“ภูตผีเนี่ยนะพี่หวัง?” ถังเฟยหู่เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “ถ้าบอกว่าเป็นสัตว์อสูรพลัดถิ่นข้าจะยังพอเชื่ออยู่บ้างแต่ผีหลอกผู้คน? ขนาดถึงกับฆ่าล้างหมู่บ้านหนึ่งไปจนเสียสิ้นผู้คนของทางการก็ยังฆ่าไม่เหลือ? พี่หวัง…เป็นท่านใส่สีตีไข่หรือไม่?” ชายหนุ่มกล่าวถามกับพี่หวังตรงหน้าด้วยความแปลกใจ
แต่พี่หวังนั้นกลับพยักหน้าอย่างมั่นใจ “คุณชายก็น่าจะรู้ว่าข้าไม่โกหกท่านอยู่แล้วนี่คือข่าวลือทั้งหมดที่ข้าได้ยินมา เป็นเช่นไร? ท่านสนใจที่จะไปสำรวจดูหรือไม่หรือว่าท่านต้องการจะออกไปล่าสัตว์อสูรตามภารกิจของสำนักต่อ?ข้าจะได้แนะนำหนทางให้แก่ท่านได้อย่างถูกต้อง!”
ถังเฟยหู่ขบคิดเกี่ยวกับคำพูดของพี่หวังขณะที่รินชาอีกแก้วเขาได้ยกถ้วยชาขึ้นดื่มจากนั้นค่อยวางลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล เขาได้คิดอย่างดีแล้วในตอนนั้นเองที่เขาได้หันกลับไปกล่าวกับพี่หวัง “ข้าสนใจที่จะไปยังหมู่บ้านตระกูลซุน!”
เสี่ยวเอ้อหวังเผยรอยยิ้มออกมา “ข้าคิดไว้อยู่แล้ว!คุณชายถัง หวังว่าท่านจะสามารถจัดการปัญหาในครั้งนี้ได้นะ…ที่จริงแล้วถึงแม้ข้าจะไม่ได้รับประโยชน์มากเท่าไหรกับเรื่องราวในครั้งนี้แต่การปล่อยให้ข่าวลือแพร่กระจายออกไปก็ไม่ดีนัก ในยุทธภพมักจะบังเกิดข่าวลือแปลกๆอยู่ตลอดเวลาหากข่าวเรื่องหมู่บ้านผีสิงบริเวณเมืองฝูโจวถูกลือออกไปเป็นวงกว้างอาจทำให้โรงเตี๊ยมกิจการซบเซาลงได้…”
ถังเฟยหู่ฟังเช่นนั้นก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ “ข้าคิดอยู่แล้วเชียว...พี่หวังท่านต้องไม่ประสงค์ช่วยผู้คนโดยไม่หวังสิ่งใดแน่นอนนี่ก็เพื่อป้องกันผลประโยชน์ของตัวท่านและกิจการโรงเตี๊ยมของสำนักท่านชัดๆ ความจริงแล้วโรงเตี๊ยมของท่านดำเนินกิจการโดยสำนักประตูมังกร...ข้าเคยได้ยินมาว่าคนงานภายในโรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยยอดฝีมือคงจะไม่ยากเกินไปหรอกหากพวกท่านคิดจะลงมือทำเอง...อย่างน้อยก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกิจการพวกท่านเองก็ได้” ถังเฟยหู่เลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ
ในตอนนั้นเองที่พี่หวังนั่งลงบนโต๊ะทางฝั่งตรงข้ามกับชายหนุ่มพร้อมกับมองซ้ายขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครได้ยินเขาได้ยื่นหน้าไปใกล้ชายหนุ่มพร้อมกล่าว “ข้าเองก็แปลกใจกับเรื่องนี้เหมือนกันผู้อาวุโสผู้ดูแลโรงเตี๊ยมสาขานี้ได้มีคำสั่งให้แก่คนงานและศิษย์ของสำนักประตูมังกรทั้งหมดในฝูโจวห้ามยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้โดยเด็ดขาดที่จริงการที่ข้ามาเล่าให้เจ้าฟังก็นับว่าเสี่ยงมากแล้ว”
ถังเฟยหู่ยิ้มออกมา“โฮ่...ดูเหมือนว่าพี่หวังกำลังขัดคำสั่งของผู้อาวุโสของสำนักท่านอยู่นะ...เช่านี้แล้วท่านจะไม่เดือดร้อนเอาหรอกเหรอ”ชายหนุ่มได้เผยรอยยิ้มอันแปลกพิกลออกมาในตอนนั้นเองที่หวังเสี่ยวเอ้อร่ำร้องอยู่ในใจว่าพลาดแล้วหวังเสี่ยวเอ้อได้เผยจุดอ่อนของตนออกไปเสียแล้ว!
หวังเสี่ยวเอ้อรู้สึกหัวเสียเป็นอย่างมากเขาได้ขยี้หัวตัวเองไปมาอย่างหัวเสียและถอนหายใจออกมาในท้ายที่สุด “เฮ้อ…ข้ายอมเจ้าแล้ว ข้าพลาดเองที่หลุดปากพูดออกมา! แต่ข้าก็เข้าใจนะว่าเจ้าต้องการอะไร!รอบหน้าหากข้าขายข่าวให้แก่เจ้าจะขอรับผลตอบแทนน้อยลงกว่าเดิมครึ่งหนึ่งแล้วกัน!”หวังเสี่ยวเอ้อพ่นลมออกจากจมูกอย่างหัวเสียก่อนที่จะหยิบถ้วนชาที่คว่ำบนโต๊ะขึ้นมารินชาดื่มบ้าง
หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้พูดคุยกันอีกเล็กน้อยก่อนที่พี่หวังผู้นั้นจะได้บอกเล่าเรื่องราวของหมู่บ้านตระกูลซุนอีกเล็กน้อยรวมถึงบอกถึงทิศทางที่ตั้งของหมู่บ้านให้ชายหนุ่มได้รับทราบก่อนที่พี่หวังจะขอตัวไปทำงานต่อก่อนที่ผู้อาวุโสของสำนักจะมาพบส่วนทางด้านถังเฟยหู่เองก็ได้สั่งบะหมี่ชามหนึ่งมากินโดยใช้ทรัพยากรบางส่วนที่เก็บเอาไว้ภายในกำไลมิติระหว่างออกล่าสัตว์อสูรมาแลกเปลี่ยนเพื่อจ่ายแทนเงินโดยปกติแล้วทางโรงเตี๊ยมประตูมังกรมักจะมีบริการแลกเปลี่ยนสิ่งของและทรัพยากรต่างๆเพื่อใช้จ่ายแทนเงินทองโดยนักประเมินราคาของโรงเตี๊ยมประตูมังกร
เหตุผลที่โรงเตี๊ยมทำเช่นนี้ก็เป็นเพราะพวกเขาทราบดีว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของโรงเตี๊ยมประตูมังกรก็คือชาวยุทธ์ที่บางส่วนก็มักจะไม่ค่อยชอบพกเงินในการเดินทางการที่พวกเขาทำเช่นนี้ก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ชาวยุทธ์ทั้งหลายที่เดินทางผ่านไปผ่านมาอีกทั้งยังทำให้ชาวยุทธ์หลายส่วนเลือกใช้โรงเตี๊ยมแห่งนี้เพราะเหตุผลนี้อีกด้วยอีกทั้งยังมีเวทีประลองยุทธ์และอาหารที่ทำจากทรัพยากรทรงคุณค่าอีกมากมายโรงเตี๊ยมประตูมังกรจึงเป็นสถานที่เหมาะสมสำหรับชาวยุทธ์เป็นอย่างมาก
ถังเฟยหู่ได้เดินออกจากโรงเตี๊ยมและตรงไปยังประตูทิศเหนือของเมืองฝูโจวในทันทีเมื่อเดินผ่านพ้นประตูเมืองไปแล้วชายหนุ่มก็ได้เรียกเฮยกุ่ยออกมาจากห้วงวิญญาณของตนเองเขาได้โคจรปราณมรณะออกมาจนฝ่ามือของเขาได้ปรากฏปราณสีแดงเลือดพวยพุ่งออกมาอันเป็นสัญลักษณ์ของลมปราณมารไร้ลักษณ์ขั้นสาม
เขาได้ประทับฝ่ามือนั้นลงบนหัวของเฮยกุ่ยอย่างแผ่วเบาและลูบหัวของมันด้วยความเอ็นดูปราณมรณะสีแดงเลือดได้ซึมซับเข้าสู่ร่างกายของม้าปีศาจอย่างรวดเร็วจิตใจของเฮยกุ่ยราวกับได้รับการปลอบโยน ชีวิตของมันล้วนเกิดและเติบโตขึ้นได้ด้วยกลิ่นอายมรณะแห่งความตายซึ่งตรงข้ามกับพลังวิญญาณตามธรรมชาติอย่างแท้จริง
จากนั้นถังเฟยหู่ก็ได้กระโดดขึ้นขี่บนหลังของเฮยกุ่ยอย่างรวดเร็วม้าปีศาจได้ยกขาตะกุยกลางอากาศและพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วตั้งแต่เฮยกุ่ยได้พัฒนาเข้าสู่ระดับสองก็เพิ่มความเร็วขึ้นมากกว่าเดิม การเดินทางไปยังหมู่บ้านตระกูลซุนซึ่งยู่ไม่ห่างไกลจากเมืองฝูโจวจึงนับว่าไม่ยากเย็นนัก
ชายหนุ่มได้ควบขี่ม้าปีศาจผ่านหมู่บ้านขนาดเล็กรวมถึงป่าไผ่ไม่นานนักเขาก็ได้ปรากฏตัวที่บริเวณช่องเขาแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าของเขาเป็นทางเดินที่ทอดตัวไปตรงกลางของช่องเขาที่ด้านข้างทั้งสองเป็นกำแพงหินตามธรรมชาติที่ราวกับเป็นป้อมปราการป้องกันผู้บุกรุกทางเข้าออกของหมู่บ้านมีเพียงทางเดียวคือทางด้านหน้าของช่องเขานั่น บริเวณด้านขวาของทางเข้ามีป้ายหินขนาดใหญ่แผ่นหนึ่งซึ่งหักครึ่งชายหนุ่มได้ให้เฮยกุ่ยเดินไปตรงบริเวณนั้นเพื่อสำรวจ บนป้ายหินนั้นพอปะติดปะต่อกันคำได้เป็นประโยคหนึ่งซึ่งเขียนเอาไว้ว่าหมู่บ้านตระกูลซุน
“ดูเหมือนว่าเราจะมาไม่ผิดที่นะเฮยกุ่ย” ชายหนุ่มกล่าวกับม้าปีศาจก่อนที่จะกระตุกบังเหียนให้เฮยกุ่ยเดินหน้าต่อเข้าสู่ช่องเขาตรงหน้านั่นแต่ในทันทีที่ก้าวเข้าสู่ช่องเขาแล้วเฮยกุ่ยกลับมีท่าทีที่เปลี่ยนไปร่างกายของมันสั่นสะท้าน หัวใจของมันเต้นระรัวราวกับกลองศึก ชายหนุ่มสัมผัสได้ว่าเฮยกุ่ยกำลัง…ตื่นเต้นดีใจ?
แต่ถังเฟยหู่เองก็พอจะทราบว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้นตัวเขาก็สามารถสัมผัสถึงสิ่งผิดปกติภายในช่องเขานี้ได้ไม่ต่างจากเฮยกุ่ยความรู้สึกเย็นเยียบที่สัมผัสได้ผ่านทางผิวหนังแต่นั่นมิใช่ความหนาวเย็นธรรมดาทั่วไป ความรู้สึกเย็นที่แผ่ซ่านเข้าจนถึงระดับวิญญาณกลิ่นอายแห่งความตายที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศ
ไม่ผิดอย่างแน่นอน! บรรยากาศแบบนี้คือห้วงมรณะ!
“หึ บรรยากาศเช่นนี้…ไม่แปลกใจเลยถ้าจะมีผีสางโผล่มาอย่างที่ที่พี่หวังได้บอกเอาไว้ไม่แน่ว่าบางทีคนของทางการที่มาตรวจสอบอาจจะตายเพราะห้วงมรณะกัดกินวิญญาณรวมถึงบรรยากาศเช่นนี้เลยอาจทำให้มีข่าวลือเรื่องผีก็ได้”ชายหนุ่มคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโดยรอบกับข่าวลือที่เกิดขึ้นแต่ก็ยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้อื่นๆ
ชายหนุ่มได้กระตุกบังเหียนให้เฮยกุ่ยเดินต่อไปห้วงมรณะแม้เป็นปฏิปักษ์ต่อสิ่งมีชีวิตโดยทั่วไปแต่ถังเฟยหู่มิใช่คนเดิมเหมือนครั้งเมื่อเผชิญหน้าห้วงมรณะในครั้งแรกในตอนนี้เขาได้ฝึกวิชามารในศาสตร์มรณะห้วงมรณะเหมือนกลายเป็นสถานที่ๆเขาคงอยู่ได้อย่างปกติทั่วไป ราวกับปลาที่แหวกว่ายในห้วงสมุทรก็ไม่ปาน
เมื่อชายหนุ่มได้เดินผ่านเข้าช่องเขานั้นไปแล้วสักพักที่เบื้องหลังบริเวณทางเข้าไปยังบริเวณหมู่บ้านตระกูลซุนได้ปรากฏร่างของจิ้งจอกหิมะเก้าหางขึ้นร่างขนาดเล็กของมันวิ่งไปมาอย่างปราดเปรียวโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้บนพื้นดินมันได้แอบตามชายหนุ่มไปอย่างไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัวโดยพยายามรักษาระยะห่างเอาไว้จิ้งจอกหิมะมองซ้ายแลขวาก่อนที่จะกระโดดซ้อนตัวอยู่หลังหินก่อนหนึ่งก่อนที่จะแน่ใจว่าถังเฟยหู่ได้จากไปไกลแล้วจิ้งจอกหิมะจึงได้กระโดดเข้าสู่ช่องเขานั่น
แต่ในพริบตาที่ร่างกายของจิ้งจอกหิมะได้ก้าวเข้าสู่ช่องเขาร่างของมันก็ได้สั่นสะท้านขึ้นเพราะสัมผัสได้ถึงไอมรณะภายในอาณาเขตของช่องเขา ในพริบตานั้นเองที่ร่างของจิ้งจอกหิมะได้เปล่งแสงขึ้นและได้ปรากฏร่างของซินถงขึ้นแทน
หญิงสาวชนเผ่านอกดินแดนได้สวมใส่ชุดจอมยุทธ์หญิงสีขาวใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความแปลกใจ คิ้วของนางขมวดกันจนเป็นปม นางได้ขยับฝ่ามือซ้ายขวาออกไปทางเบื้องหน้าฝ่ามือของบังเกิดพลังปราณห่อหุ้มอยู่จนเปล่งแสงสีฟ้า นางได้บีบอัดพลังปราณและใช้ออกแทนการชักนำพลังวิญญาณในอากาศเพื่อวาดอาคม!
ฝ่ามือของนางสลับไปมาจนทิ้งร่องรอยเส้นแสงปราณตกค้างไว้กลางอากาศเส้นสายพลังปราณเหล่านั้นได้ถูกเขียนเป็นอาคมชนิดหนึ่งขึ้นในชั่วพริบตาเดียวนั้นเองที่ซินถงได้วาดอาคมนั่นเสร็จสิ้น นางได้ตวัดฝ่ามือออกไปใส่ยันต์อาคมที่ถูกขีดเขียนกลางอากาศนั่นเส้นสายอาคมนั่นได้แตกสลายออกและปกคลุมทั่วร่างของนาง
ในตอนนั้นเองที่ความรู้สึกแปลกประหลาดอันเกิดขึ้นเพราะห้วงมรณะได้หายไปแล้วนั่นเพราะซินถงได้ขีดเขียนอาคมยันต์คุ้มกายชนิดหนึ่งขึ้นเพื่อปกป้องตนเองจากไอมรณะแห่งความตายมิให้ทำร้ายวิญญาณของนาง
แม้ห้วงมรณะจะอันตรายเป็นอย่างมากสำหรับสิ่งมีชีวิตปกติสามัญทั่วไปแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีป้องกันเสียเลยทีเดียว ยังมีวิธีการอีกมากมายเช่นการอดทนต่อการกัดกล่อนวิญญาณและความหนาวเย็นจากภายในการเป็นผู้ที่ฝึกวิชามารศาสตร์มรณะ หรือจะเป็นผู้ฝึกตนขั้นสูงที่เสริมสร้างรากฐานวิญญาณจนมั่นคงเกินกว่าที่ห้วงมรณะจำทำร้ายได้หรือแม้แต่การใช้อาคมคุ้มกายประเภทต่างๆที่ส่งผลปกป้องดวงวิญญาณ
ซึ่งอาคมที่ซินถงใช้ออกก็คือหนึ่งในนั้นในตอนนี้การฝึกตนของซินถงยังคงอยู่ในขอบเขตก่อเกิดขั้นหนึ่งระดับสุดยอดยังมิใช่ขอบเขตของการฝึกตนที่จะบ่มเพาะพลังวิญญาณของร่างกายจนเข้มแข็งแต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ตนในขอบเขตแรกๆด้วยเช่นกันที่อาจจะสามารถทนการกัดกินวิญญาณของไอมรณะเหล่านี้เช่นวิชาที่ฝึกเป็นศาสตร์มรณะอย่างเช่นถังเฟยหู่ หรือไม่ก็เป็นการฝึกวิชาในศาสตร์วิญญาณซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับวิชาในศาสตร์มรณะทั้งหลายอย่างเช่นวิชาของพวกนักพรตทั้งหลาย
ซินถงมีสีหน้าที่ฉงนเป็นอย่างมากนางยังคงไม่เข้าใจอยู่บ้างว่าทำไมเขตหมู่บ้านตระกูลซุนถึงได้เกิดห้วงมรณะขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่นานนางพอจะทราบถึงข่าวลือของหมู่บ้านแห่งนี้จากภายในเมืองฝูโจวอยู่บ้าง ซึ่งภายในพรรคอสูรของนางก็มีการถ่ายทอดรวมถึงฝึกวิชาในศาสตร์มรณะทั้งหลายแม้นางจะไม่สนใจวิชาเหล่านั้นแต่ก็นับว่าพอมีความรู้พื้นฐานอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ซินถงเดินกลับไปยังบริเวณทางเข้าช่องเขานางได้ทดลองเดินออกไปสู่ภายในนอกช่องเขาก็สัมผัสได้ว่าบรรยากาศโดยรอบกลับเป็นปกติในทันทีนางได้เดินสลับเข้าออกไปมาอยู่หลายรอบจนแน่ใจว่าห้วงมรณะนั้นถูกกักขังเอาไว้เพียงภายในเขตช่องเขาตรงหน้าเท่านั้นเอง
นางได้ก้มลงมองสำรวจพื้นบริเวณทางเข้าช่องเขาอย่างละเอียดนางได้ทำจมูกฟุดฟิดไปมา สีหน้าของนางได้เปลี่ยนไป ประสาทสัมผัสเหนือมนุษย์ของเผ่าซีเซี่ยของนางได้ทำให้นางได้กลิ่นบางอย่างภายในอากาศเป็นกลิ่นคาวเลือดที่เจือจางยิ่งนัก!นางได้ก้มลองมองไปยังพื้นเบื้องหน้าซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของกลิ่นเลือดนั่น
ซินถงได้เอื้อมมือลงไปแตะยังพื้นตรงหน้านางได้ปัดเศษฝุ่นบนพื้นออกไปจนทำให้เห็นเส้นสายอาคมที่ถูกขีดเขียนด้วยเลือดบนพื้นดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความสนใจขึ้นกว่าหลายส่วนซินถงได้ปัดเศษฝุ่นเหล่านั้นออกไปจนหมดจนเผยให้เห็นเส้นอาคมที่เขียนกั้นเขตช่องเขากับภายนอกไว้
“อาคมมรณะ...วิชาอาคมในศาสตร์แห่งความตาย” ซินถงกล่าวออกมาเมื่อเห็นอาคมเลือดที่ถูกวาดไว้บนพื้น นางมีความมั่นใจว่าอาคมนี่ต้องเกี่ยวข้องกับการที่ห้วงมรณะไม่อาจย่างกรายหรือแผ่ขยายสู่ภายนอกอย่างแน่นอนดวงตาของนางเต็มไปด้วยคำถามและความสงสัยนางคงได้แต่ตามถังเฟยหู่เข้าไปสู่หมู่บ้านตระกูลซุนเพื่อหาต้นตอ แต่นางก็ยังคงไม่ลืมจุดประสงค์ที่แท้จริงที่ตนเองได้มาในวันนี้การหาต้นตอของห้วงมรณะและอาคมเลือดเป็นเพียงการตอบคำถามข้อสงสัยที่อยู่ในใจของนางเท่านั้น
ซินถงได้ลุกขึ้นและหันหลังกลับนางได้มองตรงไปทางด้านหน้าที่เป็นทางตรงกลางช่องเขาที่ทอดตัวยาวไปไกลนี่ก็คือเส้นทางเดียวที่ตรงไปยังหมู่บ้านตระกูลซุนในพริบตานั้นเองที่แสงปราณสีฟ้าได้สว่างขึ้น ร่างของซินถงได้กลับกลายเป็นจิ้งจอกหหิมะเก้าหางตัวน้อยอีกครั้งหนึ่งร่างจิ้งจอกน้อยได้แอบย่องตามชายหนุ่มไปอย่างรวดเร็ว
ทางด้านเบื้องหน้านั้นถังเฟยหู่ที่ออกเดินทางมาก่อนได้ใกล้ถึงหมู่บ้านตระกูลซุนอยู่เต็มทีแล้วยิ่งเข้าใกล้บริเวณหมู่บ้านเท่าใดก็ยิ่งเต็มไปด้วยความหนาแน่นของไอมรณะภายในห้วงอากาศแม้แต่แสงอาทิตย์ยังไม่อาจสาดส่องผ่านห้วงมรณะอันหนาแน่นนั่นเข้ามาภายในเขตหมู่บ้านแห่งนี้ได้
สีหน้าของชายหนุ่มยิ่งแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแถมตลอดทางที่ผ่านมาเขายังสังเกตเห็นร่องรอยการต่อสู้อยู่ตามรายทาง ทั้งคราบเลือดร่องรอยการฟาดฟันจากอาวุธ แต่ที่น่าแปลกใจมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องที่เขาไม่พบศพใดแม้แต่ศพเดียว
ชายหนุ่มได้เดินทางจนไปถึงทางเข้าหมู่บ้านเขาได้กระโดดลงมาจากเฮยกุ่ยและเก็บมันกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณอีกครั้ง ถังเฟยหู่มองสำรวจโดยรอบบริเวณดวงตาสีม่วงกวาดออกมองโดยรอบ นอกจากบรรยากาศอันน่าหวาดกลัวแล้วโดยทั่วไปก็เหมือนกับหมู่บ้านทั่วๆไป บ้านเรือนถูกสร้างขึ้นจากไม้ส่วนมากเป็นบ้านชั้นเดียวที่มีอาณาบริเวณบ้านโดยมีรั้วที่สร้างจากไม้ไผ่กั้นอาณาเขตบ้านแต่ละหลังเอาไว้จากกัน
ตามที่ชายหนุ่มรู้มาทุกครอบครัวภายในหมู่บ้านนี้ล้วนเป็นผู้ใช้สกุลซุนบ้างก็เป็นคนตระกูลซุนจากเมืองอื่นหรือไม่ก็เป็นผู้มาอาศัยแต่เปลี่ยนชื่อแซ่ไปใช้ว่าซุน เดิมทีแล้วในอดีตบริเวณช่องเขาแห่งนี้เป็นสมบัติของตระกูลซุนอันรุ่งเรืองแห่งฝูโจวมีช่องเขาเป็นปราการทางธรรมชาติซึ่งบีบบังคับให้ศัตรูบุกเข้าทางเดียวเป็นพื้นที่อันเหมาะสมกับการป้องกันตัวและการตั้งรากฐาน
แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใดตระกูลอันรุ่งเรืองถึงได้ตกต่ำลงจนเหลือผู้คนเพียงไม่มากอีกทั้งยังไม่หลงเหลือรากฐานอันยิ่งใหญ่ในอดีตให้เห็นเลยกลับกลายเป็นหมู่บ้านธรรมดาทั่วๆไปที่สายเลือดที่แท้จริงของตระกูลซุนนับว่าเจือจางไปมากแล้ว
ทางด้านถังเฟยหู่เองก็แปลกใจว่าทำไมถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ไปได้เขาได้เดินสำรวจไปตามบ้านเรือนต่างๆแต่ก็ไม่พบเห็นผู้ใดแม้แต่คนเดียวบ้านเรือนทั้งหมดได้ถูกปล่อยทิ้งร้างเอาไว้เช่นนั้น
ชายหนุ่มได้หยุดยืนอยู่บริเวณกลางหมู่บ้านเขาได้สำรวจโดยทั่วแต่ก็ยังไม่พบเห็นสิ่งใดผิดปกติ แต่ยิ่งไม่มีพิรุธก็ยิ่งน่าสงสัย! “เดิมทีคิดว่าเป็นการบุกรุกของสัตว์อสูรพลัดถิ่นมาโจมตี…แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เสียแล้ว แถมข่าวลือที่ดูไม่น่าจะเป็นไปได้ว่าถูกผีสางคุกคาม…ดูจะเป็นไปได้มากกว่าเสียอีกนะ!” ชายหนุ่มรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก
แต่ในพริบตานั้นเองที่ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น! พื้นดินใต้เท้าของชายหนุ่มพลันเกิดความสั่นไหวอย่างแผวเบาขึ้น!แต่หนุ่มกลับยกขาหลบอย่างรวดเร็วด้วยสัญชาตญาณของตนแต่เขายังไม่เร็วพอ! ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่ได้ปรากฏแขนซีดเซียวข้างหนึ่งที่มีเล็บยาวสีเขียวเข้มโผล่ขึ้นมาจากพื้นและจับขาของเขาเอาไว้!
ชายหนุ่มตกใจเป็นอย่างมาก แต่เขาก็สงบสติอารมณ์อย่างรวดเร็ว ภายในกายของเขาได้โคจรลมปราณมารไร้ลักษณ์ออกมาจากมุกมารทั้งสามออมาแทบจะในทันทีลมปราณแห่งความตายได้ไหลไปรวมกันอยู่ที่ขาข้างที่ถูกมือปริศนานั้นจับเอาไว้ลมปราณสีแดงเลือดได้รวมตัวกันอยู่บนผิวหนังของเขาจนบังเกิดรอยสักมารรูปวังวนในพริบตานั้นเองที่กำลังกายของเขาพลันเพิ่มขึ้นถึงแปดเท่าในทันที
ตู้มมมมม!!
ชายหนุ่มออกแรงกระทืบฝ่าเท้าข้างนั้นใส่พื้นในทันทีเพื่อตอบโต้กลับ!เสียงกระแทกดังสนั่นได้ดังขึ้น พื้นดินถูกกระแทกอย่างแรงจนเกิดรอยแตกราวกับใยแมงมุมที่มีฝ่าเท้าของชายหนุ่มเป็นศูนย์กลางที่พื้นนั่นได้ปรากฏแขนปริศนาที่แตกหักขึ้น เลือดสีเขียวเข้มได้หลั่งไหลออกมากระดูกที่แตกหักได้แทงออกจากแขนข้างนั้น ตามรอยแตกบนพื้นก็ได้ปรากฏเลือดสีเขียวไหลซึมออกมาเช่นกันแต่แขนข้างนั้นที่ถูกบดทำลายจนหมดสภาพยังได้พยายามที่จะเคลื่อนไหวอยู่ดีในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้นึกถึงภาพเหตุการณ์หนึ่งในอดีตเมื่ออยู่เมืองฟูเจี้ยนใบหน้าของเฟิงหงหู่ได้ปรากฏขึ้นในความคิดของเขา
ใบหน้าของชายหนุ่มพลันเคร่งเครียดขึ้นอย่างมากเขารับรู้แล้วว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต้องเป็นวิชาในศาสตร์มรณะที่เขาเคยเจอในอดีตนั่นคือวิชาหุ่นเชิดศพ ในอดีตเขาไม่อาจต่อต้านวิชานี้ของเฟิงหงหู่ได้แม้แต่น้อยแต่ถ้าเป็นตอนนี้ละ? ชายหนุ่มเองก็อยากรับรู้คำตอบนั้นเช่นเดียวกันใจของเขาพลันสงบขึ้นและแทนที่ด้วยจิตที่อยากต่อสู้แทน!
ในพริบตานั้นเองที่พื้นดินรอบบริเวณได้เกิดการเคลื่อนไหวผืนดินพลันขยับไปมาและได้ปรากฏแขนอันซีดเซียวของหุ่นเชิดศพขึ้นจำนวนมากพวกมันได้ดันร่างกายของตนเองขึ้นจนโผล่พ้นดิน ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะทราบแล้วว่าทำไมหมู่บ้านตระกูลซุนถึงได้ไร้ผู้คนขนาดนี้….นั่นเพราะทุกคนถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นหุ่นเชิดศพเสียแล้ว!