เสียงโห่ร้องจากสนามหลักมันไม่ได้แค่ดัง แต่มันโถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์ชนหัวใจ
เสียงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้ามันบอกผมชัด..
นี่ไม่ใช่สนามสายล่างที่น่าเบื่อเหมือนรอบก่อน ๆ
ผมเหลือบมองโหวหวัง..
ท่าทางของมันดูสบาย ๆ ด้วยการนั่งหลังตรงกอดอก สายตาดูกระจ่างชัด
แต่ขาของมันที่เขย่าอยู่ เหมือนบอกว่าเพื่อนผมคนนี้..
มันกำลังรู้สึกประหม่า..
ส่วนท่านผู้เฒ่าวานรก็นั่งนิ่งเหมือนภูเขา
ลูบเคราสีขาวของตัวเองเบา ๆ แววตาที่ผ่านยุทธภพมาเป็นหลายปีจ้องหลานชายแน่นิ่ง..
ผมเห็นนะ..
ความภาคภูมิใจมันชัด แต่ลึกลงไปในแววตานั้น ยังมีระลอกกังวลซ่อนอยู่เสมอ
“ลูกหวัง”
เสียงของท่านผู้เฒ่าดังขึ้น เป็นเสียเบา ๆ ไม่ได้ตะโกน ไม่ได้ข่ม แต่มันกลับดังก้องอยู่ในหัวผมราวกับคาถาเปิดศึก
เสียงนั้นนิ่ง เรียบ และหนักแน่นแบบที่ไม่ต้องใช้พลังปราณก็สามารถสั่นสะเทือนทั้งอัฒจันทร์ฝั่งนี้ได้
“จำไว้..
ใจต้องนิ่ง..
เปลวนิพานของเอ็งนั้นแข็งแกร่ง
แต่หากใจร้อน..
มันจะเผาอะไรไม่ได้เลยนอกจากตัวของเอ็งเอง”
ส่วนท่านเจ้าเมืองซุนต้าชิงดูจะควบคุมความกระวนกระวายไว้ไม่อยู่สักเท่าไร
เขาเป็นคนเดียวที่ไม่ได้นั่ง เดินวนอยู่บนอัฒจันทร์ราวกับว่าถ้าพื้นอัฒจันทร์ไม่ผุ
เขาก็จะไม่หยุดเดิน
แต่สุดท้าย.. เขาก็เดินมาหยุดตรงหน้าโหวหวัง วางมือลงบนไหล่ลูกชายเต็มแรง ราวกับอยากส่งทั้งกำลังใจและความเป็นพ่อผ่านปลายนิ้วให้หมด
“ลูกพ่อ..
อ้ายหนุ่มนั่นเพลงดาบมันเยือกเย็นและแม่นยำ อย่าเข้าไปแลกกับมันตรง ๆ เด็ดขาด
ใช้ความพลิ้วไหวของเอ็งให้เป็นประโยชน์
ลูกเข้าใจฤๅไม่?”
โหวหวังพยักหน้ารับคำของทั้งสองท่านอย่างเงียบ ๆ ไม่มีคำว่า 'ครับ' หรือ 'เข้าใจแล้วขอรับ' อะไรทั้งนั้น
แค่พยักหน้า..
แต่มันชัดเจนกว่าเสียงตอบใด ๆ
และเหมือนความกระวนกระวายจากพ่อและปู่จะทำให้มันนิ่งขึ้น ขาที่เคยเขย่าอยู่ก็ได้หยุดลงพร้อมด้วยสายตาที่รวมศูนย์อย่างแน่วแน่ พร้อมรอยยิ้มมั่นใจที่ผุดขึ้นมา
แต่ผมน่ะรู้ดีกว่าใคร..
ใต้รอยยิ้มนั่นมันคือสมาธิที่แน่นปึ้ก คือใจที่นิ่งกว่าเปลวเพลิงในตะเกียง
คือความพร้อมที่จะเดินเข้าศึกที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตแบบไม่มีอะไรค้างคา
ผมที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ได้แต่นั่งเงียบ ๆ ไม่ได้พูด ไม่ได้ขยับ ไม่แม้แต่จะกระแอม
มันเป็นช่วงเวลาของครอบครัวเขา..
ผมรู้ดี..
และผมก็ไม่อยากแทรกเข้าไป
แต่แล้วสายตาของโหวหวังก็หันมา มองตรงมาที่ผมแบบไม่ต้องเรียกชื่อกันด้วยซ้ำ
เราไม่ได้แลกคำพูด ไม่มีรหัสลับ ไม่มีประโยคเท่ ๆ เหมือนในนิยาย
มีแค่การพยักหน้าเบา ๆ จากทั้งสองฝ่าย ซึ่งมันก็ชัดกว่าคำพูดพันคำ
พวกนายอาจไม่เข้าใจ..
แต่สำหรับพวกเรา..
นั่นมันมากพอแล้ว
แล้วด้วยแววตาแบบนั้นของเพื่อนหน้าขน..
มันก็ทำให้รู้ว่าหมอนั่นคงอยากให้ผมพูดอะไรสักอย่าง
“อย่าโหมหนักจนทำให้เปลวนิพพานไหม้เคลาของเจ้าล่ะ”
ผมพูดออกไปในที่สุด เสียงราบเรียบจงใจให้ฟังเหมือนคำแซวเล่น ๆ
แต่ความจริงแล้วมันคือคำเตือนที่ซ่อนความกลัวเอาไว้อย่างแนบเนียนที่สุด
โหวหวังยิ้มกว้างขึ้นแบบที่พอเห็นแล้วผมก็อดยิ้มมุมปากตามไม่ได้
“เออน่าอ้ายหลิว..
เอ็งก็เหมือนกันนั่นแล..”
คำตอบสั้น ๆ นั่นมันฟังดูเหมือนขำ ๆ แต่ผมรู้ดี..
มันความหมายทุกคำ และมันก็ส่งแรงกลับมาให้ผมได้ไม่น้อยเลย
“ระวังถูกพ่อเสวี่ยซานทำให้หน้าสวย ๆ ของเอ็งจืดลงเล่า”
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงกลองศึกดังขึ้นสามครั้ง เป็นสัญญาณว่าการประลองกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า
“ถึงเวลาแล้ว”
ท่านซุนต้าหลี่เอ่ยขึ้นพร้อมเหยียดมือตบหลังหลานชายของเขาเบา ๆ
“จำเอาไว้ลูกหวัง..
นี่แค่การประลองประจำปี..
แพ้ชนะไม่ได้มีความหมายอะไรเลยสำหรับพวกเราสกุลพญาวานร”
โหวหวังพยักหน้าตอบก่อนหันมามองผมเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมยกนิ้วโป้งแล้วยิ้มยิงฟันแบบโหวหวังที่ผมคุ้นสุด ๆ ก่อนจะหมุนลุกขึ้นกระโดดลงไปในสนามประลอง
ผมถอนหายใจออกมาเบา ๆ
ไม่ได้เศร้า แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเบาใจเลยสักนิด
เพราะศึกครั้งนี้มันไม่ใช่แค่การประลองธรรมดา มันคือการเดิมพันที่เราสองคนเอาชีวิตกับศักดิ์ศรีมาวางไว้ตรงกลางสนาม
เสียงประกาศชื่อของนักสู้ทั้งสองดังกระหึ่มทั่วสนาม ไม่ต่างจากเสียงระฆังเปิดสงครามจริง ๆ
“คู่ชิงสายล่างคำรบแรก.. ซุนโหวหวังแห่งบ้านตระกูลพญาวานร!!”
เสียงเชียร์พุ่งทะลุขึ้นทันทีที่ชื่อโหวหวังถูกประกาศ ราวกับทั้งสนามพร้อมใจกันจุดไฟให้วานรเพลิงอย่างมันให้รีบขึ้นเวที
ซึ่งเพื่อนของผมก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง มันเดินขึ้นเวทีแบบไม่เสียทรง ยังไว้ลายยิ้มกว้างตามสไตล์แล้วโบกมือทักทายคนดูเหมือนเดินผ่านเพื่อนบ้านในตอนเช้า เหมือนไม่มีอะไรให้เครียดเลยสักนิด
แต่ผมเห็น..
ผมเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่ออก
สายตาของหมอนั่นจ้องตรงไปที่คู่ต่อสู้อย่างไม่กะพริบ คมกริบเหมือนกรงเล็บของเหยี่ยวที่ล็อกเหยื่อไว้แล้วรอจังหวะฉีก
“คิมบีโฮแห่งสำนักดาบเหล็ก..!”
เสียงเชียร์ฝั่งคิมบีโฮไม่ดังเท่าอีกฝั่ง
แต่มันแน่น มันหนัก และเต็มไปด้วยความเกรงใจ ที่เกือบจะกลายเป็นความกลัว
บีโฮก้าวขึ้นเวทีเหมือนหุ่นกลที่ตั้งโปรแกรมไว้
ไม่มีสะดุด ไม่มีลังเล ทุกก้าวมันคำนวณมาแล้วอย่างพอดีเป๊ะจนดูหลอน ๆ ด้วยซ้ำ
สีหน้าไอ้คางบุ๋มคนนั้นไม่มีอะไรเลย เรียบสนิทแบบที่คนธรรมดาอาจคิดว่ากำลังใจลอย
แต่เปล่าเลย..
มันนิ่งระดับที่ผมเชื่อว่า ต่อให้โหวหวังแกล้งสะดุดล้มมันก็ไม่หลุดแม้แต่ยิ้มมุมปาก
สายตาของไอ้หมอนั่นน่ะ มันไม่ได้มองใครเลย ไม่สนใจเสียงรอบข้าง ไม่แม้แต่จะปรายตาให้เวทีด้วยซ้ำ
สำหรับมัน..
ทั้งโลกนี้เหลือแค่ตัวมันกับดาบในมือเท่านั้น
สองขั้วที่แตกต่างกันแบบสุดขั้วมายืนประจันหน้ากลางเวที ราวกับเปลวไฟกำลังท้าทายธารน้ำแข็งให้ระเบิดใส่ตัวเอง
ความร้อนของโหวหวังแผ่ซ่านจนแทบมองเห็นเป็นริ้ว ๆ ในอากาศ ส่วนความนิ่งเย็นของบีโฮก็หนาวเฉียบจนเหมือนทุกอย่างรอบตัวชะงักไปหมด
แรงกดดันจากทั้งคู่ไม่ได้แค่หนัก
แต่มันบิดเบือนอากาศจนเหมือนความจริงรอบตัวเริ่มเพี้ยนไปเล็กน้อย
สนามตรงหน้าผมตอนนี้..
มันไม่ใช่แค่เวทีประลองอีกต่อไปแล้ว
มันคือสมรภูมิจริง ๆ !!
“ฉันซุนโหวหวัง”
“คิมบีโฮ”
ทั้งสองแนะนำชื่อกันสั้น ๆ ตามธรรมเนียม ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีต้องตะโกนข่มขวัญ ไม่รอแม้แต่คำสั่งของฮูจิน
เป็นแค่การพูดชื่อกันเท่านั้น แต่บรรยากาศรอบเวทีก็หนักพอจะกดหลังคนดูให้จมเบาะ
แล้วก็เหมือนตาเฒ่าฮูจินจะรับรู้ความในใจของทั้งสองฝ่าย
“เมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมแล้ว..”
เขาพูดพร้อมกวาดตาตรวจความเรียยร้อยครั้งสุดท้าย เหลือบมองทั้งสองคนสลับกัน สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยสักนิด
แต่มันกลับขมวดความตรึงให้แน่นขึ้นอีกระดับก่อนที่เสียงของเขาจะดังขึ้นมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ราวกับจะฟันเส้นแบ่งระหว่างความเป็นศึกกับความเป็นเล่นให้ขาดออกจากกัน
“เริ่มการประลองได้!”
ตอนคำว่า 'ได้' ตกลงบนลานประลอง
อัฒจันทร์ทั้งสนามก็เงียบสนิททันที เหมือนใครกดปิดสวิตช์ความวุ่นวายไปในพริบตา
ทุกสายตาในที่นั้นจับจ้องมาที่ร่างของสองคนกลางเวทีแบบไม่กะพริบตา ราวกับกำลังรอระเบิดลูกแรกจากศึกที่ไม่มีใครยอมใคร
และใช่ มันก็เป็นไปตามสูตรเป๊ะ
ซุนโหวหวังไม่เคยเป็นพวกนิ่งรอให้ใครมาปลุกไฟในตัว
มันคือคนที่มันพูดว่า 'แข็งชนแข็ง ใครแข็งกว่าชนะ'
ทันทีที่เสียงเริ่มดังขึ้น หมอนั่นย่อตัวต่ำลงแล้วดีดตัวพุ่งไปข้างหน้าแบบไม่ลังเลแม้แต่นิด
เหมือนลูกธนูที่ไม่ได้ถูกยิง แต่กระโจนออกจากคันธนูด้วยตัวเอง
มือขวาคว้ากระบองเหล็กดำจากติ่งหูแล้วบังคับให้ขยายใหญ่ ก่อนที่สองมือจะช่วยกันควงปราบมังกรจนเกิดเสียงลมหวีดหวิวพุ่งนำหน้าตัวไปก่อนแล้ว
ฝั่งตรงข้าม บีโฮที่มักเป็นฝ่ายเปิดศึกและใช้สันดาบฟันคนอื่นให้หมดสภาพ
วันนี้กลับยืนนิ่ง.. นิ่งเหมือนตุ๊กตาไขลานที่ลืมหมุนเฟือง มันไม่ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว
มีเพียงมือซ้ายจับฝักดาบ มือขวาวางบนด้ามแบบไม่ต้องวางท่าก็ยังดูน่าเกรงขาม
สายตาของหมอนั่นจ้องตรงไปยังกลางร่างของโหวหวังตาไม่กะพริบ
เหมือนกำลังรอคอยแค่ 'หนึ่งจังหวะ' ที่จะเปลี่ยนทุกอย่างให้จบลงภายในดาบเดียว
และผมรู้ดีว่านี่มันไม่ใช่แค่ท่ายืนข่มคู่ต่อสู้..
แต่มันคือรูปแบบการต่อสู้ประจำตัวของมัน คือการชักดาบฟันแบบ 'อิไอโดะ' แบบญี่ปุ่น
แค่ครู่เดียว โหวหวังก็กระโจนเข้าระยะ!
กระบองในมือถูกสะบัดลงมาแนวเฉียงอย่างแรงแบบไม่เปิดช่องให้คิดนาน
เป้าหมายของหมอนั่นชัดเจนมาก
คือทำลายแนวป้องกันของบีโฮให้ร้าวก่อน แล้วค่อยลากมันพังทั้งหมด
แต่ทันทีที่ผมกำลังจะลุกขึ้นนิด ๆ ตามจังหวะการฟาดนั้น
บีโฮก็ขยับ เป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มการประลอง
มันไม่ได้ถอย ไม่ได้ปัด ไม่ได้ทำอะไรที่คนทั่วไปคาดไว้ด้วยซ้ำ
แต่แค่เอียงตัวไปข้างหนึ่งหลบปลายกระบองที่เฉียดตัวเข้าไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนที่มือซ้ายจะยกฝักดาบขึ้นมาผลักตัวของโหวหวังออกไปทางด้านข้างอย่างนิ่ม ๆ เหมือนปัดใยแมงมุมที่รกห้อง
ใช้แรงเพียงเล็กน้อย แต่แม่นยำ มันคุมพลังได้แบบที่คนดูธรรมดาอาจไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่ามีแรงปะทะเกิดขึ้นไหม
นี่แหละศิลปะการต่อสู้ของจริง
ไม่ต้องส่งเสียง ไม่ต้องเบ่งพลังปราณ
แค่พริบตาเดียวก็เปลี่ยนของหนักให้กลายเป็นเบา แล้วเอาความแรงของศัตรูกลับมาหมุนเป็นจังหวะของตัวเอง
ฉึบ!
คิมบีโฮชักดาบทาจิออกจากฝักแค่ครึ่งเดียวลำ แต่ประกายแสงสีเงินที่พุ่งออกมากลับคมกริบพอจะฟันความเงียบของทั้งสนามให้ขาดสะบั้นได้ในเสี้ยววินาทีนั้น
มันเร็วมาก..
เร็วแบบที่แม้แต่ผมที่จ้องตาไม่กะพริบก็ยังต้องเบิกตาขึ้นอีกนิดโดยไม่รู้ตัว
เงาประกายเงินนั่นวาบผ่านสะท้อนกับเงาร่างของซุนโหวหวัง
แต่โหวหวังก็คือโหวหวัง..
หมอนั่นไม่ได้ตอบสนองด้วยความคิด แต่เป็นไปด้วยสัญชาตญาณระดับสัตว์ป่าแบบฉบับคนตระกูลซุน
มันส่งจิตยืดขยายกระบองปราบมังกร กระแทกด้ามกระบองกับพื้นสนาม อย่างรวดเร็วเหมือนการจุดระเบิดเพื่อส่งตัวพุ่งออกไปในจังหวะเฉียดตาย ก่อนจะหดกระบองกลับมาตั้งรับในเสี้ยวพริบตาแบบที่ไม่มีเวลาให้ใครตะโกนเตือน
เคร้ง!
เสียงโลหะฟาดกันดังลั่น จังหวะที่ประกายไฟแตกกระจายกลางเวทีนั้นแทบจะเป็นภาพสโลว์โมชั่นในหัวผม
เสี้ยววินาทีที่กระบองและดาบของสองคนพุ่งชนกันแบบไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ไม่มีใครได้เปรียบ ไม่มีใครเสียเปรียบ แต่แค่นั้นก็พอจะทำให้ทั้งสนามหยุดหายใจได้พร้อมกัน
โหวหวังยิ้มกว้างขึ้น รอยยิ้มแบบที่มันมักใช้ตอนเจอคู่ต่อสู้ที่ทำให้มันรู้สึกคันไม้คันมือ
“ไม่เลวนี่หว่า..
สมกับที่เป็นอ้ายหน้าตาย
ดาบของเอ็งหนักใช่เล่น”
คิมบีโฮไม่ได้ตอบ ไม่แม้แต่จะขยับคิ้ว
ไอ้คางบุ๋มคนนั้นแค่เก็บดาบกลับเข้าฝักช้า ๆ แล้วกลับไปยืนนิ่งเหมือนเดิม ราวกับเมื่อกี้แค่ขยับเพื่อปัดเศษฝุ่น ไม่ใช่การเอาชีวิตรอด
แต่ผมรู้..
รู้ดีว่านี่แค่จังหวะเปิดเพลงเท่านั้น..
ยังไม่มีแม้แต่ท่อนฮุก
หลังจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกลางเวที ไม่ใช่แค่การสู้กันธรรมดา แต่คือระบำระหว่างกระบองกับดาบ
จังหวะรุกของโหวหวังยังคงดุดันต่อเนื่องเหมือนคลื่นไฟที่ไม่มีวันถอย
การเคลื่อนไหวของหมอนั่นดูโกลาหลในสายตาคนทั่วไป แต่ผมรู้ว่ามันมีแบบแผน มีลมหายใจของสัตว์ป่าที่รอจังหวะเหวี่ยงใส่ศัตรูให้หลุดจังหวะไปเอง
กระบองหมุนเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่จนบีโฮต้องคอยขยับอย่างระวัง
โหวหวังไม่เสียเวลามองดาบของคู่ต่อสู้ มันมองไหล่ ดูท่าเท้า อ่านจังหวะจากฐานราก
อาศัยภาษากายของอีกฝั่งเป็นตัวชี้นำการเคลื่อนไหว
ด้านบีโฮก็ยังคงนิ่งอย่างเสมอต้นเสมอปลาย รับมือกับคลื่นการโจมตีของโหวหวังที่โหมเข้าใส่เหมือนคนที่กำลังแกะปริศนาทางคณิตศาสตร์
ทุกจังหวะที่กระบองฟาดเข้าใส่ หมอนั่นแค่ปัดด้วยฝักดาบ เบี่ยงออกไปอย่างนิ่มนวล แล้วสวนกลับด้วยคมดาบที่ชักแค่ครึ่งฝัก
เฉียบพอจะบาดใจคนดูได้
กระบวนท่าหลายสิบท่าผ่านไปไวเหมือนจังหวะการหายใจ
ทั้งคนสองยังคงกินกันไม่ลง ไม่มีเลือด ไม่มีรอยแผล มีแต่แรงกดดันที่หนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกครั้งที่แลกรับอาวุธของกันและกัน
จนกระทั่ง..
ผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
ลมหายใจของโหวหวังเริ่มเปลี่ยน
จังหวะมันหนักขึ้น แต่นั่นไม่ใช่แค่เพราะแรงกาย แต่เป็นเพราะแรงกดดันที่สุมอยู่ในอก
คิมบีโฮคงน่าจะสังเกตได้เหมือนกัน เพราะเขาเริ่มเร่งจังหวะการชักดาบขึ้นทีละนิด
ทีละนิ้ว..
จนลึกขึ้น เร็วขึ้น แรงขึ้นเรื่อย ๆ
หมอนั่นเริ่มบีบโหวหวังให้ถอยกรูด กั้นไว้ด้วยฝักดาบและจังหวะที่เฉือนเข้ามาเหมือนน้ำแข็งกำลังรุกเผาไฟอย่างมั่นคง
แล้วจังหวะที่ไอ้คางบุ๋มรอคอยก็มาถึง
ช่องว่างเล็กนิดเดียวตรงสีข้างของโหวหวังปรากฏขึ้นเหมือนรอยร้าวในกระจกที่ไม่ควรมี
และบีโฮก็ไม่ลังเลเลยสักนิด
มันพุ่งเข้าใส่ทันที
ชักดาบทาจิออกจากฝักจนสุดด้ามเป็นครั้งแรก แถมด้านที่หมอนั่นหันก็ไม่ใช่สันดาบ
แต่เป็นด้านคม!
เสี้ยววินาทีนั้น ปลายดาบที่อาบไอเย็นจนเหมือนจะหยุดลมหายใจของสนามทั้งหมด พุ่งตรงไปยังรอยร้าวนั้นแบบไม่มีเบรก
ในหัวผมตอนนั้น..
เงียบกริบ..
เหมือนทุกอย่างจะถูกตัดสินกันตรงนี้!!
แต่แล้ว
พรึ่บ!
แล้วมันก็เกิดขึ้น โดยไม่มีสัญญาณเตือน!
เปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์พลันปะทุขึ้นจากตัวของโหวหวังเหมือนเสียงคำรามของภูเขาไฟที่อดกลั้นมานานเกินไป
เปลวนิพพานของหมอนั่นตอบสนองตามสัญชาตญาณเพื่อปกป้องเจ้าของ
ไม่ต้องออกคำสั่ง ไม่ต้องปลุก
ไอเย็นจากดาบของบีโฮแทบละลายหายไปในพริบตา พลังปราณวารีที่เคลือบดาบไว้ปั่นป่วนจนเสียสมดุล เหมือนน้ำเย็นจัดถูกเทใส่เปลวเพลิงที่เดือดจัดเกินจะควบคุมได้
และคิมบีโฮ..
ก็เบิกตากว้าง..
ครั้งแรกตั้งแต่การประลองเริ่มขึ้น หมอนั่นคงไม่ทันคิด หรืออาจลืมไปชั่ววินาที
ว่าโหวหวังมันยังไม่ได้ใช่เปลวนิพพานเลยตั้งแต่เริ่มศึก
“วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 1 กลบฝังธารา!”
เพื่อนตัวขนของผมกำกระบองแน่นขึ้น ฟาดกระบองที่อาบเปลวเพลิงขาวเข้าใส่ลำตัวบีโฮแบบไม่มียั้ง
จังหวะนั้นไม่ใช่แค่การโจมตี แต่มันคือคำประกาศว่า 'ฉันยังไม่หมดง่าย ๆ หรอก!'
ตูม!
เสียงระเบิดสะเทือนเวทีราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางอกคนดู
ตัวของคิมบีโฮกระเด็นออกไปตามแรงกระบอง ก่อนจะล้มลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นเต็ม ๆ แบบไม่เหลือท่า
ทั้งสนามเงียบกริบแบบได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง
ทุกสายตาจ้องไปยังภาพที่ไม่มีใครเคยคาดไว้
คิมบีโฮ..
ภูเขาน้ำแข็งเดินได้..
ล้มลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มศึกปัญจมิตรในปีนี้
ฝุ่นควันค่อย ๆ จาง ร่างของมันค่อย ๆ ลุกขึ้นช้า ๆ
เสื้อผ้าถูกความร้อนเผาจนไหม้เกรียมบางจุด แต่ใบหน้าไม่แสดงแม้แต่เสี้ยวของความเจ็บปวด
บีโฮเหลือบตามองตรงข้อมือขวาของมันเล็กน้อยก่อนจะปัดฝุ่นจากเสื้อผ้าเบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจ
ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองโหวหวังด้วยสายตา..
ที่เย็นยิ่งกว่าก่อนล้มลงเสียอีก
“น่ารำคาญจริง..”
คำพูดเบา ๆ ที่หลุดออกจากปาก..
แต่กลับดังก้องไปทั่วทั้งสนามเหมือนเสียงใบมีดเฉือนผ่านน้ำแข็ง ชัดเจนจนผมยังเผลอกลืนน้ำลาย
หมอนั่นยกดาบทาจิขึ้นมาอีกครั้ง ท่าทางไม่ต่างจากเดิม..
แต่บรรยากาศรอบตัวกลับต่าง..
แตกต่างโดยสิ้นเชิง..
เพราะปราณวารีสีครามเข้มแผ่ออกมาจากตัวดาบราวกับหมอกเย็นในยามเช้าที่กำลังกลืนกินทุกสิ่ง
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนฉับพลัน หนาวเหน็บจนผมรู้สึกได้แม้จะอยู่บนอัฒจันทร์
“คงไม่อาจสู้กับเจ้าได้หากไม่ใช้ฝีมือที่แท้จริง..
เช่นนั้นก็จบกันแค่นี้..”
มันกระซิบกรีดเสียงก่อนที่พลังในร่างจะรวมทั้งหมดเข้าสู่คมดาบ
“ประกายครามแห่งเกล็ดมังกร หนึ่งดาบปิดนที!”