ภายในลานกว้าง ผู้คนมากมายจากทั่วสารทิศต่างตกอยู่ในภวังค์ของความสับสนและความไม่อยากเชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้า
ท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก เสียงพูดคุยเริ่มกลับมาอีกครั้งหลังจากที่ทุกสิ่งเข้าสู่ความเงียบงันอยู่นานหลายอึดใจ
พวกเขาต่างยืนมองภาพของชายชรา ผู้ซึ่งมีตำแหน่งเป็นถึงผู้อาวุโสสูงสุดของนิกายเทียนหมิง มีสถานะและพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในแคว้นเทียนหมิง กำลังเขย่าร่างของชายหนุ่มผู้นามว่าหลัวหยางด้วยสีหน้าระริกระรี้ ประหนึ่งเด็กน้อยที่เพิ่งพบสมบัติในตำนาน
ความกระตือรือร้นของหวังฉีนั้นรุนแรงจนถึงขั้นทำให้ขอบตาเปียกชื้นด้วยน้ำตาแห่งความปลาบปลื้ม
ชายชราไม่แยแสสิ่งใดแล้วในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นสายตาของเหล่าผู้อาวุโสจากสำนักอื่น ชื่อเสียงของนิกาย หรือแม้กระทั่งยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้าที่พังลงไปตรงหน้า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนถูกบดบังด้วยภาพของพรสวรรค์อันไร้ขอบเขตที่กำลังปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขา
การกระทำที่ดูบ้าคลั่งของหวังฉีทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มรู้สึกแปลกใจ
บางคนตะลึงงันกับพฤติกรรมที่ไม่สมกับตำแหน่งสูงส่งของเขา บางคนถึงกับถอนหายใจ บ้างก็พึมพำออกมาอย่างเข้าใจ
“กระทั่งเสาศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่อาจต้านทานพรสวรรค์ของชายผู้นี้ได้!”
“มันแน่นอนแล้วว่าพวกเขาได้รับอัจฉริยะที่แท้จริงเข้าไปสู่นิกายแล้ว!”
ในขณะที่อีกหลายคนก็แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างเปิดเผย
“แม้จะไม่ใช่ของพวกเรา แต่เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงก็ถือเป็นหนึ่งในยุทธภัณฑ์แห่งตำนานของแคว้น”
“การที่มันพังทลายลงเช่นนี้ ต่อให้ด้วยเหตุผลใดก็ตาม มันก็ทำให้รู้สึกไม่ดีอยู่ดี!”
น้ำเสียงของผู้คนที่พูดออกมานั้นล้วนแตกต่างกันไป บ้างแสดงความยินดี บ้างแสดงความอิจฉา บ้างก็แสดงความเสียดาย
ทว่าความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เหตุการณ์ทั้งหมดได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีผู้ใดสามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ และยิ่งไม่มีใครสามารถลบล้างความจริงที่ว่า ชายหนุ่มคนนี้ได้ทำในสิ่งที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อนด้วยฝ่ามือเพียงข้างเดียว นั่นคือการทำให้เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงพังทลาย
หวังฉียังคงเขย่าร่างของหลัวหยางต่อไปอย่างไม่ยอมหยุด
ดวงตาของเขาเปล่งประกายประหนึ่งเด็กที่กำลังค้นพบขุมทรัพย์วิเศษในดินแดนต้องห้าม ปากพร่ำพูดไม่หยุด
“พรสวรรค์ของเจ้าอยู่เหนือกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ยอดเยี่ยม.. ยอดเยี่ยมถึงที่สุด!”
ขณะที่ร่างของหลัวหยางนั้นถึงจะยังคงยืนนิ่ง แต่ใบหน้ากลับเผยรอยยิ้มแห้งๆออกมาอย่างอดทน
ในขณะที่เสียงของผู้อาวุโสหวังฉียังคงพร่ำพูดไม่หยุด ภายในใจของหลัวหยางกลับมีเสียงอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นมาอย่างชัดเจน ราวกับสายฟ้าที่แล่นผ่านความคิด เขาได้ยินเสียงหัวเราะที่ดังก้องและเต็มไปด้วยความสะใจปะปนด้วยความยิ่งใหญ่เหนือโลกนั้นอย่างชัดเจน
【ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า เห็นหรือยังศิษย์รักของข้า? รู้หรือยังว่าพรสวรรค์และศักยภาพของเจ้าในตอนนี้มันเป็นเช่นไร?】
【เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงที่สามารถตรวจสอบพรสวรรค์ของเหยินเฟยและหลงเซียวเหยาได้ เจ้ากลับทำให้มันพังทลายลงต่อหน้าต่อตา!】
【เพราะนี่แหละคือพลังของเจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหล!】
【อย่าว่าแต่ยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้าเลย แม้แต่ศัสตราวุธเซียนที่มีพลังมากกว่านี้นับหมื่นๆเท่าก็ยังไม่อาจยืนหยัดต่อพลังของมันได้!】
【เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือว่าตัวตนของเจ้านั้น.. มันไม่ได้เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาอีกต่อไปแล้ว!】
เสียงของระบบสังหารโชคชะตาดังขึ้นมาในหัวของหลัวหยางด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความสะใจปานภูเขาไฟที่กำลังระเบิด
หลัวหยางยืนนิ่งรับฟังเสียงภายในจิตใจ ก่อนจะค่อยๆสูดลมหายใจเข้าอย่างลึกยาว ขับไล่ความสับสนและแรงสั่นสะเทือนในหัวใจให้สงบลง
จากนั้นจึงหันหน้ามาสบตากับชายชราผู้ที่กำลังเขย่าร่างของเขาอยู่ด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“พะ.. พอก่อนท่านผู้อาวุโส! ถ้าท่านไม่รังเกียจอะไรในตัวของข้าล่ะก็..”
“ข้าหลัวหยาง ยินยอมและตกลงที่จะเป็นศิษย์ในนิกายเทียนหมิงของท่าน!”
พอได้ยินคำกล่าวออกมาจากปากของชายหนุ่มด้วยตัวเอง ประโยคเพียงไม่กี่คำซึ่งแฝงด้วยความเรียบง่ายและท่าทีสุภาพนั้น กลับเปรียบได้ดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของชายชราผู้อาวุโสแห่งนิกายเทียนหมิงอย่างหวังฉี
สีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ดวงตาที่เคยเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นอยู่แล้วกลับยิ่งเปล่งประกายเรืองรองขึ้นไปอีกหลายส่วน
ปากที่เคยเผยอเล็กน้อยถึงกับฉีกยิ้มจนแทบจะปริถึงใบหู เขาตะโกนออกมาเสียงดังปานมังกรร้องคำราม
“ยะ.. เยี่ยม! ยอดเยี่ยมกระเทียมดองไปเลยไอ้เจ้าเด็กคนนี้! ฮ่าๆๆ!”
เสียงหัวเราะของชายชราดังกึกก้องไปทั่วทั้งลาน ไม่ต่างอะไรไปจากประโคมฉลองที่ปลุกให้พื้นหินเกิดการสั่นสะเทือน
เขาเอ่ยซ้ำอีกครั้ง พลางยกมือขึ้นตบลงบนไหล่ของหลัวหยางด้วยความชื่นชม น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“เจ้าจะไม่มีวันผิดหวังกับนิกายเทียนหมิงของพวกข้าเป็นแน่! ข้ารับรองด้วยศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มีอยู่ในชีวิตของข้า!”
ทว่าความตกตะลึงของฝูงชนกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกระดับ
เมื่อชายชรากล่าวต่อด้วยคำพูดที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะได้ยินจากปากของเขา
“ส่วนเรื่องเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิง”
“แน่นอนว่าเจ้าก็อย่าได้วิตกไปเลย!”
“ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกลงโทษหรือว่ากล่าวให้เจ็บช้ำน้ำใจ มันเป็นแค่เพียงอุบัติเหตุธรรมดา.. ไม่สิ! ที่จริงแล้วมันต้องโทษเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงต่างหากที่ดันไร้ปัญญารองรับศักยภาพของเจ้าได้! มันไม่อาจรองรับพรสวรรค์อันไร้ขอบเขตของเจ้าได้น่ะสิ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”
คำกล่าวนั้นออกมาจากปากของผู้อาวุโสสูงสุดผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยปกป้องยุทธภัณฑ์ระดับล้ำฟ้าดั่งจิตวิญญาณของนิกาย กล่าวออกมาอย่างยิ้มแย้มปลาบปลื้มโดยไม่รู้สึกละอายเลยซักนิด ราวกับว่าสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ใช่ความเสียหายครั้งประวัติศาสตร์
แต่กลับเป็นเหตุการณ์อันเป็นมงคลสูงสุดที่ต้องจารึกไว้ในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของนิกายเลยด้วยซ้ำ
“นะ.. นี่มัน..”
ผู้คนโดยรอบถึงกับอ้าปากค้างแทบพร้อมกันในคราเดียว หลายคนเผลอยกมือขึ้นป้องปาก บางคนถึงกับขยับเท้าถอยกรูดโดยไม่รู้ตัว
สีหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความตกตะลึงปนตะลาน ไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือควรร้องไห้กับเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า
ชั่วขณะนั้นทั่วทั้งลานเข้าสู่ภาวะนิ่งงันอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ด้วยความกลัวหรือแรงกดดัน แต่เป็นเพราะไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นและได้ยินจะเป็นเช่นนี้ ไม่เพียงชายชราไม่ลงโทษหลัวหยางที่เพิ่งทำลายสมบัติล้ำค่าของนิกายไป
แต่กลับยืนกรานว่าจะยกย่องเขาอีก ทั้งยังโทษเสาศักดิ์สิทธิ์เสียเองว่าไร้ความสามารถพอจะรองรับศิษย์ใหม่ผู้นี้ได้
บรรยากาศที่คล้ายการประลองระหว่างมังกรกับฟ้ากลับกลายเป็นงานเฉลิมฉลองที่เต็มไปด้วยความปีติ
บางคนถึงกับแอบหัวเราะในลำคอ ขณะที่อีกหลายคนต่างมองไปยังหลัวหยางด้วยสายตาแปลกไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ในหมู่พวกเขา เหล่าศิษย์ใหม่ที่เพิ่งผ่านการทดสอบและได้รับเลือกให้เข้าสู่นิกายเทียนหมิงก็มิอาจปกปิดความรู้สึกของตนได้อีกต่อไป
แต่ละคนแสดงสีหน้าแตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน
บ้างแสร้งยิ้ม บ้างเบือนหน้าหลีกหนี บ้างกำหมัดแน่นจนมือสั่น
หากในดวงตาทุกคู่ล้วนแล้วแต่มีเพลิงแห่งความอิจฉาลุกโชนอยู่ลึกๆไม่ต่างกัน
“อะ.. อะ..ไอ้เด็กบ้านั้น”
“มันเป็นไปได้ยังไงกัน!”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลงเซียวเหยา ชายหนุ่มผู้มีพลังแห่งกายามังกรเก้าสวรรค์ สายเลือดของมังกรที่สูงศักดิ์ที่สุดในยุคนี้
ตัวของเขายืนนิ่งอยู่ในที่เดิม ดวงตาสั่นไหวอย่างรุนแรง มุมปากบิดเบี้ยวเล็กน้อย ขณะที่มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แม้จะไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา แต่ทุกอณูของร่างกายเขากำลังส่งเสียงกรีดร้องด้วยความอับอายและไม่พอใจอย่างลึกซึ้ง
ในใจของเขา ไม่มีสิ่งใดเจ็บปวดไปกว่าการที่ผู้ใดผู้หนึ่งได้รับการยกย่องสูงกว่าตนเองในสถานที่แห่งเดียวกันต่อหน้าฝูงชนเช่นนี้
โดยเฉพาะคนผู้นั้นคือหลัวหยาง ขณะที่ศิษย์ใหม่อีกจำนวนหนึ่งต่างสบตากันไปมาอย่างลังเล
ไม่กล้าพูดคำใดออกมา พวกเขารู้ดีว่าไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีทางเทียบหลัวหยางได้ในตอนนี้
พวกเขาไม่แม้แต่จะเข้าใกล้ด้วยซ้ำ เพราะเกรงว่าความเหลื่อมล้ำนี้จะยิ่งทำให้ความรู้สึกด้อยค่าของตนเองชัดเจนขึ้นกว่าเดิม