ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 110 เลือดมังกรระดับสี่ และสายวิวัฒนาการใหม่: เพลิงสวรรค์!

            ครึ่งชั่วโมง...หนึ่งชั่วโมง... หนึ่งชั่วโมงครึ่ง...

            ไป๋ฉางเซิงไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่าตนเองทนผ่านช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงกว่าๆนี้มาได้อย่างไร

            เสียงร้องโหยหวนราวกับขาดใจดังประสานไปทั่วตั้งแต่ต้นจนจบแบบไม่หยุดหย่อน

            เหตุผลไม่มีอะไรมากไปกว่าความรู้สึกที่เหมือนถูกไฟเผาผลาญนี้มันช่างทรมานสาหัสเกินคนจะทานทน

            หากเป็นเปลวเพลิงจริงๆก็คงจะดี อย่างมากก็แค่ย่างสักพักก็สุกแล้ว

            ทว่าสิ่งที่กำลังแผดเผาเขาอยู่ในยามนี้กลับไม่ใช่เปลวเพลิงที่มีตัวตน

            มันเหมือนกับถูกจับโยนลงในกระทะน้ำมันเดือดแล้วไปเดินลุยผ่านลาวามาอีกรอบแต่พอกลับออกมาร่างกายภายนอกกลับยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน

            แต่ไป๋ฉางเซิงยังต้องฝืนประคองสติเอาไว้ให้มั่นจะปล่อยให้ตัวเองหมดสติไปไม่ได้เด็ดขาดไม่อย่างนั้นสรรพคุณของยาบำรุงพลังต้นกำเนิดจะไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างเต็มที่

            ความเคลื่อนไหวอันรุนแรงนี้แม้แต่ซวนหนีหยกทมิฬที่พำนักอยู่ในถุงกักวิญญาณของคณบดีเฉียนมาตลอดก็ยังต้องจำแลงร่างมนุษย์ออกมาดู

            เมื่อมองดูน้องชายที่กำลังดิ้นรนและบิดเร่าอย่างบ้าคลั่งในดวงตาของซวนหนีหยกทมิฬก็อดไม่ได้ที่จะฉายแววกังวลออกมาหลายส่วน

            ทว่าเมื่อเห็นว่าเจียงจืออวี๋และคณบดีเฉียนต่างนิ่งเงียบมันจึงได้แต่ข่มใจฝืนไว้ ไม่เอ่ยปากรบกวนการตั้งสมาธิของไป๋ฉางเซิง

            แน่นอนว่าต่อให้มันพูดอะไรออกมาในยามนี้ไป๋ฉางเซิงก็คงอยู่ในสภาวะที่ไม่ได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น

            ในขณะนี้เขาเพียงรู้สึกราวกับสมองกำลังจะปริแตกเขามังกรสองข้างบนหัวที่เดิมทีเป็นเพียงรูปทรงหยาบๆบัดนี้คล้ายได้รับแรงกระตุ้นบางอย่างและเริ่มเติบโตขึ้นอย่างบ้าคลั่ง

            แม้แต่ตามแนวสันหลังก็ยังรู้สึกคันยุบยิบราวกับถูกมดนับหมื่นรุมกัดกิน

            ทว่าภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏแก่สายตาของคณบดีเฉียนและเจียงจืออวี๋นั้นกลับมีความหมายที่แตกต่างออกไป

            “เขามังกรปรากฏ เส้นเอ็นมังกรก่อรูปการยกระดับสายเลือดเสร็จสิ้นไปแล้วกว่าเจ็ดถึงแปดส่วนขอเพียงช่วงสุดท้ายไม่เกิดปัญหาขึ้น การยกระดับสายเลือดก็สำเร็จแล้ว!”

            “หากสามารถครอบครองเลือดมังกรระดับสี่ได้ ร่างกายและพละกำลัง ดวงจิตและพลังจิตวิญญาณของเจ้าตัวเล็กนี่ จะต้องก้าวกระโดดขึ้นอย่างมหาศาล!”

            “และถ้าสามารถตระหนักรู้อิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดสายโจมตีได้อีกล่ะก็เกรงว่าความสำเร็จในอนาคตของเจ้าตัวเล็กนี่คงไม่ด้อยไปกว่าซวนหนีหยกทมิฬของฉันแน่”

            เจียงจืออวี๋เม้มริมฝีปากแววตาของเธอสั่นไหวด้วยความยินดีและเป็นห่วงระคนกัน

            เนื่องจากดวงจิตของเธอและไป๋ฉางเซิงผูกประสานกันในความพร่าเลือนนั้นเธอจึงพอจะสัมผัสได้ว่าในเวลานี้ไป๋ฉางเซิงกำลังแบกรับความเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด

            แต่เจียงจืออวี๋รู้ดีว่าหากต้องการจะเติบโต สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ต้องเผชิญหน้าและก้าวข้ามไปให้ได้

            ดังนั้นแม้ในใจจะห่วงหาเพียงใดเจียงจืออวี๋ก็ไม่มีความคิดที่จะหยุดยั้งการยกระดับสายเลือดครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย

            สภาวะเช่นนี้ดำเนินต่อไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมงจนกระทั่งทุกคนเริ่มคุ้นชินกับเสียงคร่ำครวญของไป๋ฉางเซิงและความเจ็บปวดบนร่างกายของเขาก็เริ่มทุเลาลงเรื่อยๆ

            จนกระทั่งเสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นความรู้สึกเหล่านั้นก็มลายหายไปรวดเร็วราวกับกระแสน้ำป่าที่หลากถอย

            [ยินดีด้วยโฮสต์ ระดับเลือดมังกรเพิ่มขึ้น ระดับปัจจุบันคือ ระดับ 4]

            [แต้มวิวัฒนาการที่ต้องการสำหรับการเลื่อนระดับครั้งถัดไป: 30,000]

            [เลือดมังกรระดับ 4: คุณได้ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งการกลายร่างเป็นมังกรอย่างเป็นทางการครอบครองสายเลือดแห่งมังกร ความสำเร็จในอนาคตย่อมเหนือล้ำธรรมดา]

            [ยินดีด้วยโฮสต์ ปลดล็อกสาขาสายวิวัฒนาการลับ: เพลิงสวรรค์]

            [เพลิงสวรรค์: ได้รับความสามารถในการควบคุมเพลิงพลังโจมตีจะเพิ่มขึ้นตามความเข้มแข็งของพลังจิตวิญญาณและระดับของสายวิวัฒนาการ]

            [แต้มวิวัฒนาการที่ต้องการสำหรับเพลิงสวรรค์ในระดับถัดไป: 1,000]

            [ยินดีด้วยโฮสต์ เผ่าพันธุ์ของคุณเกิดการเปลี่ยนแปลงเผ่าพันธุ์ปัจจุบันคือ: มังกรเกล็ดขาว]

            เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกเหมือนได้พบแสงสว่างหลังผ่านพ้นความทุกข์ตรม

            การพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้บอกได้เลยว่าความทรมานตลอดสองชั่วโมงที่ผ่านมานั้นไม่สูญเปล่า

            ระดับเลือดมังกรเพิ่มขึ้นทั้งยังปลดล็อกสายวิวัฒนาการใหม่แม้แต่เผ่าพันธุ์ที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยมานานก็ยังมีชื่อใหม่เสียที

            ถึงแม้ฟังดูจะยังทะแม่งๆอยู่บ้าง แต่ก็ยังดีกว่า 'งูเกล็ดขาว' เป็นไหนๆ

            นอกเหนือจากการเพิ่มระดับที่ระบบแจ้งโดยตรงแล้วไป๋ฉางเซิงยังสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตวิญญาณของเขานั้นเพิ่มขึ้นอย่างน้อยครึ่งหนึ่งหลังจากผลของเลือดมังกรเสร็จสมบูรณ์!

            ต่อให้ค่าพลังเลือดจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักแต่ด้วยค่าพลังเลือดเท่าเดิม เขาสามารถระเบิดพลังโจมตีที่รุนแรงกว่าเดิมได้

            รวมถึงการยกระดับของจิตวิญญาณซึ่งเห็นผลชัดเจนที่สุด เพราะเมื่อความแข็งแกร่งของวิญญาณเพิ่มขึ้นพลังจิตวิญญาณของไป๋ฉางเซิงก็ทะยานขึ้นอีกครั้งอย่างรุนแรง

            ในยามนี้แม้พลังจิตวิญญาณของเขาจะยังไม่ถึงขั้นเหนือชั้นเท่าเจียงจืออวี๋แต่ก็สัมผัสถึงระดับจ้าวอสูรแล้ว

            บางทีอีกไม่นานพลังจิตวิญญาณอาจจะเลื่อนระดับขึ้นเองโดยอัตโนมัติก็เป็นได้

            สิ่งที่เห็นได้ชัดกว่านั้นคือปัจจุบันไป๋ฉางเซิงสามารถฟาดฟันอัสนีบาตได้ต่อเนื่องประมาณสิบครั้งโดยไม่ต้องกังวลว่าสภาวะพลังจิตวิญญาณจะเหือดแห้ง

            “สะใจโว้ย!”

            ไป๋ฉางเซิงเผลออุทานออกมาอย่างลืมตัว

            และเมื่อสิ้นเสียงนี้ทั้งสองคนในห้องฝึกตนรวมถึงซวนหนีหยกทมิฬต่างก็รู้ทันทีว่าการยกระดับสายเลือดของไป๋ฉางเซิงสิ้นสุดลงแล้ว

            “เสี่ยวไป๋ เป็นยังไงบ้าง?”

            เจียงจืออวี๋เอ่ยถามพลางสบตาเข้ากับไป๋ฉางเซิง

            แม้จะดูจากรูปลักษณ์ของไป๋ฉางเซิงในตอนนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าการยกระดับสายเลือดประสบความสำเร็จแน่นอนแต่เธอก็ยังอยากฟังจากปากของเขาเองมากกว่า

            “การยกระดับสายเลือดสำเร็จแล้วครับความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตวิญญาณก็เพิ่มขึ้นไม่น้อยส่วนอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิด...”

            เพียงแค่ไป๋ฉางเซิงขยับความคิดรอบกายของเขาก็พลันบังเกิดกลุ่มก้อนเพลิงสีทองชาดขึ้นมาทันที

            เปลวเพลิงปรากฏขึ้นกลางอากาศธาตุและในวินาทีที่มันอุบัติขึ้นอุณหภูมิภายในห้องฝึกตนทั้งห้องก็พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน

            ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ทั้งเจียงจืออวี๋และคณบดีเฉียนรับรู้ได้ทันทีว่าอิทธิฤทธิ์เทวะแต่กำเนิดที่เขาปลุกขึ้นมาคืออะไร

            แม้จะไม่ใช่พลังที่หายากเป็นพิเศษแต่ในธาตุทั้งห้า ทองและไฟถือว่ามีความสามารถในการโจมตีรุนแรงที่สุดโดยเฉพาะอุณหภูมิของเพลิงนี้ ดูอย่างไรก็ไม่ใช่เพลิงสามัญทั่วไป

            คณบดีเฉียนถึงกับตาเป็นประกายก่อนจะกวักมือเรียกไป๋ฉางเซิง

            “มา ลองซัดลูกไฟนี้ใส่ฉันดูซิ”

            เมื่อได้ยินคำของคณบดีเฉียนไป๋ฉางเซิงก็เข้าใจทันทีว่าอีกฝ่ายต้องการทดสอบอานุภาพของเพลิงนี้

            เขาจึงไม่ได้ปฏิเสธเพียงแค่กล่าวเตือนไปว่า “ท่านระวังตัวด้วยนะครับ”จากนั้นจึงทุ่มพลังจิตวิญญาณอัดลงไปในพริบตากลุ่มเพลิงที่เดิมทีมีขนาดเท่ากำปั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นหลายเท่าตัวจนมีขนาดเท่าลูกฟุตบอล

            นอกจากนี้ไป๋ฉางเซิงยังไม่ตระหนี่แต้มวิวัฒนาการพันกว่าแต้มที่เพิ่งได้จากการกินยาบำรุงพลังต้นกำเนิดเขาตัดสินใจอัปเกรด 'เพลิงสวรรค์' ขึ้นอีกหนึ่งระดับทันที

            [หักแต้มวิวัฒนาการ 1,000 แต้มเลื่อนระดับสาขาสายวิวัฒนาการเพลิงสวรรค์เป็นระดับ 2]

            [แต้มวิวัฒนาการที่ต้องการสำหรับเพลิงสวรรค์ในระดับถัดไป: 3,000]

            สิ้นเสียงแจ้งเตือนระบบลูกไฟที่มีขนาดเท่าลูกฟุตบอลก็ขยายร่างขึ้นไปอีกจนในตอนนี้มันมีขนาดไม่เล็กไปกว่าลูกบาสเกตบอลเลยแม้แต่น้อย

            อุณหภูมิในห้องฝึกตนพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมนับสิบองศาในพริบตาแม้แต่พื้นโลหะผสมที่อยู่ใกล้ๆ ก็เริ่มแผ่ความร้อนจัดออกมา

            เมื่อเห็นว่าไป๋ฉางเซิงไม่มีทีท่าว่าจะออมมือเลยแม้แต่น้อยมิหนำซ้ำยังคงเร่งเร้าอานุภาพของลูกไฟให้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆเปลือกตาของคณบดีเฉียนก็พลันกระตุกวูบ

            ที่เขาบอกว่าให้ลองน่ะไม่ใช่หมายถึงให้ลองไอ้ลูกไฟยักษ์นี่เสียหน่อย!

            เขาเป็นถึงคณบดีคณะควบคุมสัตว์อสูรวิถียุทธ์พลังเลือดเป็นเพียงวิชาเสริมเท่านั้น

            ไอ้ลูกกระต่ายนี่มันกะจะให้เขาเสียหน้าให้ได้เลยใช่ไหมเนี่ย!

            ทว่าแม้ในใจจะแอบด่าทอแต่บนใบหน้าของคณบดีเฉียนกลับปรากฏรอยยิ้มที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

            ยิ่งใหญ่สิดียิ่งใหญ่ยิ่งดี ลูกไฟยิ่งอลังการเท่าไหร่ก็ยิ่งพิสูจน์ว่าไป๋ฉางเซิงพัฒนาขึ้นมากเพียงนั้น และศักยภาพก็ยิ่งสูงล้ำ

            หากก้าวหน้าด้วยความเร็วขนาดนี้อีกเพียงหนึ่งเดือนเขาก็จะสามารถไปพูดจาโอ้อวดใส่ไอ้แก่สองคนนั้นได้อย่างที่ใจต้องการเสียที

            แน่นอนว่าไป๋ฉางเซิงย่อมไม่กล้าซัดลูกไฟนี้ใส่คณบดีเฉียนจริงๆเขาฉุกคิดได้ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองทางพี่ใหญ่สุดที่รักของเขาแทน

            ซวนหนีหยกทมิฬที่มีค่าพลังเลือดเฉียดหลักล้านย่อมไม่มีทางเห็นลูกไฟนี้อยู่ในสายตาเมื่อเห็นไป๋ฉางเซิงมองมา มันถึงกับกวักกรงเล็บเรียกอย่างท้าทาย ราวกับจะบอกว่า“แน่จริงก็ซัดเข้ามาเลย”

            และไป๋ฉางเซิงก็ไม่ได้เกรงใจแม้แต่นิดเดียวเมื่อพลังของลูกไฟพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด เขาก็ซัดมันออกไปอย่างดุดัน!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน