อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 83 ทั้งหมดหายไปแล้ว

    บทที่ 83 ทั้งหมดหายไปแล้ว




    “รุ่นพี่ตงคะ รุ่นพี่กำลังศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีการแตกแขนงรากพืชกลายพันธุ์ใช่ไหมคะ”




    “ทฤษฎีการแตกแขนงรากพืชกลายพันธุ์งั้นหรอ?” รุ่นพี่หนุ่มที่กำลังโมโหถูกความใจเย็นของซูหยวนทำให้ชะงักไป 




    เขามองดูหน้าเด็กสาวที่เอ่ยถามอย่างจริงจัง ไม่ได้มีท่าทางเหมือนคนที่ต้องการจะทำลายเอกสารทั้งหมดของการวิจัยเลยแม้แต่น้อย นอกจากนี้...คำพูดของเธอก็ถูกต้องอีกด้วย แม้ว่าแผนการศึกษาของเขาจะไม่ได้ชื่อว่าทฤษฎีการแตกแขนงของรากพืชกลายพันธุ์ก็ตาม ทว่า...ชื่อที่รุ่นน้องพูดออกมากลับดูครอบคลุมและถูกต้องยิ่งกว่าชื่อที่เขาตั้งเสียอีก




    เพราะแบบนั้น ชายหนุ่มรุ่นพี่จึงอึกอักเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับ




    “ใช่แล้ว ฉันเอาเอกสารทั้งหมดไว้บนโต๊ะทำงานของตัวเอง แล้วทำไมเธอถึงได้เข้ามาวุ่นวายแบบนั้น ถ้าหากว่าฉันต้องเริ่มหาเอกสารใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่ว่าจะเป็นการเสียเวลาหรอกหรอ” เขาบ่นออกมาอย่างไม่พอใจ แต่กลับไม่มีร่องรอยความโกรธเหมือนก่อนหน้านี้เลย




    “สำหรับเอกสารทั้งหมดที่รุ่นพี่ศึกษาค้างไว้ ฉันได้จัดเสร็จแล้วค่ะ ของรุ่นพี่จะอยู่ในชั้นหมายเลข 11 ค่ะ รุ่นพี่ลองดูอีกทีนะคะว่าครบถ้วนหรือเปล่า แล้วก็...ถ้ามีตรงไหนที่ไม่เข้าใจหรือหาไม่เจอ สอบถามฉันได้เลยนะคะ” 




    ซูหยวนผายมือไปยังชั้นหนึ่งบนตู้เอกสาร ซึ่งในห้องนี้มีชั้นเก็บเอกสารจำนวนมาก บางชั้นเต็มไปด้วยหนังสือเก่าที่ยังไม่ได้ใช้งาน ซึ่งซูหยวนเลือกมาไม่กี่ชั้นเพื่อทำให้ว่างแล้วจัดระเบียบเอกสารที่กำลังศึกษาทั้งหมดเข้าไป




    ปัจจุบันมีหมายเลขชั้นที่เธอจัดเสร็จแล้ว 34 ชั้น ยังเหลือกองเอกสารอีกประมาณ 5-6 กองเท่านั้น ซึ่งคาดว่าน่าจะแบ่งออกเป็นหมวดได้ไม่เกิน 20 หมวด กินพื้นที่อีก 10 ชั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว 




    ทางรุ่นพี่ตง หลังจากได้ยินคำกล่าวของรุ่นน้อง เขาก็เดินตรงไปยังชั้นเอกสารตามหมายเลขที่อีกฝ่ายบอกเอาไว้ ท่าทางกังลใจของเขาปิดไม่มิดเลย แต่เมื่อเขาได้ดูเอกสารกองบนชั้นที่ 11 ดวงตาของเขาก็มีประกายบางอย่างขึ้นมา




    ด้านหน้าของเขามีกองเอกสารที่คุ้นตาอยู่ แต่พวกมันถูกจัดกลุ่มเอาไว้เป็นหมวดๆ บางกองมีกระดาษสีเขียววางอยู่ข้างบน เขียนเอาไว้ว่างานศึกษาที่สำเร็จแล้ว ในขณะที่เอกสารของเขาเมื่อวานอยู่ในกองสีเหลือง หมายความว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการคำนวน




    เขาตรวจสอบกองเอกสารแล้วกองเอกสารเล่า พบว่าไม่มีกองไหนที่ไม่ถูกต้องเลย ทั้งหมดก็คือกองเอกสารที่เขาใช้อยู่ แต่เมื่อถูกจัดเรียงเช่นนี้ กลับเข้าใจได้ง่ายกว่า และมองหาได้ง่ายขึ้นด้วย




    “รุ่นน้อง...เธอจัดเอกสารทั้งหมดนี้ด้วยตนเองงั้นหรอ” เขาถึงกับต้องหันไปถามซูหยวนอีกครั้งเมื่อเห็นการจัดระเบียบที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้




    “ใช่ค่ะ”




    “หรือว่าเธอ....เคยศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน” แม้ว่ารุ่นพี่ตงจะไม่ได้คิดแบบที่ตัวเองพูดไปก็ตาม แต่เขาก็ไม่รู้เหตุผลที่รุ่นน้องมีความสามารถเช่นนี้อยู่ดี


                


    ต้องบอกว่าการจัดเรียงเอกสารเหล่านี้ ต่อให้เป็นเขาที่ศึกษาเรื่องนี้ ทั้งยังเขียนกระดาษคำนวณพวกนี้ด้วยตนเองก็ยังไม่สามารถทำได้เรียบร้อยขนาดนี้เลย ไม่อย่างนั้นที่ผ่านมาจะปล่อยให้เอกสารกองเป็นพะเนินท่วมหัวเช่นนั้นได้ยังไง




    “ไม่เคยค่ะ”




    “ถ้าอย่างนั้นทำไมเธอ...เธอรู้ได้ยังไงว่าเอกสารไหนจะต้องอยู่แบบไหน ส่วนไหนที่เสร็จหรือยังไม่เสร็จ ส่วนไหนต่อเนื่องกับอะไร...”




    “ฉันลองอ่านเนื้อหาเล็กๆน้อยๆข้างในค่ะ จากนั้นก็คาดเดาดู หากส่วนไหนไม่ถูกต้อง รุ่นพี่ช่วยแนะนำให้ด้วยนะคะ เพราะครั้งต่อไปฉันจะได้จัดให้ถูกค่ะ” ซูหยวนยังคงพูดอย่างถ่อมตัว แต่คำพูดของเธอกลับเหมือนเป็นการตบหน้าของรุ่นพี่อย่างจัง


                


    อะไรคือการอ่านเนื้อหาเล็กๆน้อยๆ? จะบอกว่า ข้อมูลที่เข้าใจได้ยากเย็นพวกนี้ เธอแค่อ่านเนื้อหาเล็กๆน้อยๆแล้วก็ยังเข้าใจพวกมันจนจัดเรียงได้ถูกต้องงั้นหรือ? แล้วประเด็นสำคัญก็คือ...เธอเข้าใจพวกมันได้ยังไง?


                


    ขนาดเขาที่ทำงานวิจัยกับอาจารย์เหวินมาตลอด ถ้าให้อ่านเอกสารของคนอื่นก็ยังสับสนเลยว่าพูดเรื่องอะไรอยู่ 




    “เธอ....” เขามีเรื่องอยากจะพูดออกมา แต่ดูเหมือนไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี กลายเป็นบรรยากาศที่น่ากระอักกระอ่วนแทนเสียอย่างนั้น


                


    ดีที่ซูหยวนไม่ได้อยู่จ้องหน้าเขา เมื่อเห็นว่ารุ่นพี่ตงไม่มีปัญหาอะไรกับการใช้เอกสารของตนเอง เธอก็เดินไปจัดเอกสารกองอื่นๆอีกต่อไป ตอนนี้รุ่นพี่ตงจึงได้มองเห็นการทำงานที่น่าตกใจของซูหยวนเสียที


                


    เด็กสาวทำอย่างที่เธอพูด เพียงอ่านเนื้อหาเล็กๆน้อยๆทีละแผ่นทีละแผ่น จากนั้นก็นำเข้าไปจัดวางเอกสารที่ชั้นต่างๆ เรียงลำดับการศึกษาตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนพัฒนามาเป็นความสำเร็จในปัจจุบันนี้ ขนาดว่ารุ่นพี่ตงที่ไม่เข้าใจงานของคนอื่น พอเขาไล่อ่านเอกสารตามที่ซูหยวนจัดเรียงเอาไว้ เขาก็ยังเข้าใจกระบวนการคร่าวๆของพวกมันได้เลย


                


    สิ่งนี้ทำให้เขาได้แต่ยืนมองรุ่นน้องอันอยู่อย่างนั้น จนไม่รู้เลยว่าเวลาล่วงเลยไปถึงขนาดไหนแล้ว หากไม่ใช่อาจารย์เหวินและคนอื่นๆเปิดประตูเข้ามา เขาก็คงจะยืนดูรุ่นน้องอันจัดเอกสารอยู่อย่างนั้นต่อไป




    “มาแล้วหรอตงเจิ้น” เพื่อนร่วมชั้นปีที่สี่ของตงเจิ้นกล่าวทักทายเขา อย่างไรก็ตาม...รุ่นพี่คนนั้นก็ชะงักไปเมื่อเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องทำงาน โดยเฉพาะที่โต๊ะทำงานของตนเอง




    “เอกสารล่ะ!! งานศึกษาของฉัน!!” 




    “มันอยู่ที่นี่ มาดูก่อนเถอะว่าถูกต้องไหม เอกสารทั้งหมดที่กำลังศึกษาอยู่ ถูกจัดเรียงไว้แล้ว” ตงเจิ้นเป็นผู้มีประสบการณ์มาก่อน ดังนั้นจึงหยุดเพื่อนไม่ให้โวยวายสติแตกเหมือนกับเขาก่อนหน้านี้


                


    เขาใช้เวลาในห้องเพื่อไล่เรียงดูเอกสารต่างๆ ราวกับต้องการหาความผิดพลาดของรุ่นน้องอันให้ได้สักจุด ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่มีทางเกิดขึ้นแบบนั้น ตอนนี้เขาจึงทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำให้เพื่อนๆของตน ดีกว่าปล่อยให้หน้าแตกล่ะนะ


                


    เมื่อได้ยินเพื่อนพูดอย่างนั้น คนก็เดินเข้าไปดูเอกสารทันที เขามีคำถามมากมายในใจ ใครยุ่งกับเอกสารของเขา ใครเป็นคนจัดเรียง มีคนต้องการสร้างปัญหาใช่ไหม ใครต้องการทำลายงานวิจัยที่ยิ่งใหญ่นี้ แต่ทันทีที่เขาไล่ดูเอกสารของตนเอง คำถามทั้งหมดกลับหายไป เหลือเพียงคำถามที่ว่า ใครเป็นผู้มากความรู้ขนาดนี้ ใครจัดเรียงเอกสารของเขาได้อย่างมีลำดับขั้นตอน ใครกันแน่ที่ศึกษาเรื่องนี้ เป็นเขาหรือคนอื่น....


                


    หนึ่งคือตงเจิ้น อีกหนึ่งก็คือเพื่อนของเขา ทั้งสองมองหน้ากันราวกับสื่อสารกันทางสายตาได้ ความรู้สึกที่ไม่อยากจะเชื่อและความรู้สึกอับอายปะปนกันจนเละเทะไปหมด


                


    ดีที่คนอื่นๆได้ยินคำของรุ่นพี่ตงกันทั้งหมดแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงรีบเดินเข้าไปหาเอกสารของตนเองบ้าง และก็ได้พบกับความน่าอัศจรรย์ใจนี้เหมือนกัน 




    “โชคดีจริงๆที่เอกสารของฉันยังไม่ได้หายไป ไม่มีใครมายุ่งกับเอกสารของฉัน ฟู่ว...” ท่ามกลางความเงียบ นักเรียนคนหนึ่งก็โพล่งออกมา เขารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เอกสารของเขาทั้งหมดยังกองรวมกันที่โต๊ะ ในขณะที่พวกรุ่นพี่รุ่นน้องคนอื่นๆต้องปวดหัว


                


    ในใจลึกๆแล้ว เขามีความสุขมากที่สุดแล้ว เนื่องจากงานของเขาหลังจากนี้จะกลายเป็นงานที่ก้าวหน้ามากที่สุด แม้ว่าพวกเขาจะศึกษาสิ่งเดียวกัน ทำงานวิจัยใต้การดูแลของอาจารย์เหวินเหมือนกัน แต่ภายในเองก็ใช่ว่าจะไม่มีการแข่งขันกันระหว่างนักเรียนของอาจารย์เหวิน


                


    นั่นเพราะทรัพยากรบางอย่างมีจำกัด คนที่จะได้รับมันไปก็มีแค่คนที่อาจารย์เหวินชื่นชอบหรือไม่ก็มีผลงานโดดเด่น ดังนั้นท่ามกลางความเสียหายของคนอื่น อาจจะมีแค่เขาก็ได้ที่ได้รับคำชมจากครั้งนี้


                


    อย่างไรก็ตาม แทนที่เขาจะได้รับสายตาอิจฉาจากพวกนักเรียนคนอื่นๆ กลับเป็นสายตาสงสารที่ส่งมาแทนเสียอย่างนั้น 




    “อะ อะไร?” 




    “เปล่า ไม่มีอะไร” ไม่มีคนอยากจะบอกเขา ทุกคนมองไปยังตงเจิ้นเป็นสายตาเดียว พวกเขาอยากรู้ว่าเอกสารเหล่านี้เป็นปรมาจารย์ท่านไหนที่จัดพวกมันกันแน่


                


    ไม่ต้องรอนานเกินไป ซูหยวนที่เข้าไปจัดการเอกสารอีกกองก็เดินออกมา เธอได้แยกเอกสารที่จำเป็นต้องใช้เอาไว้ชั้นเอกสารที่อยู่ด้านในห้องทำงาน ในขณะที่เอกสารอ้างอิงทั้งหลายซึ่งเป็นเอกสารที่ยังไม่ต้องการใช้งานตอนนี้หรือเป็นเอกสารที่ใช้งานเรียบร้อยแล้ว เธอเอาพวกมันไปเก็บไว้ที่ชั้นเก็บเอกสารด้านหลังแทน หากพวกเขาต้องการก็ยังสามารถไปค้นหากลับมาได้โดยง่าย เพราะเธอก็แยกพวกมันเอาไว้แล้วเช่นกัน




    “รุ่นน้องอัน?” 


                


    เมื่อเห็นคนที่เดินออกมา นักเรียนรุ่นพี่บางคนก็ชักสีหน้าไม่พอใจใส่ทันที อคติที่พวกเขามีต่อเธอเมื่อวานรุนแรงมากๆ และในความคิดของพวกเขา...รุ่นน้องคนนี้ก็มาเพื่อที่จะสร้างปัญหาให้อาจารย์เหวินของตน




    “ฉันคิดว่าเธอจะทำเรื่องขอออกจากสถาบันไปแล้วซะอีก”




    “ใช่ ถ้าเธอไม่พอใจที่จะต้องมาทำงานร่วมกับอาจารย์เหวิน ถ้าอย่างนั้นก็ไปยื่นเรื่องกับทางสถาบันได้แล้ว อย่ามาทำให้เสียเวลา หรือมาก่อปัญหาเลย”




    “แม้ว่าเธอจะไม่ชอบอาจารย์เหวิน แต่เธอก็ควรจะรู้นะว่างานวิจัยนี้สำคัญขนาดไหน ยิ่งเธอมาจากเขตชั้นนอกด้วยแล้วย่อมต้องรู้ความสำคัญของอาหารสังเคราะห์มากที่สุดไม่ใช่หรอ? ทุกวันนี้ที่อาหารสังเคราะห์มีราคาแพงก็เพราะต้องใช้นักล่าออกไปรวบรวมทรัพยากร แต่ถ้าพวกเราเพาะปลูกพืชกลายพันธุ์ได้ที่นี่ อย่างนั้นราคาของอาหารสังเคราะห์ก็จะถูกลงมาก ผู้คนมากมายก็จะไม่ต้องตาย เธอเข้าใจไหม”




    “นักเรียนอัน ขนาดอาจารย์อายุมากกว่า มีหน้าที่การงานที่ดี แต่สุดท้ายเพื่อความสุขของมนุษย์ชาติแล้ว อาจารย์ก็ยังยอมทำเป็นไม่เห็นมารยาทที่ต่ำทรามของเธอเลย เธอเองก็ควรจะต้องทำแบบนั้นเหมือนกันนะ ถ้ารู้ว่าทำไม่ได้ ก็ขอแค่อย่ามารบกวนพวกเราก็พอ”


                


    นักเรียนรุ่นพี่ผลัดกันพูดจนซูหยวนแทบจะหูชา เธอเลิกคิ้วตอบกลับพวกเขา ไม่มีคำพูดใดๆออกมาจากปากของเธอ นั่นเพราะที่พวกเขาพูดๆกันอยู่...ซูหยวนไม่ได้เป็นคนทำ


                


    ตงเจิ้นมองดูรุ่นน้องที่ใช้เวลาทั้งหมดของวันนี้จัดเอกสารเพื่อให้พวกเขาใช้งานได้ง่ายและสะดวกขึ้น แต่ทำดีไม่ได้ดี แล้วยังถูกตำหนิอีก ถ้าเป็นเขา...เขาก็คงจะโวยวายออกมาแล้ว ทว่าเขาคิดไม่ถึงเลยว่ารุ่นน้องอันที่ได้ชื่อว่าอัจฉริยะ กลับยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น




    “เอ่อ ทุกคน....ที่จริงแล้ว” ตงเจิ้นเป็นคนที่ทนไม่ไหวเสียเอง ถ้ารุ่นน้องอันทำไม่ดีก็ยังว่าไปอย่าง แต่เธอกลับเป็นคนที่ช่วยจัดเอกสารเหล่านี้ทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว ความสามารถของรุ่นน้องอันที่เป็นแบบนี้...ไม่ใช่ว่าควรจะชื่นชมแทนตำหนิหรอกหรือ?


                


    น่าเสียดายที่ตงเจิ้นยังอธิบายสถานการณ์ไม่จบ บุคคลสำคัญที่สุดก็เดินเข้ามา




    “วันนี้พวกเราจะต้องทำการสรุปแนวทางการศึกษาปัจจุบันออกมาโดยให้รายละเอียดครบถ้วน และแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการศึกษาของพวกเรา วันพรุ่งนี้อาจารย์จะต้องรวบรวมงานเพื่อนำเสนอต่อระดับสูงแล้ว”


                


    อาจารย์เหวินเข้ามาก็รีบแจ้งความต้องการของตนเองทันที เธออยากจะกุมขมับเพราะนี่เป็นคำสั่งด่วน ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจู่ๆจะเรียกประชุมทั้งแบบนี้ พวกนักเรียนเองก็ตกใจไม่ต่างกันนัก การสรุปผลการศึกษาที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นั้นยากขนาดไหนไม่มีใครไม่รู้ ปกติแล้วการศึกษาไปข้างหน้าก็วุ่นวายพอตัว หากต้องมารื้อเอกสารเบื้องหลังความคิดที่นำมาพิสูจน์อีก เรียกได้เลยว่าเป็นช่วงนรกของจริง




    แน่นอนว่าอาจารย์เหวินเองก็เตรียมใจพร้อมสำหรับการทำงานข้ามคืนเช่นกัน ทว่าเธอไม่ได้คาดคิดเลยว่าเมื่อมองไปยังนักเรียนของตนเอง นอกจากท่าทางตกใจในครั้งแรกแล้ว พวกเขาก็ผ่อนลมหายใจออกมา ราวกับรู้สึกสบายใจเสียอย่างนั้น




    “อาจารย์ต้องการก่อนวันพรุ่งนี้นะ เพราะจะต้องนำไปรายงานต่อผู้อำนวยการสถาบัน...” อาจารย์สาวเอ่ยย้ำอีกครั้ง ซึ่งนักเรียนคนอื่นๆก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย




    บรรยากาศน่าประหลาดอย่างบอกไม่ถูก อาจารย์เหวินไม่เข้าใจสถานการณ์เอาเสียเลย จนกระทั่งนักเรียนคนหนึ่งพูดขึ้นมาแทน




    “อาจารย์เหวินครับ สำหรับเรื่องนี้...คงต้องบอกว่าเป็นเรื่องเศร้าแล้วล่ะครับ” เขามองไปยังเพื่อนนักเรียนด้วยสายตาสงสาร แม้ว่าตัวเขาเองก็ต้องทำงานหนักเช่นกัน ทว่า...ในความคิดของเขา ตัวเองโชคดีแล้ว อย่างน้อยก็แค่ได้ทำงานหนัก แต่ไม่ได้ต้องทำงานใหม่ตั้งแต่ต้น




    “เรื่องน่าเศร้าหรือ? หมายความว่ายังไง” 




    “อาจารย์มองไปรอบๆสิครับ ตอนนี้....งานทั้งหมดหายไปแล้วครับ” เขาผายมือให้อาจารย์ได้มองเข้าไปข้างใน โต๊ะทำงานที่ควรจะเต็มไปด้วยกองเอกสาร เวลานี้เหลือเพียงเงาวับที่สะอาดสะอ้านจากโต๊ะทำงานเท่านั้น




    “นี่! หมายความว่ายังไง แล้วเอกสารทั้งหมด....”




    “ใช่แล้วล่ะครับ ตอนนี้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วครับ เอกสารทั้งหมดที่ทุกคนกำลังศึกษาอยู่ มันหายไปแล้ว..”




    ต้องแบบนี้สิ! ท่าทางของคนที่เศร้าใจก็ควรเป็นอย่างอาจารย์เหวินสิ พวกเพื่อนๆนักเรียนคนอื่นต่างหากที่ผิดปกติ พวกเขาจะไม่สนใจได้ยังไงว่าเอกสารของตนเองหายไปไหน แล้วจะต้องมาเรียงร้อยทำเป็นบทสรุปอีก พวกเขายังใจเย็นกันได้อย่างไร!




    ………………………………..

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน