ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 91 วานรโหมโรง

            เสียงโห่ร้องจากสนามหลักมันไม่ได้แค่ดัง แต่มันโถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์ชนหัวใจ

            เสียงสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้ามันบอกผมชัด..

            นี่ไม่ใช่สนามสายล่างที่น่าเบื่อเหมือนรอบก่อน ๆ

             

            ผมเหลือบมองโหวหวัง..

            ท่าทางของมันดูสบาย ๆ ด้วยการนั่งหลังตรงกอดอก สายตาดูกระจ่างชัด

            แต่ขาของมันที่เขย่าอยู่ เหมือนบอกว่าเพื่อนผมคนนี้..

            มันกำลังรู้สึกประหม่า..

             

            ส่วนท่านผู้เฒ่าวานรก็นั่งนิ่งเหมือนภูเขา

            ลูบเคราสีขาวของตัวเองเบา ๆ แววตาที่ผ่านยุทธภพมาเป็นหลายปีจ้องหลานชายแน่นิ่ง..

            ผมเห็นนะ..

            ความภาคภูมิใจมันชัด แต่ลึกลงไปในแววตานั้น ยังมีระลอกกังวลซ่อนอยู่เสมอ

            “ลูกหวัง”

            เสียงของท่านผู้เฒ่าดังขึ้น เป็นเสียเบา ๆ ไม่ได้ตะโกน ไม่ได้ข่ม แต่มันกลับดังก้องอยู่ในหัวผมราวกับคาถาเปิดศึก

            เสียงนั้นนิ่ง เรียบ และหนักแน่นแบบที่ไม่ต้องใช้พลังปราณก็สามารถสั่นสะเทือนทั้งอัฒจันทร์ฝั่งนี้ได้

            “จำไว้..

            ใจต้องนิ่ง..

            เปลวนิพานของเอ็งนั้นแข็งแกร่ง

            แต่หากใจร้อน..

            มันจะเผาอะไรไม่ได้เลยนอกจากตัวของเอ็งเอง”

             

            ส่วนท่านเจ้าเมืองซุนต้าชิงดูจะควบคุมความกระวนกระวายไว้ไม่อยู่สักเท่าไร

            เขาเป็นคนเดียวที่ไม่ได้นั่ง เดินวนอยู่บนอัฒจันทร์ราวกับว่าถ้าพื้นอัฒจันทร์ไม่ผุ

            เขาก็จะไม่หยุดเดิน

            แต่สุดท้าย.. เขาก็เดินมาหยุดตรงหน้าโหวหวัง วางมือลงบนไหล่ลูกชายเต็มแรง ราวกับอยากส่งทั้งกำลังใจและความเป็นพ่อผ่านปลายนิ้วให้หมด

            “ลูกพ่อ..

            อ้ายหนุ่มนั่นเพลงดาบมันเยือกเย็นและแม่นยำ อย่าเข้าไปแลกกับมันตรง ๆ เด็ดขาด

            ใช้ความพลิ้วไหวของเอ็งให้เป็นประโยชน์

            ลูกเข้าใจฤๅไม่?”

             

            โหวหวังพยักหน้ารับคำของทั้งสองท่านอย่างเงียบ ๆ ไม่มีคำว่า 'ครับ' หรือ 'เข้าใจแล้วขอรับ' อะไรทั้งนั้น

            แค่พยักหน้า..

            แต่มันชัดเจนกว่าเสียงตอบใด ๆ

            และเหมือนความกระวนกระวายจากพ่อและปู่จะทำให้มันนิ่งขึ้น ขาที่เคยเขย่าอยู่ก็ได้หยุดลงพร้อมด้วยสายตาที่รวมศูนย์อย่างแน่วแน่ พร้อมรอยยิ้มมั่นใจที่ผุดขึ้นมา

            แต่ผมน่ะรู้ดีกว่าใคร..

            ใต้รอยยิ้มนั่นมันคือสมาธิที่แน่นปึ้ก คือใจที่นิ่งกว่าเปลวเพลิงในตะเกียง

            คือความพร้อมที่จะเดินเข้าศึกที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตแบบไม่มีอะไรค้างคา

             

            ผมที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ได้แต่นั่งเงียบ ๆ ไม่ได้พูด ไม่ได้ขยับ ไม่แม้แต่จะกระแอม

            มันเป็นช่วงเวลาของครอบครัวเขา..

            ผมรู้ดี..

            และผมก็ไม่อยากแทรกเข้าไป

            แต่แล้วสายตาของโหวหวังก็หันมา มองตรงมาที่ผมแบบไม่ต้องเรียกชื่อกันด้วยซ้ำ

            เราไม่ได้แลกคำพูด ไม่มีรหัสลับ ไม่มีประโยคเท่ ๆ เหมือนในนิยาย

            มีแค่การพยักหน้าเบา ๆ จากทั้งสองฝ่าย ซึ่งมันก็ชัดกว่าคำพูดพันคำ

            พวกนายอาจไม่เข้าใจ..

            แต่สำหรับพวกเรา..

            นั่นมันมากพอแล้ว

             

            แล้วด้วยแววตาแบบนั้นของเพื่อนหน้าขน..

            มันก็ทำให้รู้ว่าหมอนั่นคงอยากให้ผมพูดอะไรสักอย่าง

            “อย่าโหมหนักจนทำให้เปลวนิพพานไหม้เคลาของเจ้าล่ะ”

            ผมพูดออกไปในที่สุด เสียงราบเรียบจงใจให้ฟังเหมือนคำแซวเล่น ๆ

            แต่ความจริงแล้วมันคือคำเตือนที่ซ่อนความกลัวเอาไว้อย่างแนบเนียนที่สุด

             

            โหวหวังยิ้มกว้างขึ้นแบบที่พอเห็นแล้วผมก็อดยิ้มมุมปากตามไม่ได้

            “เออน่าอ้ายหลิว..

            เอ็งก็เหมือนกันนั่นแล..”

            คำตอบสั้น ๆ นั่นมันฟังดูเหมือนขำ ๆ แต่ผมรู้ดี..

            มันความหมายทุกคำ และมันก็ส่งแรงกลับมาให้ผมได้ไม่น้อยเลย

            “ระวังถูกพ่อเสวี่ยซานทำให้หน้าสวย ๆ ของเอ็งจืดลงเล่า”

             

            ตูม! ตูม! ตูม!

             

            เสียงกลองศึกดังขึ้นสามครั้ง เป็นสัญญาณว่าการประลองกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า

             

            “ถึงเวลาแล้ว”

            ท่านซุนต้าหลี่เอ่ยขึ้นพร้อมเหยียดมือตบหลังหลานชายของเขาเบา ๆ

            “จำเอาไว้ลูกหวัง..

            นี่แค่การประลองประจำปี..

            แพ้ชนะไม่ได้มีความหมายอะไรเลยสำหรับพวกเราสกุลพญาวานร”

             

            โหวหวังพยักหน้าตอบก่อนหันมามองผมเป็นครั้งสุดท้ายพร้อมยกนิ้วโป้งแล้วยิ้มยิงฟันแบบโหวหวังที่ผมคุ้นสุด ๆ ก่อนจะหมุนลุกขึ้นกระโดดลงไปในสนามประลอง

             

            ผมถอนหายใจออกมาเบา ๆ

            ไม่ได้เศร้า แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเบาใจเลยสักนิด

            เพราะศึกครั้งนี้มันไม่ใช่แค่การประลองธรรมดา มันคือการเดิมพันที่เราสองคนเอาชีวิตกับศักดิ์ศรีมาวางไว้ตรงกลางสนาม

             

            เสียงประกาศชื่อของนักสู้ทั้งสองดังกระหึ่มทั่วสนาม ไม่ต่างจากเสียงระฆังเปิดสงครามจริง ๆ

            “คู่ชิงสายล่างคำรบแรก.. ซุนโหวหวังแห่งบ้านตระกูลพญาวานร!!”

             

            เสียงเชียร์พุ่งทะลุขึ้นทันทีที่ชื่อโหวหวังถูกประกาศ ราวกับทั้งสนามพร้อมใจกันจุดไฟให้วานรเพลิงอย่างมันให้รีบขึ้นเวที

            ซึ่งเพื่อนของผมก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง มันเดินขึ้นเวทีแบบไม่เสียทรง ยังไว้ลายยิ้มกว้างตามสไตล์แล้วโบกมือทักทายคนดูเหมือนเดินผ่านเพื่อนบ้านในตอนเช้า เหมือนไม่มีอะไรให้เครียดเลยสักนิด

            แต่ผมเห็น..

            ผมเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่ออก

            สายตาของหมอนั่นจ้องตรงไปที่คู่ต่อสู้อย่างไม่กะพริบ คมกริบเหมือนกรงเล็บของเหยี่ยวที่ล็อกเหยื่อไว้แล้วรอจังหวะฉีก

             

            “คิมบีโฮแห่งสำนักดาบเหล็ก..!”

             

            เสียงเชียร์ฝั่งคิมบีโฮไม่ดังเท่าอีกฝั่ง

            แต่มันแน่น มันหนัก และเต็มไปด้วยความเกรงใจ ที่เกือบจะกลายเป็นความกลัว

            บีโฮก้าวขึ้นเวทีเหมือนหุ่นกลที่ตั้งโปรแกรมไว้

            ไม่มีสะดุด ไม่มีลังเล ทุกก้าวมันคำนวณมาแล้วอย่างพอดีเป๊ะจนดูหลอน ๆ ด้วยซ้ำ

            สีหน้าไอ้คางบุ๋มคนนั้นไม่มีอะไรเลย เรียบสนิทแบบที่คนธรรมดาอาจคิดว่ากำลังใจลอย

            แต่เปล่าเลย..

            มันนิ่งระดับที่ผมเชื่อว่า ต่อให้โหวหวังแกล้งสะดุดล้มมันก็ไม่หลุดแม้แต่ยิ้มมุมปาก

            สายตาของไอ้หมอนั่นน่ะ มันไม่ได้มองใครเลย ไม่สนใจเสียงรอบข้าง ไม่แม้แต่จะปรายตาให้เวทีด้วยซ้ำ

            สำหรับมัน..

            ทั้งโลกนี้เหลือแค่ตัวมันกับดาบในมือเท่านั้น

             

            สองขั้วที่แตกต่างกันแบบสุดขั้วมายืนประจันหน้ากลางเวที ราวกับเปลวไฟกำลังท้าทายธารน้ำแข็งให้ระเบิดใส่ตัวเอง

            ความร้อนของโหวหวังแผ่ซ่านจนแทบมองเห็นเป็นริ้ว ๆ ในอากาศ ส่วนความนิ่งเย็นของบีโฮก็หนาวเฉียบจนเหมือนทุกอย่างรอบตัวชะงักไปหมด

            แรงกดดันจากทั้งคู่ไม่ได้แค่หนัก

            แต่มันบิดเบือนอากาศจนเหมือนความจริงรอบตัวเริ่มเพี้ยนไปเล็กน้อย

            สนามตรงหน้าผมตอนนี้..

            มันไม่ใช่แค่เวทีประลองอีกต่อไปแล้ว

            มันคือสมรภูมิจริง ๆ !!

             

            “ฉันซุนโหวหวัง”

             

            “คิมบีโฮ”

             

            ทั้งสองแนะนำชื่อกันสั้น ๆ ตามธรรมเนียม ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีต้องตะโกนข่มขวัญ ไม่รอแม้แต่คำสั่งของฮูจิน

            เป็นแค่การพูดชื่อกันเท่านั้น แต่บรรยากาศรอบเวทีก็หนักพอจะกดหลังคนดูให้จมเบาะ

             

            แล้วก็เหมือนตาเฒ่าฮูจินจะรับรู้ความในใจของทั้งสองฝ่าย

            “เมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมแล้ว..”

            เขาพูดพร้อมกวาดตาตรวจความเรียยร้อยครั้งสุดท้าย เหลือบมองทั้งสองคนสลับกัน สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยสักนิด

            แต่มันกลับขมวดความตรึงให้แน่นขึ้นอีกระดับก่อนที่เสียงของเขาจะดังขึ้นมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ราวกับจะฟันเส้นแบ่งระหว่างความเป็นศึกกับความเป็นเล่นให้ขาดออกจากกัน

            “เริ่มการประลองได้!”

             

            ตอนคำว่า 'ได้' ตกลงบนลานประลอง

            อัฒจันทร์ทั้งสนามก็เงียบสนิททันที เหมือนใครกดปิดสวิตช์ความวุ่นวายไปในพริบตา

            ทุกสายตาในที่นั้นจับจ้องมาที่ร่างของสองคนกลางเวทีแบบไม่กะพริบตา ราวกับกำลังรอระเบิดลูกแรกจากศึกที่ไม่มีใครยอมใคร

            และใช่ มันก็เป็นไปตามสูตรเป๊ะ

             

            ซุนโหวหวังไม่เคยเป็นพวกนิ่งรอให้ใครมาปลุกไฟในตัว

            มันคือคนที่มันพูดว่า 'แข็งชนแข็ง ใครแข็งกว่าชนะ'

            ทันทีที่เสียงเริ่มดังขึ้น หมอนั่นย่อตัวต่ำลงแล้วดีดตัวพุ่งไปข้างหน้าแบบไม่ลังเลแม้แต่นิด

            เหมือนลูกธนูที่ไม่ได้ถูกยิง แต่กระโจนออกจากคันธนูด้วยตัวเอง

            มือขวาคว้ากระบองเหล็กดำจากติ่งหูแล้วบังคับให้ขยายใหญ่ ก่อนที่สองมือจะช่วยกันควงปราบมังกรจนเกิดเสียงลมหวีดหวิวพุ่งนำหน้าตัวไปก่อนแล้ว

             

            ฝั่งตรงข้าม บีโฮที่มักเป็นฝ่ายเปิดศึกและใช้สันดาบฟันคนอื่นให้หมดสภาพ

            วันนี้กลับยืนนิ่ง.. นิ่งเหมือนตุ๊กตาไขลานที่ลืมหมุนเฟือง มันไม่ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว

            มีเพียงมือซ้ายจับฝักดาบ มือขวาวางบนด้ามแบบไม่ต้องวางท่าก็ยังดูน่าเกรงขาม

            สายตาของหมอนั่นจ้องตรงไปยังกลางร่างของโหวหวังตาไม่กะพริบ

            เหมือนกำลังรอคอยแค่ 'หนึ่งจังหวะ' ที่จะเปลี่ยนทุกอย่างให้จบลงภายในดาบเดียว

            และผมรู้ดีว่านี่มันไม่ใช่แค่ท่ายืนข่มคู่ต่อสู้..

            แต่มันคือรูปแบบการต่อสู้ประจำตัวของมัน คือการชักดาบฟันแบบ 'อิไอโดะ' แบบญี่ปุ่น

             

            แค่ครู่เดียว โหวหวังก็กระโจนเข้าระยะ!

            กระบองในมือถูกสะบัดลงมาแนวเฉียงอย่างแรงแบบไม่เปิดช่องให้คิดนาน

            เป้าหมายของหมอนั่นชัดเจนมาก

            คือทำลายแนวป้องกันของบีโฮให้ร้าวก่อน แล้วค่อยลากมันพังทั้งหมด

             

            แต่ทันทีที่ผมกำลังจะลุกขึ้นนิด ๆ ตามจังหวะการฟาดนั้น

            บีโฮก็ขยับ เป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มการประลอง

            มันไม่ได้ถอย ไม่ได้ปัด ไม่ได้ทำอะไรที่คนทั่วไปคาดไว้ด้วยซ้ำ

            แต่แค่เอียงตัวไปข้างหนึ่งหลบปลายกระบองที่เฉียดตัวเข้าไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนที่มือซ้ายจะยกฝักดาบขึ้นมาผลักตัวของโหวหวังออกไปทางด้านข้างอย่างนิ่ม ๆ เหมือนปัดใยแมงมุมที่รกห้อง

            ใช้แรงเพียงเล็กน้อย แต่แม่นยำ มันคุมพลังได้แบบที่คนดูธรรมดาอาจไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่ามีแรงปะทะเกิดขึ้นไหม

            นี่แหละศิลปะการต่อสู้ของจริง

            ไม่ต้องส่งเสียง ไม่ต้องเบ่งพลังปราณ

            แค่พริบตาเดียวก็เปลี่ยนของหนักให้กลายเป็นเบา แล้วเอาความแรงของศัตรูกลับมาหมุนเป็นจังหวะของตัวเอง

             

            ฉึบ!

             

            คิมบีโฮชักดาบทาจิออกจากฝักแค่ครึ่งเดียวลำ แต่ประกายแสงสีเงินที่พุ่งออกมากลับคมกริบพอจะฟันความเงียบของทั้งสนามให้ขาดสะบั้นได้ในเสี้ยววินาทีนั้น

            มันเร็วมาก..

            เร็วแบบที่แม้แต่ผมที่จ้องตาไม่กะพริบก็ยังต้องเบิกตาขึ้นอีกนิดโดยไม่รู้ตัว

            เงาประกายเงินนั่นวาบผ่านสะท้อนกับเงาร่างของซุนโหวหวัง

             

            แต่โหวหวังก็คือโหวหวัง..

            หมอนั่นไม่ได้ตอบสนองด้วยความคิด แต่เป็นไปด้วยสัญชาตญาณระดับสัตว์ป่าแบบฉบับคนตระกูลซุน

            มันส่งจิตยืดขยายกระบองปราบมังกร กระแทกด้ามกระบองกับพื้นสนาม อย่างรวดเร็วเหมือนการจุดระเบิดเพื่อส่งตัวพุ่งออกไปในจังหวะเฉียดตาย ก่อนจะหดกระบองกลับมาตั้งรับในเสี้ยวพริบตาแบบที่ไม่มีเวลาให้ใครตะโกนเตือน

             

            เคร้ง!

             

            เสียงโลหะฟาดกันดังลั่น จังหวะที่ประกายไฟแตกกระจายกลางเวทีนั้นแทบจะเป็นภาพสโลว์โมชั่นในหัวผม

            เสี้ยววินาทีที่กระบองและดาบของสองคนพุ่งชนกันแบบไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

            ไม่มีใครได้เปรียบ ไม่มีใครเสียเปรียบ แต่แค่นั้นก็พอจะทำให้ทั้งสนามหยุดหายใจได้พร้อมกัน

             

            โหวหวังยิ้มกว้างขึ้น รอยยิ้มแบบที่มันมักใช้ตอนเจอคู่ต่อสู้ที่ทำให้มันรู้สึกคันไม้คันมือ

            “ไม่เลวนี่หว่า..

            สมกับที่เป็นอ้ายหน้าตาย

            ดาบของเอ็งหนักใช่เล่น”

             

            คิมบีโฮไม่ได้ตอบ ไม่แม้แต่จะขยับคิ้ว

            ไอ้คางบุ๋มคนนั้นแค่เก็บดาบกลับเข้าฝักช้า ๆ แล้วกลับไปยืนนิ่งเหมือนเดิม ราวกับเมื่อกี้แค่ขยับเพื่อปัดเศษฝุ่น ไม่ใช่การเอาชีวิตรอด

            แต่ผมรู้..

            รู้ดีว่านี่แค่จังหวะเปิดเพลงเท่านั้น..

            ยังไม่มีแม้แต่ท่อนฮุก

             

            หลังจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกลางเวที ไม่ใช่แค่การสู้กันธรรมดา แต่คือระบำระหว่างกระบองกับดาบ

            จังหวะรุกของโหวหวังยังคงดุดันต่อเนื่องเหมือนคลื่นไฟที่ไม่มีวันถอย

            การเคลื่อนไหวของหมอนั่นดูโกลาหลในสายตาคนทั่วไป แต่ผมรู้ว่ามันมีแบบแผน มีลมหายใจของสัตว์ป่าที่รอจังหวะเหวี่ยงใส่ศัตรูให้หลุดจังหวะไปเอง

            กระบองหมุนเป็นวงกว้าง ครอบคลุมพื้นที่จนบีโฮต้องคอยขยับอย่างระวัง

            โหวหวังไม่เสียเวลามองดาบของคู่ต่อสู้ มันมองไหล่ ดูท่าเท้า อ่านจังหวะจากฐานราก

            อาศัยภาษากายของอีกฝั่งเป็นตัวชี้นำการเคลื่อนไหว

             

            ด้านบีโฮก็ยังคงนิ่งอย่างเสมอต้นเสมอปลาย รับมือกับคลื่นการโจมตีของโหวหวังที่โหมเข้าใส่เหมือนคนที่กำลังแกะปริศนาทางคณิตศาสตร์

            ทุกจังหวะที่กระบองฟาดเข้าใส่ หมอนั่นแค่ปัดด้วยฝักดาบ เบี่ยงออกไปอย่างนิ่มนวล แล้วสวนกลับด้วยคมดาบที่ชักแค่ครึ่งฝัก

            เฉียบพอจะบาดใจคนดูได้

             

            กระบวนท่าหลายสิบท่าผ่านไปไวเหมือนจังหวะการหายใจ

            ทั้งคนสองยังคงกินกันไม่ลง ไม่มีเลือด ไม่มีรอยแผล มีแต่แรงกดดันที่หนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกครั้งที่แลกรับอาวุธของกันและกัน

             

            จนกระทั่ง..

            ผมสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง

             

            ลมหายใจของโหวหวังเริ่มเปลี่ยน

            จังหวะมันหนักขึ้น แต่นั่นไม่ใช่แค่เพราะแรงกาย แต่เป็นเพราะแรงกดดันที่สุมอยู่ในอก

            คิมบีโฮคงน่าจะสังเกตได้เหมือนกัน เพราะเขาเริ่มเร่งจังหวะการชักดาบขึ้นทีละนิด

            ทีละนิ้ว..

            จนลึกขึ้น เร็วขึ้น แรงขึ้นเรื่อย ๆ

            หมอนั่นเริ่มบีบโหวหวังให้ถอยกรูด กั้นไว้ด้วยฝักดาบและจังหวะที่เฉือนเข้ามาเหมือนน้ำแข็งกำลังรุกเผาไฟอย่างมั่นคง

            แล้วจังหวะที่ไอ้คางบุ๋มรอคอยก็มาถึง

            ช่องว่างเล็กนิดเดียวตรงสีข้างของโหวหวังปรากฏขึ้นเหมือนรอยร้าวในกระจกที่ไม่ควรมี

            และบีโฮก็ไม่ลังเลเลยสักนิด

             

            มันพุ่งเข้าใส่ทันที

            ชักดาบทาจิออกจากฝักจนสุดด้ามเป็นครั้งแรก แถมด้านที่หมอนั่นหันก็ไม่ใช่สันดาบ

            แต่เป็นด้านคม!

            เสี้ยววินาทีนั้น ปลายดาบที่อาบไอเย็นจนเหมือนจะหยุดลมหายใจของสนามทั้งหมด พุ่งตรงไปยังรอยร้าวนั้นแบบไม่มีเบรก

            ในหัวผมตอนนั้น..

            เงียบกริบ..

            เหมือนทุกอย่างจะถูกตัดสินกันตรงนี้!!

             

            แต่แล้ว

             

            พรึ่บ!

             

            แล้วมันก็เกิดขึ้น โดยไม่มีสัญญาณเตือน!

            เปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์พลันปะทุขึ้นจากตัวของโหวหวังเหมือนเสียงคำรามของภูเขาไฟที่อดกลั้นมานานเกินไป

            เปลวนิพพานของหมอนั่นตอบสนองตามสัญชาตญาณเพื่อปกป้องเจ้าของ

            ไม่ต้องออกคำสั่ง ไม่ต้องปลุก

            ไอเย็นจากดาบของบีโฮแทบละลายหายไปในพริบตา พลังปราณวารีที่เคลือบดาบไว้ปั่นป่วนจนเสียสมดุล เหมือนน้ำเย็นจัดถูกเทใส่เปลวเพลิงที่เดือดจัดเกินจะควบคุมได้

            และคิมบีโฮ..

            ก็เบิกตากว้าง..

            ครั้งแรกตั้งแต่การประลองเริ่มขึ้น หมอนั่นคงไม่ทันคิด หรืออาจลืมไปชั่ววินาที

            ว่าโหวหวังมันยังไม่ได้ใช่เปลวนิพพานเลยตั้งแต่เริ่มศึก

             

            “วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 1 กลบฝังธารา!”

            เพื่อนตัวขนของผมกำกระบองแน่นขึ้น ฟาดกระบองที่อาบเปลวเพลิงขาวเข้าใส่ลำตัวบีโฮแบบไม่มียั้ง

            จังหวะนั้นไม่ใช่แค่การโจมตี แต่มันคือคำประกาศว่า 'ฉันยังไม่หมดง่าย ๆ หรอก!'

             

            ตูม!

             

            เสียงระเบิดสะเทือนเวทีราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางอกคนดู

            ตัวของคิมบีโฮกระเด็นออกไปตามแรงกระบอง ก่อนจะล้มลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นเต็ม ๆ แบบไม่เหลือท่า

            ทั้งสนามเงียบกริบแบบได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง

            ทุกสายตาจ้องไปยังภาพที่ไม่มีใครเคยคาดไว้

            คิมบีโฮ..

            ภูเขาน้ำแข็งเดินได้..

            ล้มลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มศึกปัญจมิตรในปีนี้

             

            ฝุ่นควันค่อย ๆ จาง ร่างของมันค่อย ๆ ลุกขึ้นช้า ๆ

            เสื้อผ้าถูกความร้อนเผาจนไหม้เกรียมบางจุด แต่ใบหน้าไม่แสดงแม้แต่เสี้ยวของความเจ็บปวด

             

            บีโฮเหลือบตามองตรงข้อมือขวาของมันเล็กน้อยก่อนจะปัดฝุ่นจากเสื้อผ้าเบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจ

            ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองโหวหวังด้วยสายตา..

            ที่เย็นยิ่งกว่าก่อนล้มลงเสียอีก

            “น่ารำคาญจริง..”

            คำพูดเบา ๆ ที่หลุดออกจากปาก..

            แต่กลับดังก้องไปทั่วทั้งสนามเหมือนเสียงใบมีดเฉือนผ่านน้ำแข็ง ชัดเจนจนผมยังเผลอกลืนน้ำลาย

            หมอนั่นยกดาบทาจิขึ้นมาอีกครั้ง ท่าทางไม่ต่างจากเดิม..

            แต่บรรยากาศรอบตัวกลับต่าง..

            แตกต่างโดยสิ้นเชิง..

            เพราะปราณวารีสีครามเข้มแผ่ออกมาจากตัวดาบราวกับหมอกเย็นในยามเช้าที่กำลังกลืนกินทุกสิ่ง

            บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนฉับพลัน หนาวเหน็บจนผมรู้สึกได้แม้จะอยู่บนอัฒจันทร์

            “คงไม่อาจสู้กับเจ้าได้หากไม่ใช้ฝีมือที่แท้จริง..

            เช่นนั้นก็จบกันแค่นี้..”

            มันกระซิบกรีดเสียงก่อนที่พลังในร่างจะรวมทั้งหมดเข้าสู่คมดาบ

            “ประกายครามแห่งเกล็ดมังกร หนึ่งดาบปิดนที!”


    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน