ตอนที่ 10: ความแตกต่างระหว่างชนชั้น
หลังจากแยกกับบุรุษหน้ากากปริศนาผู้เต็มไปด้วยความลับ เย่หลินซีก็กลับมายังจวนตระกูลหลิวทันที นางก้าวผ่านประตูใหญ่ที่เคยเป็ดั่งขุมนรกของหลิวอวิ๋นเหยาคนเก่า เข้าไปด้วยท่วงท่าสงบนิ่งและเยือกเย็นดังเดิม แต่คราวนี้ บรรยากาศรอบตัวนางได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
บ่าวไพร่และทหารยามที่เคยมีสายตาดูแคลนและแอบถ่มน้ำลายไล่หลัง บัดนี้กลับรีบก้มศีรษะให้นางอย่างนอบน้อมและหวาดเกรง ไม่มีผู้ใดกล้าสบตากับนางตรงๆ ราวกับว่าดวงตาคู่นั้นสามารถแช่แข็งิญญาของพวกเขาได้ นี่คืออำนาจดิบเถื่อนของความแข็งแกร่ง คือสัจธรรมที่ทุกคนในโลกใบนี้ต่างเข้าใจดีโดยไม่ต้องมีผู้ใดสั่งสอน
ทว่า ความสงบสุขมักเป็เพียงภาพลวงตาที่อยู่ได้ไม่นาน
ขณะที่นางกำลังจะเดินเลี้ยวไปยังเส้นทางที่นำไปสู่เรือนพักท้ายจวนของตน เสียงแหลมสูงที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาจนแทบจะกลั่นออกมาเป็ยาพิษได้ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“กลับมาแล้วหรือ ‘อัจฉริยะที่น่าภาคภูมิใจของตระกูลเรา”
เย่หลินซีหยุดฝีเท้าลง แต่ไม่ได้หันกลับไปมองในทันที นางเพียงแค่หลับตาลงชั่วครู่ ถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับรำคาญใจเต็มทีที่ต้องมาเจอกับเื่ไร้สาระเช่นนี้ นางรู้ดีว่าเ้าของเสียงคือผู้ใด
หลิวอวิ๋นหลันเดินนำหน้าบ่าวไพร่รับใช้กลุ่มหนึ่งมาหยุดอยู่เื้ันาง ใบหน้างดงามของนางที่เคยเป็ที่หนึ่งในจวน บัดนี้กลับบิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชังและริษยาอย่างไม่อาจปิดบัง
“ไปที่ใดมา? หรือว่ารีบร้อนออกไปโอ้อวดพลังที่เพิ่งจะมีของตนเองให้ชาวบ้านเขารับรู้ คงจะมีความสุขมากสินะที่ได้เหยียบหัวข้าขึ้นไป”
คำพูดของนางเต็มไปด้วยความขมขื่นและความรู้สึกสูญเสีย หลังจากวันที่น่าอับอายบนลานประลอง บิดาที่เคยรักและตามใจนางมาตลอดกลับมีท่าทีเ็าลงอย่างเห็นได้ชัด ตรงกันข้ามกับท่าทีที่พยายามจะเอาอกเอาใจนังสวะนี่
เย่หลินซีหันกลับมาเผชิญหน้ากับพี่สาวต่างมารดาอย่างช้าๆ การเคลื่อนไหวของนางเนิบนาบแต่กลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น
“ข้าจะไปที่ใด เกี่ยวข้องอะไรกับพี่หญิงใหญ่ด้วย?” น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่แฝงความเ็าจนบ่าวไพร่ที่ยืนอยู่ด้านหลังหลิวอวิ๋นหลันถึงกับรู้สึกหนาวเยือกไปถึงสันหลัง
“เ้า!” หลิวอวิ๋นหลันถูกคำพูดที่ห่างเหินและไม่ไว้หน้านั้นตอกกลับจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเยาะออกมาเพื่อกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้ของตนเอง
“อย่าคิดว่ามีพลังปราณระดับครามแล้วจะเหิมเกริมได้ สุดท้ายเ้ามันก็แค่เศษสวะที่ไร้มารดาคอยสั่งสอน เป็เพียงลูกอนุที่น่ารังเกียจ”
นางจงใจพูดแทงใจดำที่สุดของหลิวอวิ๋นเหยาคนเดิม เื่ที่มารดาของนางเป็เพียงอนุภรรยาที่ล้มป่วยตายไปอย่างเงียบๆ คือปมด้อยที่หลิวอวิ๋nเหยาแบกรับมาตลอดชีวิต
แต่สำหรับเย่หลินซี คำพูดระดับนี้ช่างอ่อนหัดและน่าสมเพชสิ้นดี
นางเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างสง่างาม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ ราวกับกำลังสั่งสอนเด็กที่ไม่รู้จักโต
“มารดาของข้าสั่งสอนมาดี นางสอนให้ข้ารู้จัก ระดับของตนเอง”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย สายตาคมกริบกวาดมองหลิวอวิ๋นหลันั้แ่หัวจรดเท้าอย่างประเมินค่า ท่าทางนั้นราวกับกำลังมองสินค้าชิ้นหนึ่งที่ไม่มีราคาค่างวดอันใด ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน
“และนางก็สอนให้ข้า ไม่ต้องเสียเวลาเสวนากับสิ่งที่อยู่ต่ำกว่า”
“กรี๊ดดด นังสวะ! เ้ากล้าดียังไงมาว่าข้า” หลิวอวิ๋นหลันกรีดร้องออกมาอย่างสิ้นสติราวกับคนบ้า นางสูญเสียความเยือกเย็นและความสง่างามที่คุณหนูใหญ่พึงมีไปโดยสิ้นเชิงเมื่อถูกดูแคลนซึ่งๆ หน้าอย่างเจ็บแสบที่สุด
“ลงมือ พวกเ้ามัวยืนบื้ออยู่ทำไม จับตัวนังแพศยานี่ไว้! ข้าจะสั่งสอนมันเองว่าใครกันแน่ที่อยู่ต่ำกว่า” นางตวาดสั่งบ่าวไพร่ร่างกำยำที่ติดตามมา
บ่าวรับใช้สองสามคนลังเลเล็กน้อย สายตาของพวกเขาฉายแววหวาดกลัวเมื่อนึกถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวบนลานประลอง แต่เมื่อเห็นสายตาอาฆาตมาดร้ายของหลิวอวิ๋นหลัน พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น หากขัดคำสั่งคุณหนูใหญ่ พวกเขาก็คงมีจุดจบที่ไม่ดีนัก
พวกเขาจำต้องกัดฟันพุ่งเข้าใส่เย่หลินซี
เย่หลินซียืนนิ่งไม่ไหวติง ราวกับไม่เห็นคนเ่าั้อยู่ในสายตา
จนกระทั่งหมัดของบ่าวคนแรกพุ่งเข้ามาใกล้ใบหน้าของนางในระยะไม่ถึงหนึ่งคืบ
ฟุ่บ!
ร่างของเย่หลินซีพลันหายไปจากตำแหน่งเดิมราวกับภาพลวงตา
บ่าวรับใช้เ่าั้เบิกตากว้างด้วยความใ ก่อนที่ความเ็ปรุนแรงราวกับถูกค้อนเหล็กทุบจะแล่นพล่านขึ้นมาจากจุดตันเถียน!
ตุ้บ!
ตุ้บ!
ตุ้บ!
ร่างของพวกเขาลอยละลิ่วไปกระแทกกับกำแพงอย่างรุนแรงจนหมดสติไปในพริบตา
เย่หลินซีปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในตำแหน่งเดิม นางยังคงยืนนิ่งสงบราวกับไม่เคยขยับไปไหน ไม่มีผู้ใดมองเห็นการเคลื่อนไหวของนางได้ทัน
นี่คือเคล็ดวิชา ก้าวพริบตาวิชาตัวเบาระดับต่ำสุดในความทรงจำของนาง ที่สำหรับโลกใบนี้แล้ว มันคือวิชาระดับเทวะ
หลิวอวิ๋นหลันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัว นางถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
เป็ไปไม่ได้ วิชาตัวเบาเช่นนี้ แม้แต่ท่านพ่อ ยอดฝีมือระดับครามขั้นสูงสุดก็ยังทำไม่ได้
เย่หลินซีเดินตรงเข้าไปหานางอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของนางราวกับเหยียบลงบนหัวใจที่กำลังสั่นระรัวของหลิวอวิ๋นหลัน
“พี่หญิงใหญ่ ท่านดูสิ” เย่หลินซีเอ่ยเสียงเบา แต่กลับดังก้องอยู่ในโสตประสาทของหลิวอวิ๋nหลัน
“นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า ความแตกต่างระหว่างชนชั้น”
นางยกมือขึ้น
หลิวอวิ๋นหลันหลับตาปี๋ด้วยความกลัว คิดว่าตนเองกำลังจะถูกตบอีกครั้ง
แต่นางกลับไม่ได้รู้สึกเจ็บ
เย่หลินซีเพียงแค่ใช้นิ้วเรียวสวยของนาง ปัดเศษใบไม้ที่ติดอยู่บนไหล่ของหลิวอวิ๋nหลันออกอย่างแ่เบาและนุ่มนวล
ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบราวกับมาจากขุมนรกเก้าขุม
“และหากมีครั้งต่อไป มันจะไม่จบลงง่ายๆ แค่การ ปัดฝุ่นแน่”
สิ้นคำพูดนั้น นางก็เดินจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้หลิวอวิ๋nหลันยืนตัวสั่นเทิ้มอยู่ตรงนั้นด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความอัปยศ ความโกรธแค้น และ
ความหวาดกลัวอย่างสุดหัวใจ
นาง...นางไม่ใช่หลิวอวิ๋นเหยาคนเดิมอีกต่อไปแล้ว นางคือปีศาจ
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของหลิวอวิ๋nหลันเป็ครั้งแรก และมันจะตามหลอกหลอนนางไปอีกนานแสนนาน
**** ตอนหน้าขออนุญาติ ติดเหรียญน๊าาา ****