขาก็ไม่มีใครเอ่ยถามอะไรขึ้นมา รถม้ายังคงแล่นต่อไปขณะที่ทุกคนกำอาวุธในมือแน่นด้วยสภาวะเตรียมสู้อย่างที่สุด

    คล้ายกับเรื่องChronicles Of Radish : Record Of Pride (จักรวาลราดิช ภาค บันทึกจอมอหังการ) ที่คุณอ่าน