ตอนที่ 356 สู่น่านน้ำ
เรือโดยสารลำมหึมาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าทั้งสอง ขนาดของมันนิทานแทบไม่อยากเรียกว่ามันเรือโดยสารเสียด้วยซ้ำ สมควรเรียกมันว่าอาคารลอยทะเลดูจะเหมาะสมกว่า
ทั่วตัวเรือถูกประดับประดาด้วยการตกแต่งที่นิทานคุ้นตา ตัวเรือที่ทำจากไม้และลายพาดของคลื่นคล้ายเส้นวงรีพาดยาวกลางตัวเรือ หัวเรือและหางเสือนั้นถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายปลาคาร์ป ตัวเรือแม้จะทำจากไม้หากกลับให้ความรู้สึกแข็งแรงปลอดภัยยิ่งกว่าบ้านบนผืนดิน
ตามขอบมุมและลำเรือเต็มไปด้วยอักษรอาคมหลากลวดลายสลักไว้จนทั่ว ทั่วตัวเรือแผ่พลังจิตวิญญาณออกมาอย่างเต็มที่ ไม่กักเก็บหรือซ่อนเร้น คล้ายกับต้องการป่าวประกาศศักดาของเรือลำนี้โดยตรง
ภายในตัวเรือมีขุมพลังระดับอริยะอยู่ถึง 3ขุม เป็นจำนวนของคนคุ้มกันที่ดูไม่เหมาะสมกับขนาดของเรือเท่าใดนัก แต่เพราะเส้นทางเดินเรือเส้นนี้เป็นเส้นทางสายหลักที่มีการเดินเรือในทุก ๆ วัน เส้นทางนี้จึงได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากผู้ร้อยเรียงของกลุ่มการค้าอิสึกะเอง ความปลอดภัยจึงมากกว่าเส้นทางอื่น
ใบเรือใหญ่ยักษ์ 4ใบประทับไปด้วยลายปลาคาร์ปโลดแล่นและลายดอกไม้สีชมพูอันเป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มการค้าอิสึกะ เรือโดยสารลำนี้คือหนึ่งในเรือโดยสารระดับสูงของกลุ่มการค้าอิสึกะที่มีศักยภาพและความปลอดภัยมากพอจะเดินทางไกลไปยังเกือบใจกลางอ่าวใต้บาดาล พื้นที่ตั้งของนครโอคานอสแห่งเผ่าใต้บาดาล
ทั่วมหาทวีปนี้มีเรือเพียงไม่กี่ร้อยลำเท่านั้นที่สามารถกระทำเช่นนี้ได้ เรือโดยสารส่วนมากเพียงเคลื่อนไหวอยู่ใกล้เขตแผ่นดิน เรือโจรสลัดส่วนมากก็มีระยะปลอดภัยที่พวกเขาไม่กล้าก้าวล้ำ มีเพียงเรือของพวกโจรสลัดชื่อดังและเรือโดยสารของกลุ่มการค้าอิสึกะเท่านั้นที่สามารถเดินทางไปกลับใจกลางของอ่าวใต้บาดาลได้อย่างราบรื่น
แน่นอนว่าตั๋วโดยสารของเรือระดับนี้แพงเสียยิ่งกว่าตั๋วระดับสมบัติทองของกลุ่มการค้าเชียนเป่าเสียอีก คงจะมีเพียงตั๋วระดับสูงสุดสำหรับนกยักษ์ 8ปีกที่ฝึกไว้ใช้ข้ามฝั่งเท่านั้นที่มีราคาสูงกว่า
ตั๋วของเรือโดยสารนี้นิทานเป็นผู้ออกเอง เขาย่อมไม่หน้าด้านหน้าทนถึงขนาดให้โฟเรลออกให้ทั้งหมด เพียงอีกฝั่งยอมรับภารกิจพาเขาไปพบผู้อาวุโสท่านนั้นก็มากเกินพอแล้ว
เดินทางไปยังอ่าวใต้บาดาล ลงลึกไปยังนครโอคานอส พาไปพบกับผู้อาวุโสแห่งเผ่าใต้บาดาล ร่วมทางไปยังแท่นแม่เหล็กบรรพกาล ทั้งหมดนี้หากนับเป็นภารกิจของสมาคมนักผจญภัย ขึ้นอยู่กับความยากและระยะเวลา บางทีอาจสูงค่าเสียยิ่งกว่าเห็ดก่อรูปทรายของนิทานเสียอีก เป็นภารกิจที่ไม่ได้อยู่ในระดับบุษราคัมอย่างไม่ต้องสงสัย
เห็ดก่อรูปทรายนั้นสำคัญกับโฟเรลมากถึงขนาดที่เขายินยอมทำภารกิจที่ขาดทุนเช่นนี้ นิทานไม่ได้รู้สึกดีนักกับการเอาเปรียบโฟเรล ถึงเขาจะรีบและมันจำเป็นเพียงไรก็ไม่ได้ช่วยให้นิทานรู้สึกผิดน้อยลง ได้แต่สัญญากับตนเองว่าจบเรื่องแล้วจะหาทางชดใช้ให้เผ่าจิตวิญญาณผู้นี้เพิ่มเติม
เรือลำยักษ์นี้กลับมีชาวเรือที่ทำงานในเรือน้อยกว่าที่นิทานคิดไว้มาก นับรวม ๆ แล้วมีไม่กี่สิบคนเท่านั้น เมื่อเทียบกับผู้โดยสารนับร้อยแล้วจึงดูน้อยลงไปถนัดตา แต่ส่วนหนึ่งที่เด่นออกมาคือระดับพลังของเหล่าชาวเรือ
ทั้งหมดนั้นเป็นนักสลักเอกขึ้นไป มีหลายคนที่นิทานสัมผัสได้ว่าเป็นนักสลักโท ระดับพลังของพวกเขาหนาแน่นโดดเด่นกว่าผู้โดยสารส่วนมากอย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่าช่ำชองการต่อสู้เพียงไร
ชาวเรือเหล่านั้นแผ่พลังจิตวิญญาณของตนออกมาโดยไม่ปิดบัง เฉกเช่นเดียวกันกับเหล่าอริยะผู้ปกปักเรือและตัวเรือเอง วัฒนธรรมด้านการแสดงพลังเช่นนี้แตกต่างกับการปิดซ่อนพลังตนเองของพวกนักผจญภัย นักผจญภัยทำเพื่อความปลอดภัย ไม่ให้โดนรุมโจมตีหรือเป็นเหยื่อได้ง่าย ๆ แต่เหล่าชาวเรือดูจะกลับกัน
พวกเขาเผยพลังของตนออกมาอย่างเต็มที่ก็เพื่อความปลอดภัยเช่นกัน แต่เป็นความปลอดภัยจากการใช้พลังของตนขู่ขวัญพวกอ่อนแอให้หลีกไป
เมื่อผู้โดยสารทั้งหมดขึ้นเรือ ตัวเรือก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว ใบเรือขนาดใหญ่ทั้ง 4 ถูกพัดจนตึงทั้ง ๆ ที่ไร้ซึ่งลม หางเสือเริ่มขยับเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา ผิดไปจากหางเสือแบบที่นิทานเคยเห็น ตัวเรือเองก็ส่งเสียงกระหึ่มพร้อมทั้งสร้างม่านพลังอาคมเข้าปกคลุมทั่วทั้งเรือ
เมื่อนิทานสำรวจไปอีกสักพักจึงได้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วเรือลำนี้มิใช่พาหนะทั่วไป แต่ทั่วตัวลำนั้นเป็นเหมือนสมบัติขนาดยักษ์ และระดับของมันไม่มีทางต่ำไปกว่าระดับอริยะ
เรือยักษ์ระดับนักสลักไตร! แสนยานุภาพของกลุ่มการค้าอิสึกะทำให้นิทานนึกถึงใบหน้าของโฮโจ เขาสนิทกับอีกฝั่งพอสมควรแต่เขาย่อมไม่มีทางเชื่อมโยงชายหนุ่มผู้ชื่นชอบการต่อสู้และเพื่อนสนิทของเขาคนนั้นกับกลุ่มการค้าใหญ่ยักษ์ได้
กลุ่มการค้าอิสึกะมีเรือแบบนี้เป็นสิบ ๆ ลำ แล้วกลุ่มการค้าเชียนเป่าที่เหนือยิ่งกว่ากลุ่มการค้าอิสึกะนี่.. นิทานกลืนน้ำลายอึกใหญ่
แม้จะมีขนาดใหญ่ราวกับอาคารแต่กลับไม่สูงมากนัก ผู้โดยสารทั้งหมดได้รับการจัดส่วนห้องพักภายในตัวเรือ ส่วนท้องเรือด้านล่างไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เข้าไป บริเวณท้ายเรือคือห้องของกัปตันและอริยะ
โฟเรลหายเงียบเข้าไปในห้องพักของเขา ทางด้านนิทานเองก็เลือกที่จะเข้าไปสำรวจห้องของตนเอง ตั๋วเรือโดยสารที่นิทานซื้อเองนั้นราคาถึง 15000ไกอา แพงเสียจนนิทานปวดใจ ยิ่งเขาต้องจ่ายเพิ่มอีกเท่าตัวสำหรับคีตาด้วยแล้วยิ่งทำให้เขาเกิดความคิดอยากจะพกของกินที่รวมอยู่ในค่าตั๋วกลับบ้าน
ห้องพักราคา 15000ไกอานี้กลับเป็นห้องพักที่แคบเสียยิ่งกว่าห้องพักเมื่อคืน มีเพียงเตียงสองเตียงสำหรับ 2คน ห้องน้ำ โต๊ะทำงาน และหน้าต่างที่เห็นทิวทัศน์ทะเลเท่านั้น
ห้องพักห้องนี้ไม่ใช่ห้องราคาถูกที่สุด แต่เป็นราคาระดับกลางค่อนไปทางบน นิทานอดสงสัยไม่ได้ว่าห้องพักที่ราคาต่ำสุดนั้นเป็นเช่นไร บางทีคงจะเป็นห้องรวมที่อัดกันแน่นหลายคนในห้องเดียว
ทั้งสองเดินสำรวจตัวเรือด้วยความตื่นเต้น หากแต่พลังอาณาเขตของคีตากลับถูกสกัดกั้นในหลายพื้นที่ ภายใต้ท้องเรือและห้องโดยสารแทบทั้งหมดมีภาพเขม่าแปลกประหลาดปกคลุม ปิดบังไม่ให้คีตาได้รับรู้สิ่งใด
กลายเป็นว่าพลังอาณาเขตของคีตาสามารถเห็นได้เพียงท้องทะเลกว้างไกลและใต้น้ำบางส่วนเท่านั้น คีตาลองเพ่งสมาธิสำรวจห้องกัปตันที่ท้ายเรือ ห้องนี้ขมุกขมัวเสียยิ่งกว่าทั่วทั้งเรือรวมกัน ไม่มีสิ่งใดสามารถเล็ดลอดผ่านเข้าไปได้แม้เพียงนิด
ชั่วขณะที่คีตากำลังจะถอนสายตากลับมา คีตาพลันขนลุกซู่เมื่อมันสัมผัสได้ถึงสายตาสี่คู่ที่จับจ้องตรงมาที่มัน สามในนั้นคือระดับอริยะที่มันรู้สึกถึงก่อนหน้า หากดวงตาอีกคู่หนึ่งกลับเป็นตัวตนที่สูงชั้นกว่า คล้ายกับเรื่องราวที่กำลังจะเริ่มขีดเขียน ลำนำที่ใกล้จะเริ่มบรรเลง บทละครที่ใกล้เปิดม่าน
นัยน์ตาคู่นั้นทำให้คีตาต้องรีบถอนสติกลับออกมาอย่างรวดเร็ว มันหายใจหอบหนัก ส่งผ่านความรู้สึกเมื่อครู่ทั้งหมดไปให้นิทาน
ผู้แสวงวิถี? เรือลำนี้ถึงกับมีผู้แสวงวิถีคอยคุ้มกัน? นิทานขมวดคิ้วแน่น การที่อีกฝ่ายมิได้เผยพลังออกมาดังเช่นตัวเรือและอริยะหมายความว่าอีกฝั่งนั้นไม่ต้องการให้ผู้อื่นทราบว่าตนอยู่บนเรือ
อย่าไปมองพวกเขาอีกนะคีตา นิทานกล่าวเตือน พวกเขาพยายามปกปิดตัวตนของตนเองอย่างชัดเจน แต่คีตากลับบังเอิญไปพบเจอเข้า
อีกฝ่ายย่อมต้องไม่พอใจ พวกเขาจึงแสดงท่าทีข่มขู่เช่นนั้นออกมา เรนเดลและเซเรนเซ่รีบหันไปทางท้ายเรือก่อนจะโค้งคำนับกับการกระทำไร้มารยาทของพวกเขาเมื่อครู่ ขณะที่โค้งคำนับ เรนเดลก็จงใจให้หนังสือปกหนังบริเวณอกเผยออกมา
นอกจากขอโทษแล้วยังเป็นการแสดงให้อีกฝ่ายทราบว่าเขาเองก็มีผู้หนุนหลังเช่นกัน
ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ทั้งสองจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ลดขอบเขตพลังอาณาเขตลงไม่ให้ไปสอดส่องท้ายเรืออีก อีกสิ่งหนึ่งที่สะกิดใจนิทานเป็นพิเศษคือการที่นอกเหนือจากผู้แสวงวิถีผู้นั้นแล้ว แม้แต่อริยะคนอื่น ๆ ก็สามารถสัมผัสถึงอาณาเขตได้
การถูกจับได้ว่าพวกเขานั้นแอบมองอยู่มิใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่งานเลี้ยงในราชวังคนหลายคนก็รับรู้ถึงพลังอาณาเขต การสัมผัสได้นั้นมีปัจจัยมากมายตั้งแต่คำแห่งพลังของตัวผู้ขีดเขียนชะตาเอง สมบัติบนร่าง หรือแม้แต่วิธีการจำเพาะอื่น ๆ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนทุกคนจะสามารถสัมผัสได้ และการที่อริยะทั้ง 3 กลับสามารถจับสัมผัสได้ทุกคนนั้นทำให้นิทานประหลาดใจไม่น้อย หากจะให้เขาเดา นี่คงเป็นเงื่อนไขในการคัดเลือกอริยะมาขึ้นเรือ คล้ายกับที่กัปตันของนกยักษ์ 8ปีกต้องเป็นผู้ขีดเขียนชะตาที่เหินบินได้
เรือโดยสารนั้นคือเป้าโจมตีของทั้งโจรสลัดและสัตว์อสูร แม้จะเป็นน่านน้ำที่ค่อนข้างปลอดภัยแต่ก็ยังมีโจรสลัดชื่อดังหลายคนที่อาจหาญมากพอจะโจมตีเรือโดยสารในเส้นทางปลอดภัย ดังนั้นการป้องกันจึงมิอาจย่อหย่อนจนเกินไป
และเพราะการนั้น การถูกลอบโจมตีกะทันหันจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อยจนน่าเหลือเชื่อ โจรสลัดชื่อดังพวกนั้นสามารถล่องเรือได้ทั้งบนผืนน้ำและใต้บาดาล บางกลุ่มโจรสลัดสามารถแม้แต่เหินบินบนฟากฟ้า เพราะคำแห่งพลังอันเป็นอนันต์ทำให้โจรสลัดเหล่านั้นสรรหาวิธีการสารพัดมามุ่งโจมตีโดยที่คนบนเรือมิอาจรู้ตัว
หากพวกเขาถูกโจมตีก่อนโดยมิทันได้มีโอกาสเปิดใช้งานการป้องกันบนเรือ นั้นหมายถึงความเสียหายร้ายแรงต่อชื่อเสียงของกลุ่มการค้าอิสึกะ เพราะเหตุนั้นอริยะที่มีหน้าที่ปกปักเรือทั้งหมดจึงต้องมีความสามารถในการตรวจจับสูงส่ง
หลังจากสำรวจห้องพักของตนจนทั่วแล้วเรนเดลจึงพาเซเรนเซ่กลับขึ้นสู่กราบเรือ มองเหล่าผู้โดยสารท่านอื่นที่มารวมตัวกันที่กราบเรือ เฝ้ามองเกาะลูนที่อยู่ห่างออกไปเรื่อย ๆ
เกือบหนึ่งในสี่ของผู้โดยสารคือสิ่งมีชีวิตรูปร่างมนุษย์ที่มีผิวสีซีดราวกับแพ้แดด พวกเขามีเส้นพาดยาวตั้งแต่หลังหูมาจนถึงต้นคอหลายเส้น บริเวณต้นแขนและกลางหลังมีรอยโป่งนูนของครีบที่ถูกพับเก็บไว้ จมูกของพวกเขาสันโด่งกว่ามนุษย์ทั่วไป บริเวณเปลือกตามีความกลมมากกว่าจะเป็นทรงรี
เผ่าใต้บาดาล เผ่าพันธุ์ชั้นรองที่อาศัยอยู่ในอ่าวใต้บาดาล
พวกเขานั้นย่อมขึ้นบกได้ การหายใจบนบกก็มิใช่ปัญหาแต่อย่างใด ยามที่อยู่บนบก เหงือกบริเวณต้นคอของพวกเขาเหล่านั้นจะหดแคบลง เหลือเพียงลายเส้นที่วาดตั้งแต่หลังหูมาจนถึงต้นคอ เยื่อที่จมูกจะหายไป ทำให้จมูกและปอดสามารถใช้งานบนบกได้
ในทีแรกนิทานค่อนข้างแปลกใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงต้องจ่ายแพง ๆ เพื่อขึ้นเรือโดยสารทั้ง ๆ ที่พวกเขาสามารถเดินทางใต้น้ำได้ นิทานลองเอาเรื่องนี้ไปถามโฟเรลดูก็ได้คำตอบกลับมาเป็นสายตาเหนื่อยหน่าย
“แล้วคุณเรนเดลมีขาอยู่แล้วจะขี่หลังเซเรนเซ่ไปทำไมล่ะครับ?”
คำตอบนั้นทำให้เรนเดลถอนตัวออกมาจากคนที่ดูจะไม่อยากคุยกับเธออย่างรวดเร็ว
บนเรือนั้นไร้สิ่งใดให้กระทำเป็นพิเศษ เรนเดลเมื่อไม่อาจเผยแพร่คำสอนที่นครโอคานอสได้เธอจึงพาเซเรนเซ่ตระเวนไปทั่วเรือ เมื่อพบเจอกับบุคคลใจดีที่ดูจะยินดีพูดคุยกับเธอ เรนเดลก็จัดมหกรรมการเผยแพร่คำสอนครั้งใหญ่จนนักผจญภัยทั่วเรือยิ้มแห้งไปตาม ๆ กัน
หลายครั้งที่นักผจญภัยพยายามเข้ามาหาเรื่องเธอที่เอาแต่เผยแผ่ศาสนาแต่คนเหล่านั้นก็ถูกเซเรนเซ่ไล่ตะเพิดกลับไปทุกราย จนมีครั้งหนึ่งที่พวกเผ่าใต้บาดาลดูจะไม่พอใจที่เธอพยายามเผยแพร่มันตราบนน่านน้ำของซูอา พวกเขาจึงรวมตัวจะมาหาเรื่องเธอ
กลับเป็นพวกชาวเรือและเจ้าหน้าที่บนเรือที่วิ่งแจ้นเข้ามาไล่พวกนั้นไปจนสิ้น นิทานที่กำลังดีใจคิดว่าสมเป็นเรือโดยสารราคาแพงก็ถูกทำให้ผิดหวังทันทีเมื่อหนึ่งในชาวเรือพยายามตีสนิทเธออย่างชัดเจน
ท้ายที่สุดจึงลำบากโฟเรลที่ต้องมาช่วยอีกครั้ง เขาเดินเข้ามาส่งสายตาพร้อมจิตสังหารใส่ชาวเรือระดับนักสลักเอกพวกนั้นโดยไม่เกรงกลัว ชาวเรือเหล่านั้นล้วนมีหลายคนที่รับงานเสริมเป็นนักผจญภัยพวกเขาจึงดูจะรู้จักโฟเรลดี
เมื่อเห็นว่านักบวชหญิงคนนี้มาพร้อมกับโฟเรล พวกเขาจึงวิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว ความสงบกลับคืนสู่เรืออีกครั้งพร้อมกับโฟเรลที่กำชับปนดุใส่เรนเดลว่าหยุดหาเรื่องใส่ตัวเสียที
ผ่านไป 3วัน ในที่สุดเรือโดยสารก็เริ่มดำลงสู่ก้นสมุทร