สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 113 ตกปลาใหญ่

            คงเป็นเพราะไทเฮาซูชิงนวนทรงเป็นผู้หญิงฉะนั้นพระนางจึงทรงเข้าใจว่าผู้หญิงได้เปรียบตรงไหนและรู้ว่าจุดอ่อนของผู้ชายส่วนใหญ่คืออะไรแค่ทรงส่งคนไปอยู่ในหอนางโลมเท่านั้น ก็สามารถครอบคลุมอำนาจทั่วเมืองหลวงได้

     

            ต่อให้จะเป็นชายชาตรีชาวเจียงหูที่ทนต่อเครื่องทรมานก็ตามน้อยคนนักที่จะทนและไม่หลงกลต่อความอ่อนหวานเย้ายวนของสตรีในหอนางโลม หลายปีมานี้ความลับมากมายก็มาจากหอนางโลมในเมืองหลวงทั้งนั้นหากไม่ใช่เพราะไม่อาจต่อกรกับตระกูลเกา พระนางคงทรงเก็บโรงพนันทั้งหมดเป็นของตัวเองแล้ว

     

            แต่ถึงอย่างนั้น ซูไทเฮาก็ไม่ทรงลงมาควบคุมหอนางโลมเองเรื่องชั้นต่ำแบบนั้น พระนางต้องไม่ทรงอยากแปดเปื้อนด้วยแน่นอน

     

            ความลับที่มาจากหอนางโลมทั้งหมดจะไปรวมไว้ที่สำนักต้าติงและผู้ที่ดูแลเรื่องทั้งหมดนี้ก็คือซูเป่ย เจ้าสำนักต้าติง

     

           จะว่าไปตำแหน่งของซูเป่ยก็อยู่ในจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกฉะนั้นทุกการกระทำหรือคำพูดก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เขาติดตามไทเฮาซูชิงนวนมาจากแคว้นจ้าวในตอนนั้นเขาถือได้ว่าเป็นคนนอกด้วยซ้ำ เพราะเดิมทีเขาไม่ใช่คนตระกูลซู ตอนนี้อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายซูเม่าและท่านแม่ทัพซูโจ้งพวกเขาทั้งสองถือว่าอยู่ในตำแหน่งสูงมากแล้ว แต่ในใจของซูเป่ยเขาทั้งสองไม่ได้มีดีอะไรเลย

     

            ความจริงคนที่ติดตามซูไทเฮามาแคว้นเยี่ยนไม่มีใครมีความรู้อะไรมากมาย เป็นแค่คนที่ไม่สำคัญในแคว้นจ้าวเท่านั้น เมื่อมองจากภายนอกซูชิงนวนเป็นองค์หญิงของแคว้นจ้าวเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของราชาแคว้นจ้าว แต่ผู้หญิงเมื่อแต่งงานก็เหมือนน้ำที่สาดออกไปแล้วคนแคว้นจ้าวไม่ได้ใส่ใจอะไรกับนางอีก หากไม่ใช่เพราะซูชิงนวนมีอำนาจในมือ แคว้นจ้าวก็คงไม่สนิทสนมกับนางเช่นนี้

     

            อย่างเช่นซูเม่าถึงแม้จะบอกว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของซูชิงนวน แต่ในความเป็นจริง ความสัมพันธ์ทางสายเลือดของทั้งสองก็ยังห่างไกลมากแต่ทว่าความสัมพันธ์กับซูโจ้งห่างไกลยิ่งกว่า แต่ถึงกระนั้น ก็ยังเรียกได้ว่าเป็นราชวงศ์เดียวกัน

     

            ถึงแม้ว่าคนข้างกายของซูชิงนวนจะไม่ค่อยมีใครได้เรื่องแต่นางก็ต้องเลื่อนตำแหน่งให้คนในราชวงศ์เดียวกันก่อนอยู่ดีซูเป่ยรู้สึกว่าตัวเขาสามารถเทียบได้กับซูเม่าหนึ่งร้อยคนแล้วยังเทียบได้กับซูโจ้งหนึ่งพันคนด้วยซ้ำ

     

            “เสี่ยวเตี๋ย?”

     

            ซูเป่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย “มาจากไหนกัน?”

     

            เหยเซินคนสนิทของเขาตอบกลับ“มาจากหงเยว่โหลว”

     

            อ๋อ...ซูเป่ยเปล่งเสียงออกมา“ไม่เคยได้ยินคนชื่อนี้มาก่อน ถึงกับกล้ามาขอเงินกับข้า คนดูแลในหงเยว่โหลวคงต้องเปลี่ยนใหม่แล้วล่ะสั่งสอนคนของตัวเองอย่างไรกัน?”

     

            เหยเซินมีร่างกายที่ผอมบางและดูเย็นชา อายุราวสามสิบปีโดยประมาณเขาเป็นลูกน้องที่ซูเป่ยเชื่อใจมากที่สุด ตำแหน่งที่ซูเป่ยมีในตอนนี้ก็มาจากการสนับสนุนของเขาทั้งนั้น...เขาจะทำตามคำสั่งของซูเป่ยทุกอย่างต่อให้ซูเป่ยจะสั่งให้เขาฆ่าบิดามารดาตัวเองก็ตาม เขาก็จะทำมันอย่างไม่ลังเลในความเป็นจริง เขาฆ่าอาและป้าของตัวเองแล้วยึดบ้านเก่า ๆ ของพวกเขามา เหยเซินเป็นคนที่มีปัญหามากตอนนี้เขาพักในห้องที่เล็กที่สุด และไม่ยอมเข้าไปในห้องที่อาและป้าตัวเองเคยอยู่ ทำเหมือนเรื่องการฆาตกรรมนี้ไม่เคยเกิดขึ้น

     

            และเพราะเกิดจากที่ที่ต่ำต้อยเช่นนี้เขาถึงสามารถอยู่ข้างกายซูเป่ยได้อย่างมั่นคง ซูเป่ยชอบใช้คนแบบนี้เพียงแค่ให้ผลประโยชน์ เพียงแค่ให้ความหวัง พวกเขาก็จะทำตามคำสั่งอย่างสุดความสามารถ

     

            เหยเซินรายงานต่อ “แม่เล้าและผู้ดูแลหงเยว่โหลวก็ถูกพามาด้วยตอนนี้ขังไว้ในคุก ใช้เครื่องทรมานเค้นถามแล้ว แต่เหมือนพวกเขาจะไม่รู้อะไรจริง ๆ”

     

            ซูเป่ยพยักหน้า“ในเมื่อไม่รู้อะไรก็ฆ่ามันซะ เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ข้าให้ตำแหน่งให้เงินทองกับพวกมัน แต่พวกมันกลับเลี้ยงคนมาต่อต้านข้า น่าผิดหวังจริงๆ”

     

            เขาถามเหยเซิน “หาตัวเสี่ยวเตี๋ยเจอหรือไม่?”

     

            เหยเซินตอบกลับ “กำลังสืบอยู่เสี่ยวเตี๋ยเกิดในเมืองหลวง ไม่มีญาติพี่น้อง เราสืบมาหมดแล้วนางถูกเลือกเข้าหงเยว่โหลวตั้งแต่อายุสิบสี่ปี หลังจากเข้ามาแล้วในระยะสี่ปีนางก็ไม่เคยออกไปไหนอีกฉะนั้นความสัมพันธ์ของนางจึงสืบง่ายมาก เรื่องแบบนี้ใช้เวลาไม่นานใต้เท้าให้เวลาข้าหน่อย ไม่นานข้าจะค้นตัวมันออกมาให้ได้”

     

            ซูเป่ยพยักหน้าก่อนจะพูดขึ้น “ซูเฟยหยิงไม่ได้สำคัญอะไรในเมื่อตายไปแล้วก็ช่างเถอะ แต่ที่สำคัญคือเราต้องสืบให้ได้ว่าใครช่างบังอาจขนาดนี้ถึงกับกล้ามาเล่นงานคนของตระกูลซู”

     

            เขาโบกมือ “ไปสืบเถอะในเมืองหลวงนี้ต่างไม่มีใครกลัวตาย บ่อน้ำในเมืองหลวงลึกเกินไปหากมีใครตายก็คงงมหาไม่เจอ”

     

            เหยเซินขานรับ “ข้าน้อยจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”

     

            เขาออกมาจากห้องของซูเป่ยเมื่อก้าวออกจากประตูก็รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่เข้ามา เพียงชั่วขณะก็รู้สึกเหมือนมีดาบมาจี้ที่คอหอยเขาแล้วหากขยับตัวเพียงเล็กน้อย ดาบนั้นต้องปักเข้าไปที่คอหอยเขาแน่นอน

     

            เหยเซินมั่นใจในพลังของตัวเองมากแต่ในขณะนี้ ราวกับความมั่นใจและความกล้าที่มีสลายไปหมด

     

            “คุณชาย” เขาก้มหน้าไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง

     

            ซูเฟยหลุนที่สวมชุดขาวมองเหยเซินแวบหนึ่ง“เจ้ามาที่นี่เพราะได้ข่าวของซูเฟยหยิงแล้วรึ?”

     

            เหยเซินตอบกลับ “ยังเลยขอรับแต่ก็กำลังสืบอยู่”

     

            ซูเฟยหลุนพยักหน้าก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในห้องของซูเป่ย

     

            เมื่อซูเฟยหลุนเข้าไปในห้องแล้วความรู้สึกที่คล้ายขาดอากาศจึงหายไป เขาเพิ่งรู้สึกว่าหลังของตัวเองเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ

     

            ซูเฟยหลุนอายุน้อยกว่าเขามากแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าของซูเฟยหลุน เขาพลันรู้สึกว่าความน่าเคารพของตัวเองมลายหายไปทันทีซูเฟยหลุนใช้เวลาในการฝึกพลังวัตรสั้นกว่าตัวเขาหนึ่งเท่าตัว แต่กลับมีพลังสูงส่งกว่าเขาหลายเท่าตัวแล้วและที่สำคัญกว่านั้นก็คือเขาอยู่ในตระกูลซู...

     

            เหยเซินถอนหายใจยาว ๆแล้วออกไปจากสำนักต้าติงด้วยความหดหู่

     

            เมื่อเดินออกจากสำนักต้าติง เหยเซินเงยหน้ามองดูแสงจากดวงอาทิตย์เขารู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับการใช้ชีวิตท่ามกลางแสงสว่างแบบนี้เขายังคงชอบความมืดมน เป็นความรู้สึกที่ชอบจัดการปัญหาทุกอย่างในที่ลับ ชอบเวลาที่ตัวเองไม่เปิดเผยตัวตนท่ามกลางความสนใจของคนอื่นชอบความอิสระในที่มืด เขาเดินออกจากสำนักต้าติง จากนั้นก็เดินผ่านตรอกซอยหลายเส้นก่อนจะหยุดฝีเท้าลง

     

            เขาเจอเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างราวกับสูดหายใจได้อย่างอิสระกับแสงสว่างเหล่านี้

     

            เขารู้สึกเกลียดคนแบบนี้มาก เด็กหนุ่มคนนั้นเหมาะสำหรับอยู่ท่ามกลางแสงสว่างและนั่นก็ตรงข้ามกับตัวเขา เขารู้สึกว่าแสงที่อยู่ในตัวเด็กหนุ่มคนนั้นอาจจะทำร้ายตัวเขาได้

     

            เขายืนมองเด็กหนุ่มคนนั้น และเด็กนั่นก็กำลังมองเขาอยู่เช่นกัน

     

            “เจ้าเป็นใคร?” เหยเซินเดินเข้าไป แล้วถามด้วยน้ำเสียงราวกับตัวเองสูงส่ง

     

            เด็กหนุ่มยิ้มแล้วตอบกลับ“ข้าชื่ออันเจิง”

     

            เหยเซินชะงักไปเล็กน้อย “อันเจิง?อันเจิงที่มีเรื่องโชกโชนและโด่งดังในสำนักวรยุทธ์ชางน่ะหรือ?”

     

            อันเจิงส่ายหน้า “เรื่องโชกโชนก็อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป”

     

            เหยเซินถาม “เจ้าเป็นคนของสำนักวรยุทธ์ชางแล้วมาหาคนของสำนักต้าติงทำไม?”

     

            อันเจิงตอบกลับราวกับมีเรื่องทุกข์ใจ“ในเรื่องโชกโชนที่เกิดขึ้น บางเรื่องก็มาโดยที่ข้าไม่ได้ตั้งตัว แต่บางเรื่องเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน ข้ารู้มาว่าคนที่ชื่อติงเซิ้นซาออกจากสำนักต้าติงแล้วเป้าหมายก็คือการมาต่อกรกับข้า ในเมื่อข้าไม่มีทางหนีได้จึงต้องหาวิธีรับมือแต่ข้าก็ไม่ใช่คนที่ชอบเรื่องวุ่นวาย ฉะนั้นจึงอยากมาพบคุณชายติงเพื่ออธิบายเรื่องทั้งหมดกับเขาด้วยตัวเอง”

     

            เหยเซินอดไม่ได้จึงหัวเราะออกมา“พูดเหมือนจะน่าฟัง ที่แท้เจ้าก็แค่จะมายอมแพ้สินะ”

     

            อันเจิงยักไหล่ราวกับไม่ได้ใส่ใจ “อย่างไรการมีชีวิตอยู่ก็เป็นเรื่องที่ดีที่สุดไม่ใช่หรือ?”

     

            เหยเซินหันหลัง “นั่นเป็นเรื่องของเจ้าไม่เกี่ยวกับข้า ในเมื่อตอนนั้นเจ้าทำตัวเด่นเองเจ้าก็น่าจะรู้ว่าการทำตัวเด่นจะต้องมีจุดจบอย่างไร”

     

            “รบกวนถามหน่อย เจ้ารู้จักคุณชายติงหรือไม่?” อันเจิงตะโกนตามหลังเหยเซิน

     

            เหยเซินไม่แม้แต่จะหันกลับ “ไม่รู้จัก”

     

            อันเจิงขานรับก่อนจะถามขึ้นอีก“อย่างนั้น เจ้าพอจะช่วยหาคนที่รู้จักคุณชายติงให้ข้าหน่อยจะได้หรือไม่?ข้ามีของอยากมอบให้เขาเพื่อแทนคำขอโทษ”

     

            เหยเซินหยุดฝีเท้าและหันกลับมามองจากนั้นก็ถูกของที่อันเจิงถืออยู่ดึงดูดทันที เขาเบิกตาโตมากขึ้นเรื่อย ๆ ประกายแสงของความโลภฉายชัดในแววตา

     

            “นั่นคืออะไร?” เขาถามขึ้น

     

            อันเจิงยิ้มและตอบกลับ“เป็นโอสถระดับสีแดง สามารถทำให้คนที่กินข้ามขั้นพลังได้หนึ่งขั้น”

     

            เหยเซินแบมือออก “ให้ข้าเถอะข้าจะเอามันไปให้คุณชายติงแทนเจ้าเอง”

     

            อันเจิงส่ายหน้า “เจ้าคิดว่าข้าโง่รึ?ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าจะเอาให้เขาจริงหรือไม่ หากเจ้าเก็บไว้เองข้าไม่มีแม้แต่หลักฐานเลยด้วยซ้ำ”

     

            เหยเซินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง“งั้นข้าพาเจ้าไปหาเขาเอง”

     

            อันเจิงขานรับ “ได้ ขอบคุณ”

     

            เหยเซินหันหลัง มองไปด้านหน้าแล้วคิดแผนการบางอย่าง

     

            อันเจิงพูดพึมพำกับตัวเองอยู่ด้านหลังเขา“ไม่รู้ว่าโอสถแบบนี้จะเข้าตาคุณชายติงหรือไม่ หากอยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์ก็สามารถเลื่อนขั้นได้หนึ่งขั้นถึงแม้จะเป็นโอสถที่ไม่เลว แต่เขาเป็นถึงคุณชายในตระกูลใหญ่โต ของชิ้นนี้อาจไม่เข้าตาเขาก็ได้”

     

            อันเจิงยิ่งพูด เหยเซินก็ยิ่งเผยความโลภมากขึ้น

     

            ใช่แล้ว โอสถที่อยู่ในระดับสีแดงมีประโยชน์ต่อผู้ฝึกพลังวัตรที่อยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์มาก แต่จะมีผลน้อยต่อผู้ที่มีพลังสูงกว่าขอบเขตจุติสวรรค์สำหรับเหยเซิน การกินโอสถระดับสีแดงนี้แม้ไม่ได้ช่วยให้เขาข้ามขั้นได้แต่มันก็เป็นตัวช่วยสำคัญในการฝึกพลังของเขาอยู่เหมือนกัน

     

            ซูเป่ยไม่ได้ให้อะไรเขามากนักหลายปีมานี้ เขาใช้การฆ่าคนแลกกับของต่าง ๆ เหล่านี้เท่านั้น เมื่อรวมกันแล้วของที่เขาได้รับยังเทียบไม่ได้กับโอสถระดับสีแดงเม็ดเดียวเลยด้วยซ้ำ

     

            แน่นอนว่าเหยเซินก็ไม่ใช่คนที่วู่วามและไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบแต่ทว่าเขาก็อยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญมาก ผู้ฝึกพลังวัตรต่างรู้ดี ช่องว่างของพลังในขอบเขตจุติสวรรค์และขอบเขตสุมารุมีความต่างกันมากต่อให้พลังในขอบเขตจุติสวรรค์จะแข็งแกร่งมากแค่ไหน ก็ทำได้เพียงจู่โจมระยะประชิดเมื่อถึงขอบเขตสุมารุเท่านั้น ถึงจะสามารถจู่โจมระยะไกลแล้วฆ่าคนโดยใช้พลังปราณได้

     

            ตอนที่อันเจิงพูดคำเหล่านั้นออกมา ในสมองก็นึกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเหยเซินที่โรงจวี้ฉ่างเคยบอกเขาข่าวลับที่ได้มาจากหอนางโลมจะถูกดูแลโดยซูเป่ยเจ้าสำนักต้าติง ส่วนเหยเซินเป็นดุจแขนขวาและแขนซ้ายของซูเป่ยเขารับผิดชอบเรื่องสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคนที่รับผิดชอบเรื่องของเสี่ยวเตี๋ยด้วย

     

           จนถึงตอนนี้นักสืบของโรงจวี้ฉ่างก็ยังหาตัวเสี่ยวเตี๋ยไม่เจอฉะนั้นอันเจิงจึงเริ่มลงมือกับเหยเซิน

     

            เมืองฟางกู้ใหญ่มากฉะนั้นใต้แสงที่ส่องสว่างก็มักจะเกิดเรื่องมากมายที่ไม่มีใครรู้

     

           แต่ขณะนี้อันเจิงกลับรู้สึกว่าเมืองฟางกู้เล็กเกินไปหน่อยเพราะที่ที่เหยเซินพาเขามา เป็นบ้านหลังเดียวกันกับที่เขาฆ่าซูเฟยหยิงพอดี บ้านเก่าหลังนี้ทั้งใหญ่และโล่งอาจเป็นไปได้ว่าเคยเป็นที่พักของตระกูลใหญ่โต เขาไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรเมืองฟางกู้ถึงมีบ้านร้างที่ใหญ่ขนาดนี้เขากะว่าเมื่อกลับไปแล้วค่อยสืบให้ละเอียดอีกที

     

            เพราะที่นี่ราวกับมีวาสนาต่ออันเจิงเช่นกัน

     

            “อยู่ด้านหน้านี้เองคุณชายติงกำลังจัดการเรื่องส่วนตัวบางอย่างอยู่”

     

            เหยเซินหันกลับมายิ้มให้อันเจิงรอยยิ้มนี้มีความชั่วร้ายแอบแฝงอยู่

     

            ส่วนอันเจิงเมื่อมาถึงตรงนี้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งอีกต่อไป เขาจึงกระโดดข้ามกำแพงไปก่อนเหยเซินชะงักไปเล็กน้อย ในใจคิดว่าทำไมแกะตัวนี้รีบร้อนเข้าถ้ำเสือนักนะ

     

            หลังจากที่เหยเซินกระโดดตามเข้ามาเขาก็เห็นอันเจิงนั่งอยู่บนก้อนหินไม่ไกลมาก ด้านข้างมีโอสถระดับสีแดงวางอยู่

     

            “โอสถวิญญาณวิมานเป็นโอสถสูงสุดในระดับสีแดง”

     

            อันเจิงชี้ไปยังโอสถเม็ดนั้น“หากเรียงตามระดับโอสถ โอสถคืนลมปราณ โอสถระเบิดวิญญาณ และโอสถวิญญาณพลังถือว่าเป็นของจำพวกเดียวกัน โอสถคืนลมปราณอยู่ในระดับล่างสุด เป็นโอสถระดับสีขาวสำหรับผู้ที่มีพลังในขอบเขตจุติสวรรค์ มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย แต่สำหรับโอสถวิญญาณวิมานหากผู้มีพลังวัตรในขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นหกลงไปกินยานี้ จะสามารถเลื่อนระดับพลังได้หนึ่งขั้นและผู้ที่มีพลังอยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นเจ็ด ถึงแม้ยานี้จะไม่ได้มีผลมากแต่อย่างน้อยมันก็สามารถช่วยเวลาที่เราจะข้ามขอบเขตจุติสวรรค์ได้”

     

            “โอสถระเบิดวิญญาณเป็นโอสถระดับสีทอง มันช่วยรักษาสมดุลในร่างกายให้คนที่มีพลังในขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นเก้าในเวลาที่กำลังจะเข้าขอบเขตสุมารุแต่หากเป็นโอสถวิญญาณพลังที่เป็นโอสถระดับสีม่วงแล้วละก็ มันจะช่วยเรื่องอะไรบ้างต่อให้ข้าไม่พูดเจ้าก็น่าจะรู้ดี”

     

            เขาหยิบโอสถวิญญาณวิมานขึ้นมาแล้วยื่นไปที่เหยเซิน“ตอนนี้เจ้าต้องการมันมากไม่ใช่หรือ เกือบจะข้ามขั้นจุติสวรรค์แล้วนี่”

     

            สีหน้าของเหยเซินเปลี่ยนไปทันที แต่ก็หยิบโอสถวิญญาณวิมานมาอย่างรวดเร็ว

     

            ทันทีที่เขาหยิบโอสถวิญญาณวิมานมา เขาก็รู้สึกปวดท้องน้อย

     

            ฟองอากาศที่โผล่มาอย่างไร้สุ้มเสียงระเบิดออกที่ท้องน้อยของเขาทำให้ตัวเขากระเด็นออกไปทันที

     

            โอสถวิญญาณวิมานกระเด็นหลุดจากมือเขาอันเจิงยื่นมือออกไปรับเอาไว้ “ต้องใช้เหยื่อตัวใหญ่ ถึงจะตกปลาตัวใหญ่ได้”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    7.72M 2500
    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.18M 1115
    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    5.95M 1357
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    เทพจักรพรรดิเจ้าพิภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    13.30M 1357
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734