ปฐมบทแห่งมังกร

    33 สัญญาณจากแดนไกล

    ณ ดินแดนโบราณห่างไกลนอกเขตแดนมนุษย์ สถานที่แห่งนี้คือวังมังกรขนาดมหึมาที่แผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัว มังกรดำที่บุกไปยังคฤหาสน์ของนางเมื่อคืนมุ่งตรงไปยังห้องโถงใหญ่ในร่างมนุษย์ด้วยท่าทีเร่งรีบและระมัดระวัง


    เขาก้าวไปหยุดหน้าม่านกั้นขนาดใหญ่ ภายในนั้นมีเพียงเงามืดของใครบางคนที่นั่งอยู่ แม้มองไม่เห็นใบหน้า แต่รัศมีพลังก็กดดันจนมังกรดำต้องคุกเข่าลงทันที


    มังกรดำ "ท่าน... ข้ามีเรื่องต้องรีบรายงาน"


    เสียงจากหลังม่านกั้นนิ่งสงบ ทว่ากดดันถึงขีดสุด "เรื่องที่ต้องรายงานรึ? แล้วงานที่ข้าสั่งไป ได้ความอย่างไรบ้าง?"


    มังกรดำสูดหายใจลึก ก้มหน้าต่ำ "ข้าทำตามคำสั่งท่าน แต่เรื่องกลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด ในช่วงที่เฝ้ามองบ้านของมนุษย์ผู้นั้น ข้าสัมผัสได้ถึงกระแสพลังแปลกประหลาด จึงพรางตัวเพื่อสืบหาที่มา ทว่ากลับมีมนุษย์คนหนึ่งเห็นข้า และเขาสามารถหยุดมิติเวลาเอาไว้ได้ เขาเตือนให้ข้ารับมือกับสิ่งที่กำลังจะมาถึงด้วยตัวเอง ตอนแรกข้าไม่เชื่อเพราะไม่คิดว่าจะมีใครทำอะไรมังกรอย่างข้าได้"


    "ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน ข้ากลับรู้สึกเหมือนมีพลังกดดันมหาศาลอยู่ด้านหลัง ทันทีที่หันไปมอง มนุษย์ผู้นั้นก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมปลดปล่อยพลังกดร่างมังกรของข้าให้จมลงใต้พื้นดินจนขยับไม่ได้... ข้ายืนยันได้เลยว่าคนผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแน่นอน"


    เงาหลังม่านนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "มนุษย์ที่หยุดเวลาได้งั้นรึ... ก็นับว่าน่าสนใจมากแล้ว แต่คนที่กดร่างมังกรของเจ้าให้จมดินได้... คนผู้นั้นน่าสนใจยิ่งกว่าเสียอีก"


    เงามืดหลังม่านสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะพึมพำแผ่วเบา "ฮึ... หรือจะเป็นเจ้านั่น ทั้งที่ปกติเจ้านั่นไม่ยอมออกจากเขตปกครองของตัวเองแท้ๆ แล้วเหตุใดจึงยอมออกมา... ชักน่าสนใจขึ้นมาแล้วสิ"


    ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงนั้นจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด "เอาเถอะ... งานที่สั่งก็จงทำต่อให้สำเร็จ ส่วนวันนี้ข้ามีเรื่องสำคัญต้องจัดการ เจ้าออกไปก่อนเถอะ"


    มังกรดำก้มศีรษะรับคำก่อนจะเดินออกจากห้องโถงด้วยอาการที่ยังคงสั่นสะท้าน


    ตัดภาพกลับมายังคฤหาสน์ตระกูลเรย์ในช่วงสาย บรรยากาศภายในห้องนอนคุณหนูเงียบสงบ แสงแดดอุ่นส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามา ซาร่าซึ่งฟื้นจากอาการเป็นลมเมื่อเช้า นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงด้วยดวงตาแดงก่ำจากการพักผ่อนน้อยและเต็มไปด้วยความสับสน เธอมองดูลูกสาวที่แม้ไข้จะลดลงจากเมื่อคืนจนเห็นได้ชัด แต่ไอความร้อนจากร่างกายก็ยังคงสูงกว่าคนปกติ


    มีอากำลังง่วนอยู่กับการเช็ดตัวให้เธออย่างแผ่วเบา สังเกตเห็นซาร่าที่กำลังพึมพำกับตัวเองด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ในใจของมีอานั้นยังคงกังวลกับสิ่งที่หมอเลียมกล่าวเมื่อคืน แต่เธอก็พยายามปลอบใจทั้งตัวเองและซาร่า


    ซาร่า "ไข้ของลูกลดลงแล้วจริงๆ สินะ... แต่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เมื่อคืนนี้... เป็นเรื่องจริง หรือว่าข้าแค่ฝันไป?"


    มีอาหยุดมือที่เช็ดตัวแล้วหันมามองซาร่าด้วยความเป็นห่วง "ท่านซาร่า อย่ากังวลไปเลยค่ะ ถึงข้าไม่ทราบแน่ชัดว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น แต่ดูสิคะ ตอนนี้ไข้คุณหนูลดลงไปมากแล้ว บางที... อาจเป็นปาฏิหาริย์ที่ทำให้เธอรอดจากอาการหนักหนาเมื่อคืนมาได้"


    ซาร่าพยักหน้าช้าๆ แม้จะยังไม่คลายความสงสัย แต่การเห็นอาการลูกสาวดีขึ้น ก็ทำให้เธอเบาใจลง ทว่าลึกๆ เธอยังพยายามปะติดปะต่อความทรงจำที่เบลอจากการเป็นลม เธอหลับตาลงนึกถึงรอยประหลาดที่เห็นบนตัวเธอ และคำพูดภาษาประหลาดที่เธอละเมอออกมา


    ซาร่าเผลอพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว "ไม่... ไม่ใช่ฝันแน่ๆ ภาษาที่ลูกพูด... รอยประหลาดพวกนั้น... มันคือความจริง ข้าจำได้ไม่ผิด"


    มีอาที่ได้ยินดังนั้นถึงกับชะงัก เธอขยับเข้าไปใกล้ซาร่าแล้วกุมมือไว้พลางทำสีหน้าจริงจัง "ท่านซาร่า... ท่านพูดถึงรอยประหลาดใช่ไหมคะ? ข้าเองก็เห็น... เห็นบนตัวคุณหนูตั้งแต่ช่วงกลางดึก ส่วนเรื่องภาษาประหลาดนั่น... ข้าไม่ได้ยินหรอกค่ะ แต่ข้าว่าเรื่องนี้มันแปลกมาก แปลกจนไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ท่านเคยเห็นหรือเคยได้ยินเรื่องอะไรแบบนี้บ้างไหมคะ?"


    ในจังหวะนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง หมอเลียมที่แวะกลับมาดูอาการในช่วงสายได้ก้าวเข้ามา


    ซาร่า "ท่านหมอมาแล้วหรือคะ"


    หมอเลียม "ข้าแวะมาดูอาการของคุณหนูหน่อย เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นกว่าเมื่อคืนมากไหม?"


    มีอา "ตอนนี้อาการดีขึ้นกว่าเมื่อคืนมากค่ะ แม้ตัวจะยังคงร้อน แต่ก็ไม่ร้อนจัดเหมือนช่วงเมื่อคืน แม้จะเป็นความร้อนที่ดูไม่ปกติ แต่ก็ไม่มีสัญญาณที่ทำให้ดูอาการแย่ลงเจ้าค่ะ"


    หมอเลียมพยักหน้ารับฟัง ก่อนก้าวเข้าไปจับชีพจรและตรวจดูสีหน้า เมื่อเห็นว่าพ้นช่วงน่าห่วงแล้วจึงจัดแจงวางขวดยาไว้ข้างเตียง


    หมอเลียม "อาการคงที่แล้วล่ะ ไม่น่ามีอันตรายแล้ว หากนางฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ให้ดื่มยานี้เสียนะ"


    กล่าวจบหมอเลียมก็นั่งดูอาการอยู่สักพักจนมั่นใจว่าทุกอย่างเป็นปกติ จึงขอตัวลา ทิ้งให้ซาร่าและมีอาเฝ้าดูแลอยู่เพียงลำพัง


    จนเวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงค่ำ บรรยากาศในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของคุณหนู ซาร่านั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงมาตลอดทั้งวันโดยไม่ได้ทานอะไรเลย มีอาเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง


    มีอา "ท่านซาร่าเจ้าคะ ท่านเฝ้าคุณหนูมาทั้งวันแล้ว ทั้งยังไม่ได้ทานอะไร ร่างกายท่านก็ยังไม่แข็งแรงจากการเป็นลมเมื่อเช้า พักผ่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวทางนี้ข้าดูแลต่อเอง ข้าดูแลคุณหนูมาตั้งแต่เล็ก ท่านวางใจเถิด"


    ซาร่าพยักหน้ายอมรับเบาๆ ก่อนลุกขึ้นเดินกลับห้องนอนของตน ทิ้งให้มีอาทำหน้าที่เฝ้าไข้ต่อในความเงียบสงัด


    ภายในห้องที่เหลือเพียงแสงไฟสลัว มีอายังคงเช็ดตัวให้เธออย่างระมัดระวัง ขณะที่เธอยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทรา ราวกับหลงทางอยู่ในดินแดนอันไกลโพ้น... ในห้วงความฝันนั้น จิตใต้สำนึกของเธอกำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้ง


    เธอยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางมิติว่างเปล่า เธอเดินไปมาในความมืดโดยไม่อาจเข้าใจว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทว่าเธอกลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างในร่างกาย สัมผัสรอบกายดูคมชัดขึ้นอย่างน่าประหลาด เสียงลมหายใจของตนเองดูดังจนน่าตกใจ การมองเห็นในความมืดที่ดูเหมือนจะลึกและไกลกว่าที่เคยเป็นมาก่อน


    ขณะกำลังก้าวเดิน เสียงกระซิบเบาหวิวก็ลอยมาจากที่ไกลแสนไกล มันแผ่วเบาราวสายลมแต่กลับชัดเจนในความรู้สึก เธอหยุดชะงัก จนมั่นใจว่านี่คือเสียงของมังกรตัวที่เคยได้ยินในความฝันก่อนหน้านี้


    "เสียงนี้... มาจากไหนกัน?"


    เธอกวาดสายตามองหาแต่พบเพียงความว่างเปล่า ทว่าทันใดนั้น ภาพรอบตัวก็บิดเบี้ยวไปอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตาเธอก็พบว่าตนมายืนอยู่ริมทะเลสาบขนาดใหญ่ ที่มีภูเขาสูงตระหง่านโอบล้อมเป็นรูปจันทร์เสี้ยว รายล้อมไปด้วยป่าไม้หนาทึบ สายน้ำนิ่งสงบสะท้อนแสงจันทร์ยามวิกาล


    เสียงเรียกนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังมาจากใต้ผืนน้ำอันลึกสุดหยั่ง เธอสัมผัสได้ถึงพลังที่เพรียกหา มันเป็นเสียงของมังกรตัวนั้นไม่ผิดแน่ เธอตัดสินใจยื่นมือลงไปหมายจะสัมผัสผิวน้ำ แต่ทันทีที่ปลายนิ้วแตะถูก แรงมหาศาลก็ฉุดกระชากสติของเธอให้วูบไหวราวกับถูกกระชากวิญญาณ


    เธอสะดุ้งสุดตัวตื่นขึ้นมาในห้องนอน ท่ามกลางความมืดสลัว หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบหลุดออกมาจากอก เหงื่อกาฬซึมเต็มแผ่นหลัง ราวกับยังคงสัมผัสได้ถึงไอเย็นของทะเลสาบในฝันอยู่ไม่จางหาย


    เสียงเคลื่อนไหวที่ฉับพลันทำเอามีอาที่เฝ้าอยู่รีบดีดตัวลุกขึ้น นางพุ่งเข้ามาหาเธอด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโล่งใจ


    มีอา "คุณหนู! ฟื้นแล้วหรือคะ? ฟื้นแล้วจริงๆ ใช่ไหม!"


    มีอารีบเอื้อมมือไปแตะหน้าผากเธอเพื่อเช็กไข้ ก่อนจะรีบปรนนิบัติด้วยความเป็นห่วง


    มีอา "เป็นอย่างไรบ้างคะ? รู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวตรงไหนไหม หรือยังปวดตัวอยู่หรือเปล่า บอกข้าได้นะ"


    เธอกะพริบตาถี่ พยายามปรับสายตาที่ยังพร่าเลือน ภาพในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับเสียงกระซิบในความฝัน เธอรู้สึกมึนงงจนเผลอทวนคำพูดนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เป็นภาษาโบราณที่ฟังดูดุดันและลึกลับเกินกว่าภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อสารกันทั่วไป


    เธอกล่าวว่า "... อาร์คานา... วาเอล... คาสซาร่า..."


    (ข้ากำลังรอเจ้า... อยู่ที่แห่งนี้)


    มีอาที่กำลังจะรินน้ำให้ถึงกับชะงักมือค้าง นางเบิกตากว้างด้วยความตกใจก่อนจะโน้มตัวเข้ามาถามย้ำด้วยความสงสัยระคนกังวล


    มีอา "คุณหนู... ท่านพูดอะไรออกมานะเจ้าคะ? เมื่อครู่นี้ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ? ข้า... ข้าฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด ท่านพูดภาษาอะไรกันแน่เจ้าคะ?"


    เห็นเธอนิ่งไป มีอาก็เริ่มใจคอไม่ดี นางเอื้อมมือไปสะกิดแขนเบาๆ พร้อมเรียกซ้ำ


    มีอา "คุณหนูคะ? คุณหนู... ได้ยินข้าไหม?"


    เธอสะดุ้งเมื่อถูกสัมผัส ค่อยๆ หันกลับมามองมีอาด้วยแววตาเลื่อนลอย ก่อนที่ความเจ็บแปลบจะแล่นริ้วขึ้นมากลางศีรษะจนต้องยกมือกุมขมับไว้แน่น


    "ข้า... เมื่อกี้ข้า..."


    มีอาเห็นอาการนั้นก็รีบขยับเข้าไปประคองเธอไว้


    มีอา "คุณหนู! เป็นอะไรไปเจ้าคะ? ปวดหัวหรือคะ? บอกข้าซิว่ารู้สึกอย่างไร"


    เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พยายามหลับตาแน่นเพื่อขับไล่เสียงก้องในหัว ลมหายใจค่อยๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอขึ้น ความทรงจำเริ่มกลับเข้าที่เข้าทางว่านี่คือห้องนอนของเธอ ไม่ใช่สถานที่ในห้วงฝันนั่น


    เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอก็มองใบหน้าที่กังวลของมีอา เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงมึนงง


    "มีอา... เกิดอะไรขึ้นหรือ? แล้วทำไมเจ้าถึงทำหน้าตื่นตกใจเช่นนั้นล่ะ?"


    มีอาเม้มปากแน่นก่อนจะถอนหายใจ มองเธอด้วยสายตาที่ทั้งห่วงทั้งเหนื่อยใจ


    มีอา "คุณหนูถามว่าเกิดอะไรขึ้นเหรอคะ? ก็คุณหนูนอนซมพิษไข้ไม่ได้สติมานานเกือบสองคืนแล้วนะ ทั้งข้าและท่านซาร่าต่างก็เป็นห่วงแทบแย่"


    เธอนิ่งไปพักหนึ่ง ความคิดในหัวเริ่มตีกันวุ่น เธอพึมพำ "ข้าป่วยงั้นหรือ... ข้าไม่สบายงั้นหรือ?" เธอไม่ได้ป่วย... เธอไปที่นั่นมา แต่ภาพตรงหน้าคือห้องนอน และมีอากอนยืนอยู่ตรงนี้ ความสับสนทำให้เธอเริ่มกุมขมับอีกครั้ง


    มีอาเห็นอาการนั้นก็รีบโน้มตัวเข้ามาใกล้ "คุณหนู... ไม่เป็นอะไรแน่นะคะ? สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลย"


    เธอส่ายหน้าช้าๆ พยายามไล่ความปวดหัวออกไป มีอาก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง


    มีอา "แล้วเมื่อครู่นี้ที่ข้าตกใจ ก็เพราะคุณหนูเพิ่งจะพูดภาษาแปลกๆ ออกมาน่ะสิ ภาษาที่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ท่านซาร่าบอกข้าตอนเฝ้าคุณหนูเมื่อวานว่าท่านละเมอพูดภาษานี้ ข้ายังไม่ค่อยเชื่อ จนกระทั่งเมื่อกี้... ข้าได้ยินกับหูตัวเองเลย"


    เธอขมวดคิ้วแน่น "ภาษาประหลาดงั้นหรือ... ข้าเนี่ยนะ? แต่เมื่อกี้ข้าไม่ได้พูดอะไรเลยนะมีอา ข้าเพียงรู้สึกเหมือนมีใครบางคนมาเรียกข้าเท่านั้น"


    มีอาได้แต่มองคุณหนูสลับกับความว่างเปล่าภายในห้อง ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนนางจะพยายามกลบเกลื่อนความกังวลด้วยการฝืนยิ้ม


    มีอา "สงสัยข้าคงหูฝาดไปเองน่ะค่ะ... คุณหนูอย่าไปคิดมากเลยนะ พักผ่อนให้มากๆ ดีกว่า ตอนนี้พักผ่อนก่อนเถอะค่ะ"


    มีอาขยับไปจัดผ้าห่มให้อย่างเบามือ "พรุ่งนี้เช้า ถ้าท่านซาร่าเห็นว่าคุณหนูตื่นมาอาการดีขึ้นขนาดนี้ ท่านจะต้องดีใจมากแน่ๆ เลยค่ะ"


    นางเอ่ยปลอบจนเห็นเธอเริ่มผ่อนคลายลง มีอาถึงได้ทิ้งตัวลงนอนเฝ้าข้างเตียง ความเหนื่อยล้าจากการเฝ้าไข้ทำให้เผลอหลับไปในที่สุด