Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

เล่มที่ 6 บทที่ 168 ตื่นรู้! วาสนาชั้นยอด

        จิตสำนึกดำดิ่งเข้าสู่ร่างหลักอวี๋จื่ออวี๋สัมผัสได้ถึงไอพลังวิญญาณที่เข้มข้นจนแยกไม่ออก ห่อหุ้มอยู่ที่ปลายราก

        พลังวิญญาณมหาศาลขนาดนี้ต่อให้อวี๋จื่ออวี๋จะดูดซับมาโดยไม่รู้ตัวทั้งหมดก็เพียงพอที่จะสร้างปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นเหนือแผ่นดินแล้ว

        ทว่าตอนนี้เขาตั้งใจจะเข้าสู่สภาวะเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง

        “ครืน...”

        ภายใต้การควบคุมของเขารากไม้เริ่มดูดซับด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นนับร้อยนับพันเท่า

        ราวกับวาฬที่สูบฉีดน้ำไอพลังวิญญาณห้าสีจำนวนมหาศาลแปรเปลี่ยนเป็นกระแสธาราอันเชี่ยวกรากพุ่งเข้าหารากไม้ของอวี๋จื่ออวี๋

        เพียงครู่เดียวไอพลังวิญญาณห้าสีที่เข้มข้นแผ่ขยายขึ้นมาจนย้อมรากไม้ของอวี๋จื่ออวี๋ให้กลายเป็นสีห้าสีไปในที่สุด

        ....

        ค่ำคืนเงียบสงัด

        แสงจันทร์นวลเย็นสาดส่องผ่านม่านหมอกจางๆลงมายังหุบเขาเป่ยอวี่

        มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าต้นหลิวขนาดใหญ่ยักษ์เริ่มปกคลุมด้วยรัศมีแสงห้าสี

        รัศมีแสงห้าสีแผ่กระจายจากส่วนล่างขึ้นไปส่วนบนดูทั้งศักดิ์สิทธิ์และแฝงไปด้วยความประหลาด

        ทว่านั่นไม่ใช่จุดสำคัญ

        จุดสำคัญคือกิ่งก้านแต่ละสายของอวี๋จื่ออวี๋ค่อยๆ ชูยอดขึ้นสู่ท้องฟ้า

        พลังลึกลับบางอย่างเริ่มไหลเวียนอยู่ในทุกๆกิ่งก้าน

        ในตอนนั้นเอง อวี๋จื่ออวี๋สัมผัสได้

        ใช่ เขาสัมผัสได้แล้ว

        กิ่งก้านนับไม่ถ้วนของเขาเริ่มได้รับการเสริมแกร่งอย่างช้าๆ...

        เหมือนกับการใช้แต้มวิวัฒนาการมันคือการเสริมแกร่งที่รับรู้ได้ด้วยสายตา

        ตอนนี้นอกจากกิ่งก้านนับร้อยที่เขาเคยเสริมแกร่งไปแล้วกิ่งก้านที่เหลือทั้งหมดก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการเดียวกันภายใต้การชี้นำของพลังลึกลับ

        “พรึ่บ...”

        ราวกับอากาศถูกฉีกกระชากกิ่งก้านยาวหลายสิบเมตรพลันยืดออกเป็นร้อยเมตรในพริบตา ฟาดเข้าใส่ท้องฟ้ายามราตรี

        เพียงครู่เดียวกิ่งก้านนี้ก็กลืนกินแสงห้าสี แปรเปลี่ยนเป็นกิ่งก้านนับร้อยนับพันกิ่งประดับประดาท้องฟ้ายามค่ำคืน

        เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปกิ่งก้านแล้วกิ่งก้านเล่าเริ่มยืดออกประดับประดาฟากฟ้า

        ดูราวกับว่าท้องฟ้าทั้งผืนกลับกลายเป็นพุ่มใบของอวี๋จื่ออวี๋ไปเสียแล้ว

        ทว่าพุ่มใบนี้กลับปรากฏเป็นสีห้าสีและมีรัศมีแสงที่ยากจะอธิบายไหลเวียนอยู่ภายใน

        ในขณะเดียวกันแรงกดดันที่รุนแรงถึงขีดสุดก็เริ่มแผ่ซ่านออกมา

        อากาศหยุดนิ่งสรรพสิ่งเข้าสู่สภาวะเงียบสงัดดั่งความตาย

        เหลือเพียงดวงตาคู่แล้วคู่เล่าที่มองมาด้วยความกระหายและหวาดกลัวพลางจับจ้องไปที่แสงห้าสีที่แผ่กระจายเต็มท้องฟ้า...

        “นายท่าน นี่มันอะไรกัน?”

        เสือขาวยืนจ้องมองอย่างตกตะลึงและถึงกับก้าวถอยหลังไปหลายก้าว

        แรงกดดันที่มองเห็นได้ด้วยสายตานั้นบีบคั้นมันอย่างต่อเนื่อง

        เมื่อเงยหน้ามองไปรอบตัวเทพต้นไม้ในระยะหลายร้อยเมตรได้กลายเป็นเขตต้องห้ามไปเสียแล้ว

        คลื่นดินพวยพุ่งรัศมีแสงห้าสีล้อไปกับแสงจันทร์อันเย็นเยือกบนฟากฟ้า

        หากไม่มีม่านหมอกคอยบดบังปรากฏการณ์นี้คงทำให้คนทั้งโลกต้องตื่นตะลึงอย่างแน่นอน

        “ใต้พื้นดินลึกมีวาสนาใหญ่ซ่อนอยู่หากไม่อยากพลาดโอกาสไป พวกเจ้าจงไปค้นหามันซะ”

        เมื่อได้ยินเสียงพึมพำแผ่วเบานั้นเสือขาวชะงักไปครู่หนึ่ง

        ทันใดนั้น ขณะที่ยังจ้องมองอย่างตกตะลึงควันสีแดงจางๆ สายหนึ่งก็พุ่งลงสู่ผืนดิน และหายลับไปในพริบตา

        “ขนาดพี่ใหญ่ยังเอากับเขาด้วยเหรอ?”

        เสือขาวสีหน้าตกใจจากนั้นเขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย

        เขาหามุมที่เหมาะสมมุมหนึ่งแล้วเริ่มลงมือขุดดิน

        ในหุบเขาเป่ยอวี่มีทางเชื่อมที่พุ่งลงสู่ใต้ดินลึกหลายร้อยเมตรอยู่แล้ว

        ทว่าเมื่อมองเห็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติของท่านเทพต้นไม้ในตอนนี้คงไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้

        เพราะคลื่นดินที่ม้วนพุ่งสูงหลายสิบเมตรนั้นหากไม่ระวัง ทั้งร่างคงถูกฝังลงไปแน่นอน

        ....

        ในตอนนั้นเองอวี๋จื่ออวี๋ไม่มีเวลาไปสนใจบรรดาสัตว์ร้ายเลย

        เพราะในตอนนี้เสียงเตือนที่เย็นเยียบดังขึ้นที่ข้างหูของเขา

        “ติ๊ง!คุณต้องการเสริมแกร่งรากไม้จำนวนมากหรือไม่”

        “เสริมแกร่ง...”

        ท่ามกลางแสงสลัวพร่าเลือนอวี๋จื่ออวี๋ตอบรับคำสั่งไป

        พริบตาเดียว

        “ตูม!” เสียงระเบิดดังสนั่นพลังวิญญาณห้าสีมหาศาลที่พวยพุ่งออกมา ราวกับถูกบางสิ่งลึกลับเข้าสั่งการ

        เพียงครู่เดียวพวกมันต่างพากันพุ่งเข้าหารากแขนงหลักทั้งเก้าของอวี๋จื่ออวี๋

        “โฮก โฮก โฮก...”

        เกิดเสียงคำรามลึกลับรากแขนงหลักทั้งเก้าพลันสั่นสะเทือนอย่างกะทันหัน

        จากนั้น ขณะที่อวี๋จื่ออวี๋ยังประหลาดใจพวกมันยืดตัวยาวออกด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

        เส้นแล้วเส้นเล่าพุ่งทะยานไปสู่ขอบฟ้าที่ไกลออกไป

        มองดูจากที่ไกลๆคลื่นดินที่นูนขึ้นมาทั้งเก้าสาย พุ่งออกจากอวี๋จื่ออวี๋เป็นศูนย์กลางแผ่ขยายออกไปทุกทิศทาง

        ในขณะเดียวกันค่าพลังวิญญาณของอวี๋จื่ออวี๋ก็เริ่มพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน...

        ห้าแสน

        ห้าแสนห้าหมื่น...

        หกแสน....

        ความเร็วในการเพิ่มขึ้นของพลังวิญญาณรวดเร็วจนเกินจินตนาการแม้แต่อวี๋จื่ออวี๋เองก็ยังตกใจ

        ทว่าความเร็วในการพุ่งขึ้นของพลังวิญญาณที่น่ากลัวขนาดนี้ส่งผลให้ม่านหมอกไม่สามารถบดบังความผันผวนของพลังวิญญาณได้อีกต่อไป

        “ตูม!” เสียงนั้นดังสนั่นอีกครั้งความผันผวนของพลังวิญญาณที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งระเบิดพุ่งขึ้นฟ้าไป

        จากที่ไกลๆปรากฏรัศมีแสงห้าสีพุ่งทะลุการปิดกั้นของม่านหมอก มุ่งตรงสู่ผืนฟ้ายามราตรี

        “นั่นมันอะไรกัน?”

        เสียงอุทานอย่างไม่อยากเชื่อของคนหนึ่งดังขึ้นณ เมืองแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากขุนเขาแห่งหมอก

        คนเดินถนนแต่ละคนต่างหยุดฝีเท้า

        พวกเขาเงยหน้าขึ้นมองตอนนี้ขุนเขาแห่งหมอกที่อยู่ห่างออกไปส่องประกายแสงห้าสี

        รัศมีแสงห้าสีนั้นดูราวกับภาพมายาต้นไม้เทพเทียมฟ้าที่ขยายใหญ่ขึ้นร้อยเท่าพันเท่าและกำลังค่อยๆ แผ่กิ่งก้าน ราวกับจะค้ำจุนท้องฟ้าไว้

        ......

        ในวินาทีนั้นเอง ณ หน่วยเฝ้าระวังพลังวิญญาณ

        แผนกสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นหัวใจหลักนับตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ยุคพลังวิญญาณฟื้นคืนสั่นสะเทือนไปตามๆ กัน

        “ปิ๊บ ปิ๊บ ปิ๊บ...”

        เสียงสัญญาณเตือนสีแดงดังสนั่นอย่างต่อเนื่อง

        หน้าจอตรวจสอบนับร้อยจอต่างกะพริบแสงสีแดง

        และในตอนนี้สายตาของเจ้าหน้าที่ทุกคนต่างจับจ้องไปที่เครื่องมือวัดค่าพลังวิญญาณที่อยู่ไม่ไกล

        สองแสน...

        สามแสน...

        ....

        “นี่มันล้อกันเล่นกันใช่ไหม?”

        ด้วยความไม่อยากเชื่ออย่างถึงที่สุดใบหน้าของเจ้าหน้าที่แต่ละคนซีดเผือด

        ค่าพลังวิญญาณที่พุ่งสูงหลายแสนเป็นไปได้อย่างไร?

        แถมยังมาพุ่งขึ้นในจังหวะแบบนี้อย่างกะทันหัน

        ทว่าสิ่งที่คนพวกนี้ไม่รู้ก็คือนี่เป็นเพียงค่าพลังวิญญาณส่วนใหญ่ที่อวี๋จื่ออวี๋ไม่สามารถบดบังไว้ด้วยม่านหมอกเท่านั้น

        ไม่เช่นนั้นหากพวกเขารู้ว่าค่าพลังวิญญาณของอวี๋จื่ออวี๋พุ่งทะลุไปถึงเจ็ดแสนพวกเขาคงไม่ใช่แค่ ‘ไม่อยากเชื่อ’ แน่นอน

        สำหรับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติขั้นที่สองพลังวิญญาณที่เพิ่มขึ้นทุกๆ สามแสนหน่วยคือการเปลี่ยนแปลงระดับคุณภาพครั้งใหญ่

        และสำหรับอวี๋จื่ออวี๋แล้ว ยิ่งเป็นเช่นนั้น

        “ตรวจสอบ... ตรวจสอบให้ฉันเดี๋ยวนี้เลยแล้วรีบเรียกกองทัพกับศูนย์วิจัยพลังวิญญาณด่วน...”

        ท่ามกลางเสียงตะโกนสั่งการแผนกเฝ้าระวังพลังวิญญาณทั้งหมดต่างพากันกุลีกุจอลงมือกันให้วุ่น

        ทุกคนต่างรู้ดีว่าครั้งนี้เกิดเรื่องใหญ่เข้าให้แล้ว

        แม้จะไม่รู้ว่าสัตว์ประหลาดตนนี้คืออะไร?

        ทว่าค่าพลังวิญญาณที่พุ่งขึ้นไปถึงสองสามแสนนั้นมันเกินกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้แล้ว

        สัตว์ประหลาดระดับนี้โผล่มาอย่างกะทันหันอย่างนั้นหรือ?

        ล้อเล่นอยู่หรือไง?

        ดาวเทียมวัดพลังวิญญาณของพวกเขาไม่สามารถจับสังเกตได้เลยหรือ

        ......

        ทว่าในตอนนั้นเองสิ่งที่หน่วยเฝ้าระวังพลังวิญญาณของสหพันธรัฐไม่รู้ก็คือ

        อวี๋จื่ออวี๋ที่กำลังเสริมแกร่งอย่างบ้าคลั่งจู่ๆ ก็สัมผัสได้บางอย่างในใจเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามราตรีที่ลึกสุดหยั่ง

        ในตอนนี้ เขาอยู่ในสภาวะตื่นรู้

        ลืมเลือนตัวตน ราวกับเข้าสู่สภาวะการตื่นรู้

        ภายใต้สภาวะมหัศจรรย์ที่ดูคลุมเครือนี้ประสาทสัมผัสของเขาได้รับการขยายออกไปอย่างไร้ขีดจำกัดพลังจิตวิญญาณของเขาก็เพิ่มพูนขึ้นตามเวลา...

        ในภวังค์เขาเห็นเครื่องมือที่ซับซ้อนมากชิ้นหนึ่ง มีลวดลายที่ประณีต กำลังลอยนิ่งๆอยู่ที่แห่งหนึ่ง ราวกับกำลังเฝ้ามองเขาอยู่

        และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นเครื่องมือแบบนี้มีถึงเก้าชิ้นด้วยกัน

        ทว่าชิ้นที่ ‘เฝ้ามอง’เขาอยู่ มีเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น

        ราวกับว่าหน้าที่ของเครื่องมือชิ้นนี้คือการปกป้องเขตเทียนฝู่...

         

         

คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน